28 ก.ค. 2020 เวลา 04:33 • ไอที & แก็ดเจ็ต
[ Retro TECH ]
EP.2 | Nokia N-Gage
ถ้าพูดถึง Nokia เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักโทรศัพท์ยี่ห้อนี้
Nokia ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงยุค 90's ปลาย ๆ ต่อเนื่องจนมาถึงยุค 2000's
ซึ่งจุดเด่นของ Nokia ตอนนั้นคงจะเป็นดีไซน์ที่แปลกตา ความคุ้มค่า และความทนทานของมันที่ไม่มียี่ห้อไหนเทียบได้
วันนี้เราจะพามาดู Nokia รุ่น N-Gage ที่มองแวบแรกก็สะดุดตาด้วยดีไซน์ที่เน้นการเล่นเกมโดยเฉพาะ
หรือพูดง่าย ๆ ว่ามันเป็น Gaming Phone ในช่วงนั้นก็ไม่ผิด
Nokia N-Gage ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2003 ซึ่งออกมาเพื่อตีตลาดแข่งกับ Nintendo Game Boy Advance
N-Gage และ Game Boy Advance
ด้วยความที่มันเป็นทั้งโทรศัพท์และเครื่องเล่นเกมในตัวเดียวกัน ทำให้พกพาสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องพกแยก
และมาพร้อมกับชิปประมวลผล ARM 920T ความเร็ว 104 MHz ซึ่งเร็วกว่า Game Boy Advance เสียอีก
นอกจากนี้ยังมีระบบการเล่นเกมแบบ Multiplayer ผ่านสัญญาณ Bluetooth อีกด้วย ต่างจาก Game Boy Advance ที่ต้องใช้สายเชื่อมต่อ
ในตอนนั้น N-Gage รองรับหลายเกมมาก ไม่ว่าจะเป็น FIFA, Call Of Duty, Sonic หรือ Tomb Raider โดยขายแยกเป็นตลับเกม
ซึ่งเราจะสามารถคอนโทรลเกมใน N-Gage ได้โดยใช้ D-Pad ที่อยู่ด้านซ้ายเพื่อควบคุมทิศทาง และปุ่ม A B ด้านขวา (ใช้ปุ่มเดียวกับเลข 7 และเลข 5)
แต่มีดีก็ย่อมมีเสีย การที่เราจะใส่ตลับเกมแต่ละครั้งลงไปใน N-Gage เราต้องถอดฝาเครื่อง ถอดแบตเตอรี่ออกก่อน จึงค่อยใส่ตลับเกม และใส่แบตเตอรี่กลับเข้าไป ถึงจะเล่นเกมได้ ซึ่งสร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้
และ N-Gage ก็มากับขนาดหน้าจอเพียง 2.1 นิ้วที่ความละเอียด 176 x 208 พิกเซล เล็กกว่า Game Boy Advance ที่มีขนาดหน้าจอที่ 2.9 นิ้ว ทำให้เวลาเล่นเกมอาจจะต้องเพ่งสายตากันพอสมควร
[ ดูการเล่น Call Of Duty โดยใช้ N-Gage ]
มากไปกว่านั้น จุดที่ทำให้ผู้คนเห็นแล้วอดขำไม่ได้ นั่นคือท่าทางการคุยโทรศัพท์ที่ต้องใช้สันเครื่องแนบหูนั่นเอง แถมลำโพงสนทนาที่ใช้คุยยังมีเสียงเบามากจนน่าหงุดหงิดอีกด้วย
ใช้สันเครื่อง N-Gage เพื่อคุยโทรศัพท์
ทำให้ Nokia N-Gage ไม่ได้ขายดิบขายดีตามเป้า ซึ่งเป้าหมายที่ว่าคือต้องขายให้ได้ 6 ล้านเครื่อง
แต่ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ N-Gage วางขาย (ถึงปี 2007) สามารถขายไปได้เพียง 3 ล้านเครื่องเท่านั้น
และเมื่อนำจำนวนตลับเกมทั้งหมดที่ขายได้ มาคำนวณกับยอดขายของ N-Gage จะพบว่าเฉลี่ยแล้วผู้ใช้งาน 1 คน จะพกตลับเกมแค่ 1 เกม
มากไปกว่านั้น ราคาของ N-Gage นั้นขายอยู่ที่ $299 ซึ่งแพงกว่า Game Boy Advance ที่ขายในราคา $200
ดังนั้นคนอาจจะคิดว่า Nintendo Game Boy เป็นตัวเลือกที่ดีกว่านั่นเอง
Nokia N-Gage อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
แต่ปัจจุบันหลาย ๆ คนก็มองย้อนกลับไปว่า Nokia คิดไอเดียนี้ออกมาถือว่าล้ำมาก
แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในตอนนั้นก็อาจจะทำให้ N-Gage นั้นออกมาผิดที่ผิดเวลานั่นเอง
กดติตตามเพื่อรออ่านโพสต์ต่อ ๆ ไปได้เลยครับ
หากอ่านแล้วมีความเห็นอย่างไร หรือมีข้อแนะนำติชม เชิญแลกเปลี่ยนความคิดเห็นลงในช่องคอมเม้นต์ได้เลยครับ : )
unlimiTECH
โฆษณา