1 ส.ค. 2020 เวลา 05:00 • กีฬา
ย้อนอดีตนักเตะดัง "ชาริล ชัปปุยส์"
[ TURN BACK TIME ]
นี่คือนักเตะที่มียอดคนติดตามทางอินสตาแกรมมากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย แน่นอนว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นสาวน้อยสาวใหญ่ที่หลงใหลในความหล่อกระชากใจของนักเตะคนนี้ ทว่าจริงๆ แล้วเขาผ่านอะไรมาเยอะพอสมควรกว่าที่จะโด่งดังขนาดนี้
โรแบร์โต้ บาจโจ้, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, เนย์มาร์ และ ยูเวนตุส เกี่ยวข้องอย่างไรกับมิดฟิลด์รูปหล่อของ การท่าเรือ ทุกคำตอบอยู่ที่เรื่องราวที่ ‘Cheerball’ นำมาเล่าให้คุณฟัง!!
โรแบร์โต้ บาจโจ้
สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ เป็นหนึ่งในประเทศที่สะกดนักท่องเที่ยวให้หลงใหลในทุกครั้งที่ได้สัมผัส ทว่านอกจากทรัพยากรที่ว่า ที่นี่ยังเป็นถิ่นกำเนิดของซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของทีมชาติไทย
ชาริล ชัปปุยส์ คือคนที่เรากล่าวถึง
12 มกราคม 1992 ณ โคลเทิน เมืองทางตอนเหนือสวิตเซอร์แลนด์ เด็กชาย ชาริล ลืมตาขึ้นมาดูโลกพร้อมความสดชื่น คุณแม่ไพลิน เป็นชาวไทย มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนคุณพ่อแดเนียล นั้นคืออดีตศูนย์หน้าที่มีดีกรีนักฟุตบอลอาชีพ
"ผมเล่นฟุตบอลเพราะพ่อของผม เขารักฟุตบอลมาก จริงๆ เขาก็รักทุกกีฬานั่นแหละ แต่เขาเคยเป็นผู้เล่นอาชีพมาก่อนใน ดิวิชั่น 2 ของ สวิตเซอร์แลนด์ เขาเล่นเป็นกองหน้า ซึ่งมันเลยทำให้ผมซึมซับจนมาถึงวันนี้" ชัปปุยส์ นี่คือบทสนทนาแรกที่เปิดฉาก
"ถ้าจำไม่ผิด ผมเริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกตอนอายุราวๆ 5 ขวบ ด้วยการเริ่มเตะที่บ้านกับพ่อของผม ทุกๆ สุดสัปดาห์เราก็จะมานั่งดูฟุตบอลด้วยกัน ฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับ 1 ของเรา"
"ที่สวิตเซอร์แลนด์ มีกีฬาอื่นๆ ด้วยอย่าง ฮ็อคกี้นำแข็ง ผมเคยเล่นมันนะ แล้วก็ สกีน้ำแข็ง รวมไปถึง แข่งรถ มันมีหลายอย่างมากมายให้ทำ แต่กีฬาในใจและกีฬาอันดับ 1 สำหรับผมคือฟุตบอลเท่านั้น" เขายืนยันหนักแน่น
ด้วยความที่คุณพ่อแดเนียล มีอดีตเป็นศูนย์หน้า ทำให้ยีนส์แห่งความคลั่งไคล้ในกีฬาลูกกลมๆ ส่งต่อมายัง ชัปปุยส์ จูเนียร์
"เขา (คุณพ่อ) สนับสนุนผมทุกเรื่อง เขาไม่ได้บังคับให้ผมเล่นฟุตบอล มันเป็นการตัดสินใจของผมเอง ซึ่งในช่วงแรกที่ที่รู้จักกับกีฬานี้ ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ (โรแบร์โต้) บาจโจ้"
เรื่องของ บาจโจ้ มีอิทธิพลกับ ชัปปุยส์ มากกว่านั้น...
"ถามว่าทำไมผมชอบเขา? ผมจำได้ว่าพ่อเคยซื้อเสื้อเบอร์ 10 ที่ปักชื่อ โรแบร์โต้ บาจโจ้ มาให้ และในช่วงนั้น ผมก็ชอบ (ฟรานเชสโก้) ต๊อตติ ด้วยนะ อาจเป็นเพราะสไตล์การเล่นและลุคของพวกเขาเลยทำให้ผมชอบ อีกอย่างเพราะตอนเด็กๆ คุณแม่ของผมให้ผมไว้ผมยาวอีกต่างหาก"
แน่นอนว่าคุณพ่อเป็นกองหน้าอาชีพมาก่อน เขาย่อมเจริญรอยตามผู้เป็นบิดาแบบไม่ผิดเพี้ยน "ผมเริ่มเล่นฟุตบอลด้วยการเป็นกองหน้าเหมือนคุณพ่อ ผมเล่นเป็นกองหน้า 3 ปีที่ โคลเทิน พ่อผมจดทุกประตุที่ผมยิงได้ จากนั้นก็ย้ายไปที่ วายเอฟ ยูเวนตุส (ใน สวิตเซอร์แลนด์) ตลอด 3 ปี ผมเล่นเป็นกองหน้า กึ่งๆ เบอร์ 10 หลังจากนั้นพออายุ 12 ผมย้ายไปที่ กราสส์ฮอปเปอร์ แล้วก็รับบทผู้เล่นเบอร์ 10 ซึ่งก็เล่นตำแหน่งนี้อยู่นานมากเลยล่ะ"
ละอ่อนเจียงใหม่
แม้ว่าจะเกิดและโตที่โคลเทิน ทว่าคุณแม่ของเขาซึ่งเป็นชาวเชียงใหม่ มักจะบินกลับมาบ้านเกิดอยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าลูกชายสุดรักย่อมต้องมาด้วย แต่ก็เป็นเรื่องแปลกไม่น้อยที่เจ้าตัวไม่เคยย่างกรายถึงเมืองหลวงของประเทศไทย เลยสักครั้ง
"ตอนยังเป็นเด็ก ผมมาเมืองไทยทุกปีเลย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนผมอายุ 6 หรือ 7 ขวบเนี่ยแหละ ผมมาอยู่ที่นี่นานตั้ง 3 เดือน แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ เชียงใหม่ หรือไม่ก็ไปเที่ยวทะเล แต่ไม่เคยมา กรุงเทพฯ เลยสักครั้ง"
"ตอนอยู่ เชียงใหม่ ผมอยู่กับญาติ ก็จะมีลูกพี่ลูกน้อง, คุณลุงและคุณป้า บ้านของผมที่นั่นอยู่กับครอบครัวใหญ่ทีเดียว"
อย่างไรก็ตาม ชีวิตในวัยเด็กกับการมาเมืองไทย ก็ถูกย่นระยะให้จบลง เพราะว่า
 
"ผมมาเที่ยวประเทศไทย จนถึงอายุ 12 แต่หลังจากนั้นผมไม่มีเวลา เพราะต้องทุ่มเททั้งหมดไปกับฟุตบอล รวมถึงเรื่องเรียนด้วย"
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม ชาริล จึงพูดและฟังภาษาไทยได้ค่อนข้างดีมากๆ
"ตอนผมมาที่นี่ (ประเทศไทย) ใหม่ๆ ผมฟังภาษาไทยเข้าใจเกือบทั้งหมด แต่ผมพูดไม่ค่อยได้ เพราะตอนอยู่ที่นู่น (สวิตเซอร์แลนด์) เวลาคุยกับแม่ เราพูดภาษาไทยกันนะ แม้ว่าท่านจะสามารถพูดภาษาเยอรมันกับภาษาอังกฤษ ได้ก็ตาม แต่ท่านอยากให้เรียนรู้ภาษาไทย ผมจึงรู้จักเป็นคำสั้นๆ เช่น กินข้าวหรือแปรงฟัน ประมาณนี้"
 
"แต่หลังจากอยู่ที่นี่ (ประเทศไทย) มา 8 ปี ผมก็พูดได้แล้ว ได้ใช้ภาษาไทยกับเพื่อนร่วมทีมคนไทย แต่บางครั้งก็ใช้ภาษาอังกฤษ กันบ้าง ทว่าในการให้สัมภาษณ์ ผมชอบใช้ภาษาอังกฤษ เพราะผมรู้สึกมั่นใจมากกว่า"
สู้เพื่อลูก
คำว่า 'พ่อ' และ 'แม่' นั้นยิ่งใหญ่มาก คนที่เป็นย่อมสัมผัสได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าเรื่องใด พวกเขาพร้อมที่จะ 'สู้' เพื่อให้ลูกได้อยู่สบาย ไม่ว่าจะต้องเจอความยากลำบากหรือเหนื่อยล้า แต่เมื่อนึกถึงหน้าตัวน้อยๆ ของพวกเขา มันทำให้หัวใจชุ่มชื่นพร้อมที่จะทุ่มเทให้ทั้งชีวิต
โดยเฉพาะคุณพ่อแดเนียล...
"ผมรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณพ่อทำให้เสมอมา เพราะเขาต้องทำถึง 3 งาน เพื่อหาเงินมาสนับสนุนผมทั้งเรื่องซื้อรองเท้า, พาไปเรียนพิเศษและขับรถพาไปแข่งขันทุกนัด แม้ว่าต้องขับรถไกลถึง 3 ชั่วโมง เขาก็ไป"
"ตอนซ้อม เขาก็มาดูทุกครั้ง เพราะเขารักฟุตบอล เขารักผมมาก เมื่อผมมีเวลาว่าง เราก็จะไปซ้อมกันเองในป่า เขาคอยให้กำลังใจผมเสมอ ดังนั้นเขาจึงเป็นโค้ชคนแรกและโค้ชที่ดีที่สุดของผม"
จากความใกล้ชิดและประคบประหงมลูกชายเป็นอย่างดี ทำให้ ชาริล เป็นเด็กที่ประพฤติตัวได้เหมาะสมและยังมีความคิดที่โตเกินวัยอีกต่างหาก "สิ่งที่พวกเขา (พ่อและแม่) ทำให้กับผม มันทำให้ผมตั้งเป้าว่าจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูพ่อและแม่ของผม"
กัปตัน กล๊าสฮอปเปอร์ส ซูริค
1
อย่างที่เขากล่าวไว้ว่ามุ่งมั่นจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ชาริล ค่อยๆ ไต่เต้าไปทีละขั้น กระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้เข้าอะคาเดมี่ของ กล๊าสฮอปเปอร์ส ซูริค ยักษ์ใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ ในตอนที่เจ้าตัวอายุ 11 ขวบ
"มันเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์ในการได้อยู่กับหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของประเทศ รวมถึงได้ติดทีมชาติด้วย ผมลงเล่นแทบทุกนัด ผมเป็นกัปตันทีมที่สโมสรด้วย มันเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม ผมไม่ใช่คนพูดเก่งหรือพูดเยอะ แต่เวลาอยู่ในสนาม ผมพยายามช่วยเหลือทีม ผมเป็นนักเตะที่เล่นเพื่อทีม ผมเลยได้เป็นกัปตันด้วยเหตุผลนี้นี่แหละ"
"จากตอนแรกที่ผมเคยบอกว่าเล่นกองหน้า ผมถอยมาเล่นตำแหน่งเบอร์ 8 และเบอร์ 6 จนกระทั่งอายุ 15 ปี ผมมายืนเซนเตอร์ฮาล์ฟ และก็ถูกเรียกติดทีมชาติครั้งแรกในตำแหน่งนี้"
แชมป์เยาวชนโลก
ฝีเท้าของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้กลายเป็นขาประจำของเยาวชนทีมชาติ และก็จับจองกองหลังตัวจริงอย่างไม่มีคู่แข่ง
กระทั่งถึงทัวร์นาเมนต์ ยู-17 เวิร์ล คัพ ปี 2009 ขณะนั้น ชิารัล กำลังไปได้สวยในการเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟ แน่นอนเขาถูกเรียกให้เป็นหนึ่งในขุนพลสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งชุดนั้นมี กรานิต ชาก้า (อาร์เซน่อล) และ ปายติม คาซามี่ (ซิญง) เป็นดาราชูโรง
"ตอนเป็นเด็ก คุณย่อมฝันถึงเรื่องการคว้าแชมป์ ผมชอบเตะฟุตบอลที่สวนในบ้าน วิ่งเตะคนเดียวแล้วก็พากย์ไปด้วย "ชัปปุยส์ ได้บอลแล้วครับ ชัปปุยส์ เลี้ยงขึ้นไป ชัปปุยส์ ยิงเข้าไปแล้วครับ! พวกเขาคว้าแชมป์ได้แล้วครับ"
เหลือเชื่อมากๆ ที่เขาทำได้ตอนที่อายุได้ 17 ปี
"แล้วมันก็เป็นจริง เราได้ดวลกับ เนย์มาร์, (ฟิลิปเป้) คูตินโญ่, (มาริโอ) เกิทเซ่อ, (สเตฟาน) เอล ชาราวี และนักเตะชั้นยอดอีกหลายในเวลานี้ ทว่าชื่อที่ผมกล่าวมา เราเอาชนะพวกเขาได้ทั้งหมด"
"มันเป็นครั้งแรกที่ สวิตเซอร์แลนด์ สามารถคว้าแชมป์โลก และเป็นครั้งแรกที่ทีมรุ่น ยู-17 ได้ไปเล่นในรายการระดับโลก การที่จะเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้ เราต้องผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในรอบแบ่งกลุ่มปีนั้น เราอยู่ในกลุ่มแข็งเพราะต้องเจอทั้ง ฝรั่งเศส, อิตาลี และ สเปน"
โดยเฉพาะสเปน ที่ชุดใหญ่เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรป เมื่อปี 2008 เวลานั้นอุดมไปด้วยดาวรุ่งชั้นนำของโลกหลายราย
 
"สเปน ชุดนั้นมีตัวเด่นๆ อย่าง อีสโก้ กับ โกเก้ และกองหน้าอย่าง (อัลบาร์โร่) โมราต้า ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักหรอกว่าเก่งขนาดไหน รู้แค่ว่าเป็นนักเตะฝีเท้าเยี่ยม เป็นผู้เล่นชั้นนำระดับยุโรป"
นอกจากชื่อข้างต้น ยังมีนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน 'เนย์มาร์'
"นอกจากสเปน บราซิลก็เป็นอีกหนึ่งทีมที่ดีมากๆ พวกเขามี (เฟลิปเป้) คูตินโญ่ และ เนย์มาร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากคลิปใน ยูทูบ แต่ในเกมที่เราพบกัน เนย์มาร์ ถูกเปลี่ยนตัวออกใน นาที 70 พวกเขามีโอกาสลุ้นประตูเยอะมาก แต่เราเอาชนะได้ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูชัยของ นาสซีม เบน คาลิฟา ที่ตอนนี้เล่นอยู่ใน สวิตเซอร์แลนด์"
ชาริล ย้อนความที่ต้องเผชิญหน้ากับ เนย์มาร์
สวิตเซอร์แลนด์ จบรอบแรกด้วยชัยชนะ 3 เกม แถมเขี่ยบราซิล ตกรอบอย่างเจ็บช้ำ ก่อนจะฝ่าฟันไปถึงแชมป์โลกในบั้นปลาย
"ทีมเราชุดนั้นมี (กรานิต) ชาก้า, (ริคาร์โด้) โรดริเกซ, (ฮาริส) เซเฟโรวิช, (ปายติม) คาซามี่ แล้วก็ โอลิเวอร์ บุฟฟ์ ที่ตอนนี้เล่นอยู่ใน สเปน ซึ่ง 11 ตัวจริงของทีมชุดนั้นต่างค้าแข้งในระดับฟุตบอลอาชีพกันหมด ถือเป็นความสำเร็จของประเทศที่สร้างเยาวชนมาถึงจุดนี้ได้"
เท่านั้นยังไม่พอเฮดโค้ชทีมชาติชุดใหญ่ยังทำเซอร์ไพรส์อีกต่างหาก
"โค้ชทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในตอนนั้นคือ อ็อตต์มาร์ ฮิตซ์เฟลด์ เขาส่งข้อความมาแสดงความยินดีกับผมและให้กำลังใจ เขามีเบอร์โทรศัพท์ผม ตอนแรกที่เขาติดต่อมา ผมยังคิดว่าใครอำแน่ๆ ก็เลยให้เพื่อนโทรศัพท์กลับไปหาเจ้าของเบอร์เลยได้รู้ว่านี่คือ ฮิตซ์เฟลด์ ตัวจริง!!"
ปฏิเสธ ยูเวนตุส และ ฮัมบรู์ก
ผลพวงจากการคว้าแชมป์โลกอย่างยิ่งใหญ่ ทำให้นักเตะชุดนั้นถูกยกย่องเป็นอย่างสูงในประเทศ เพราะมันคือแชมป์ระดับเมเจอร์รายการแรกที่พวกเขาทำได้ นั่นจึงทำให้ชีวิตของ ชาริล ถูกสปอตไลท์ส่องเข้ามาทุกฝีเก้า
"มันมีโทรศัพท์ติดต่อมาหาผมเยอะมากทั้งจากแฟนบอลจริงๆ และแฟนบอลปลอมๆ คุณต้องเข้าใจว่าเมื่อคุณอยู่ในระดับท็อป คุณย่อมมีแฟนๆ มากมาย แต่เมื่อคุณอยู่ในระดับที่ไม่ได้โด่งดังมากมาย นั่นแหละเป็นตอนที่คุณจะได้เห็นแฟนบอลที่สนับสนุนคุณอย่างแท้จริง" ชาริล เท้าความ
"ปกติแล้ว ก่อนหน้านี้ เวลาผมไปเที่ยวหรือไปปาร์ตี้ ก็ต้องไปยืนต่อคิวเข้าร้าน แต่หลังจากได้แชมป์โลก เวลาไปเที่ยวแบบนั้นอีก ผมก็ไม่ต้องรอคิวแล้ว ผมได้รับสิทธิพิเศษมากมาย มันก็เป็นความรู้สึกที่ดีนะ แต่ตอนนั้น ผมเพิ่งอายุ 17 เอง อะไรๆ ก็ดูแปลกใหม่ ทว่าผมโชคดีที่มีครอบครัวคอยสนับสนุนผมและตักเตือนไม่ให้ผมหลงระเริงหรือแอ็คต์ใส่ใคร บางครั้ง ในเกมฟุตบอล คุณต้องมีความมั่นใจมากด้วย คุณต้องหาจุดทีลงตัวระหว่างการแอ็คต์กับไม่แอ็คต์ ถ้าคุณมีมันอย่างสมดุล คุณก็เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมแล้ว"
อย่างไรก็ตาม ชาริล กลับมามุ่งมั่นต่อในระดับสโมสร เขายังคงอยู่กับ กล๊าสฮอปเปอร์ส ซูริค ทว่ามันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวไปเตะตาหลายๆ ทีม โดยเฉพาะ ยูเวนตุส สโมสรหมายเลยหนึ่งของอิตาลี ที่ติดต่อมาแบบจริงจัง
"ตอนกลับมาจากคว้าแชมป์โลก ผมยังไม่มีเอเยนต์ พ่อผมแค่ดูแลผม แต่ไม่ได้เป็นเอเยนต์ของผม แต่นับตั้งแต่นั้น ผมได้รับโทรศัพท์ทุกวัน เกิน 10 สายต่อวัน เป็นพวกเอเยนต์โทรศัพท์เข้ามายื่นข้อเสนอที่จะดูแลผลประโยชน์ให้ผม"
"ยุเวนตุส เป็นทีมที่ใหญ่ที่สุดที่ติดต่อเข้ามา รวมถึง ฮัมบูร์ก แต่ตอนที่ ยูเวนตุส ติดต่อ จานลูก้า เปสซ็อตโต้ อดีตนักเตะของพวกเขา เดินทางมาหาผมที่ สวิตเซอร์แลนด์ 2 ครั้ง แต่ผมเป็นคนขี้อายมาก ตอนนั้นผมพูดภาษาอิตาลีไม่เป็นด้วย ผมเลยกลัวที่จะต้องทิ้งครอบครัวของผมไปอยู่ที่อื่น ผมเลยปฏิเสธพวกเขาไปทั้ง 2 ครั้ง"
มันเป็นครั้งแรกของ ยูเวนตุส ที่ถูกนักฟุตบอลเยาวชนปฏิเสธถึง 2 ครั้ง เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยมีใครปัดข้อเสนอจากยอดทีมแห่งแดนมักกะโรนีมาก่อน
"ไม่เสียดายเลย มันเป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจไปแล้วด้วยตัวเอง และมันทำให้ผมเป็นผมในตอนนี้ ผมมีความสุขกับที่ที่อยู่ในตอนนี้ ทว่าก็มีบางครั้งที่อยากรู้ว่าผมจะไปได้ไกลขนาดไหนถ้าผมเลือกไปเล่นกับพวกเขา (ยูเวนตุส)"
 
"แต่คุณทำอะไรกับมันได้แล้วตอนนี้ ดังนั้น ผมก็โอเคกับมัน แต่ผมก็เสียใจกับเขา (เปสซ็อตโต้) เพราะเขาบอกผมว่าปกติแล้ว ยูเวนตุส จะติดต่อหรือไปหานักเตะเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่กับผม เขามาถึง 2 ครั้ง นั่นมันบ้าจริงๆ ผมไม่เข้าใจเลย ถ้าให้ผมบอกเขาว่าผมเสียใจตอนนี้ได้ ผมก็จะพูด ตอนนั้น ผมแค่ปฏิเสธเขาไปโดยบอกว่าผมอยากจะอยู่ที่นี่ (กราสส์ฮ็อปเปอร์ส) ต่อ"
 
กับ ฮัมบูร์ก อีกหนึ่งสโมสรที่ติดต่อเข้ามา เจ้าตัวเล่าต่อไปว่า "ฮัมบูร์ก เข้ามาคุยกับผม 1 ครั้ง แต่พวกเขาอยากทำสัญญาแบบแพ็คเกจคว้านักเตะ 3 คนคือ ผม, ริคารฺโด้ โรดริเกซ (เอฟซี ซูริค) และ เซอร์ดาน ชากิรี่ (เอฟซี บาเซิ่ล) พวกเขาจับเรา 3 คนมานั่งคุยเรื่องสัญญา แต่สุดท้ายมันก็ล่มลงไป กระนั้น พวกเขายังอยากได้ตัวผมเลยติดต่อไปหาที่ กราสส์ฮ็อปเปอร์ส และตกลงค่าตัวกันได้ที่ 1 ล้านยูโร ทว่าสุดท้ายคนที่อยากได้ตัวผมไปร่วมทีมเลือกไปร่วมงานกับ สมาคมฟุตบอลเยอรมัน แบบเต็มตัว ผมเลยเลือกที่จะไม่ย้ายไปที่ ฮัมบูร์ก"
ถูกเปรียบเทียกับ คันนาวาโร่
 
การมาของอดีตนักเตะทีมม้าลายไม่ได้จบลงแค่ตรงนี้ "เปสซ็อตโต้ เปรียบเทียบผมกับ (ฟาบิโอ) คันนาวาโร่ มันทำให้ผมภูมิใจมาก เพราะผมตัวเล็กและเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ก ผมรู้ว่าฟุตบอลอิตาลี เน้นเรื่องแท็กติกมาก ผมอยากไปเล่นที่นั่น ผมคิดว่านั่นจะเหมาะกับสไตล์การเล่นของผมนะ มันคงจะเป็นเกียรติที่ได้ไปเล่นระดับนั้น เราไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินนะ เนื่องจากถ้าได้ไปเล่น เงินมันดีจริงๆ แต่มันเป็นการตัดสินใจจากหัวใจของผม"
"ผมคิดว่าผมกลัวด้วยตอนนั้น ผมกลัวที่จะต้องไปอยู่คนเดียว ผมเป็นคนขี้อาย ผมไม่อยากไปอยู่กับทีมใหม่แล้วไปทักทายคนอื่นๆ แต่ตอนนี้ ผมอยากย้ายไปที่นั่นเพราะมันคงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผมในการทักทายและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่"
สถาบันผู้สร้าง ชัปปุยส์
ระยะเวลาที่ กราสส์ฮ็อปเปอร์ส นั้นถือเป็นห้วงหนึ่งที่ทำให้ ชาริล ก้าวมาจนถึงทุกวันนี้
"ชีวิตที่ กราสส์ฮ็อปเปอร์ส มหัศจรรย์จริงๆ ทีมเยาวชนของพวกเขา ไล่ตั้งแต่ ยู-12 ถึง ยู-21 เป็นทีมที่ยอดเยี่ยมจริงๆ พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดใน สวิตเซอร์แลนด์ พวกเขาถือเป็นทีมชั้นแนวหน้าใน ยุโรป ในระดับทีมเยาวชน อะคาเดมี่ของพวกเขาดีมาก แต่ทีมชุดใหญ่ของพวกเขามีปัญหาเรื่องการเงินและต้องใช้พวกดาวรุ่งเสียส่วนใหญ่ พวกเขาเปลี่ยนตัวประธานสโมสรและเทรนเนอร์บ่อยๆ แต่รวมๆ แล้ว มันเป็นเวลาที่ยอดเยี่ยมที่นั่น ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ผมรู้สึกขอบคุณพวกเขาจริงๆ อย่างที่บอกไป อะคาเดมี่ของพวกเขาถือว่ายอดเยี่ยม"
"ผมเคยเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ กราสส์ฮ็อปเปอร์ส แค่เกมกระชับมิตร ในเกมทางการ ผมมีชื่อเป็นตัวสำรอง 30 เกม แต่ไม่เคยได้เล่นเลย เพราะผมเล่นในตำแหน่งเบอร์ 6 ซึ่งตอนนั้นเป็นตำแหน่งของกัปตันทีม ก็เลยไม่ได้โอกาสถูกส่งลงเล่น"
ชีวิตย่อมมีขึ้นและมีลง จากจุดสูงสุดสู่การเป็นแชมป์โลก ทว่าอาการบาดเจ็บได้ทำให้หลายๆ อย่างเปลี่ยนไปจากเดิม
"4 ปีหลังจากคว้าแชมป์โลก ผมเติบโตขึ้นอย่างมาก ผมรู้แล้วว่าวงการนี้เป็นยังไง ตอนผมอยู่บนจุดสูงสุด มีแต่ผู้คนวิ่งเข้ามาหา แต่พอผมไม่โด่งดังเหมือนที่เคย มันกลายเป็นว่าไม่มีใครรู้จักผมแล้ว"
"ก่อนหน้านั้นผมได้รับบาดเจ็บที่เท้า ผมย้ายไปเล่นในลีกรองด้วยสัญญายืมตัวกับ โลคาร์โน่ และ ลูกาโน่ ผมเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากตอนอยู่กับ ลูกาโน่ แล้ว บุรีรัมย์ ก็ติดต่อเข้ามา พวกเขาเข้ามาในช่วงที่เวลาที่เหมาะเจาะ ผมไม่อยากทำผิดพลาดซ้ำสองในการปฏิเสธโอกาสทองให้ตัวเอง ผมต้องคิดถึงอนาคตของผมเอง"
 
"ผมเจ็บยาว 4 เดือน และถูกปล่อยให้ โลคาร์โน่ ยืมไปใช้งาน โค้ชของพวกเขารู้จักและประทับใจผมตั้งแต่ตอนผมเล่นในอะคาเดมี่เวลาที่เราลงแข่งขันกัน มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผมเลย เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวด้วย"
 
"ผมดูแลตัวเอง ผมขับรถไปซ้อมเอง โค้ชเป็นคนที่มหัศจรรย์ ทีมก็ยอดเยี่ยม เต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อยๆ มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผม ตอนนั้นผมเล่นเป็นกองกลาง ในระดับสโมสร ผมไม่เคยเล่นเซนเตอร์แบ็กเลย ตอนอยู่ที่นั่น ผมใส่เบอร์ 6 ส่วนกับ กราสส์ฮ็อปเปอร์ส ผมใส่เบอร์ 34"
กลับสู่เมืองไทย
 
ช่วงเวลาดีๆ ที่ โลคาร์โน่ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชาริล ต้องย้ายทีมอีกครั้ง คราวนี้เขาถูกส่งตัวไปให้ ลูกาโน่ อีกสโมสรในลีกล่างยืมตัว กระทั่งหน้าหนาวของปี 2013 บุรีรัมย์ ก็ติดต่อเข้ามา (ขณะนั้นอายุ 21 ปี)
 
"ผมไม่ได้ใช้เวลาคิดนานเลยในการย้ายมาเมืองไทย พวกเขา (บุรีรัมย์) ต้องเดินเรื่องเร็วมาก ทำเรื่องทั้งพาสปอร์ตรวมถึงส่งชื่อผมลงเล่นใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบคัดเลือก นัดแรกของผมเป็นการเจอกับ บริสเบน โรร์ ผมลงเล่น 120 นาทีและผมยิงจุดโทษเข้าด้วยในเกมที่ชนะดวลจุดโทษ 3-0"
"ผมรู้สึกเศร้า (ที่ต้องจาก สวิตเวอร์เซอร์แลนด์) เพราะตอนนั้นผมต้องจากพ่อกับแม่ แต่ผมตั้งตารอประสบการณ์ใหม่ๆ และการใช้ชีวิตในประเทศใหม่ๆ ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ได้ใกล้ชิดกับประเทศไทยมากนัก ผมรู้จักที่นั่นจากแม่ผม ผมใกล้ชิดกับ สวิตเซอร์แลนด์ มากกว่า แต่นั่นเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีที่สุดของผมเลย"
ชีวิตพลิกผัน
 
การย้ายมา บุรีรัมย์ เหมือนจะไม่ใช่เรื่องยากลำบาก ทว่าเอาเข้าจริง เขาต้องใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร นั่นทำให้ ชาริล ไม่ได้ลงเล่นให้กับปราสาทสายฟ้าเท่าที่ควร เป็นเหตุให้ถูกปล่อยตัวไปที่ สุพรรณบุรี
 
กับช้างศึกยุทธหัตถี เขาทำผลงานได้โดดเด่นจนถูกเรียกติดทีมชาติไทย การคว้าแชมป์ ซูซูกิ คัพ ในปี 2014 ได้ทำให้ชื่อของ ชาริล ชัปปุยส์ โด่งดังไปทั้งสยามประเทศ
 
เจ้าตัวตัดสินใจเลือกเล่นให้ทีมช้างศึกแบบไม่ต้องลังเล "มันง่ายมาก ที่นี่ (ประเทศไทย) ก็เป็นเหมือนบ้านของผม มันเป็นประเทศของแม่ผมและของผมด้วย ผมเป็นลูกครึ่งไทย ผมภูมิใจที่ได้รับใช้ทีมชาติไทย พวกเขาเป็นคนแรกที่มอบโอกาสนี้ให้ ผมมีความสุขจริงๆ"
 
ในเวลาที่แสงสาดส่อง ปัญหาบาดเจ็บกลับทำให้เส้นทางของ ชาริล ชะงักนับปี
 
"มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม (อาการบาดเจ็บเมื่อปี 2014) ผมคิดว่าตอนนั้นผมเจ็บมาแล้วในปี 2013 จากนั้นก็เล่นต่อได้อีกราวๆ หนึ่งปี ก่อนได้รับบาดเจ็บครั้งใหญ่ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นผิดเวลาจริงๆ เพราะหลังจากคว้าแชมป์ ซูซูกิ คัพ ผมกำลังเล่นได้อย่างท็อปฟอร์มต่อเนื่อง มันเลยทำให้ผมพลาดโอกาสรับใช้ชาติด้วย"
"มันเป็นเรื่องยากจริงๆ ในการกลับมาทำผลงานให้ดีอีกครั้ง เพราะหลายคนต่างตั้งความหวังไว้กับคุณ คนที่ไม่เข้าใจฟุตบอลต่างคาดหวังว่าคุณจะกลับมาโชว์ฟอร์มดีเหมือนเดิมได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกลับไปทำผลงานดีในทันทีหลังจากต้องเจ็บไปถึง 16 เดือน มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ผมอยากกลับไปท็อปฟอร์มอีกครั้ง แต่ผมก็เปลี่ยนรูปแบบการเล่นนิดหน่อย ผมไม่ได้เข้าปะทะแบบหนักหน่วงเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว"
 
จากคนเล่น กลายเป็นคนดู ความแตกต่างมันช่างราวฟ้ากับเหว
 
มิดฟิลด์รูปหล่อกล่าวต่อว่า "ระหว่างที่ร้างสนามไป 16 เดือน ช่วงเดือนแรกถือว่าไม่เท่าไร เพราะมันเหมือนได้พักหลังลงเล่นฟุตบอลต่อเนื่องร่วม 3 ปี แต่หลังจากนั้น มันทำให้คุณแทบบ้าเลย มันยากจริงๆ ที่เห็นคนอื่นลงสนาม ส่วนเราทำได้เพียงแค่นั่งชม"
 
นักฟุตบอลหลายๆ คนที่พักรักษาอาการบาดเจ็บ อาจจะใช้ช่วงเวลาดังกล่าวไปพักผ่อนหรือออกงานสังคม ทว่า ชาริล ไม่ใช่อย่างนั้น เขาหักดิบด้วยการกลับไปยังบ้านเกิด
 
"โชคดีที่ผมมีครอบครัวอยู่เคียงข้าง มันเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขานะ เพราะบางครั้งผมก็อารมณ์ไม่ดี ผมอยากอยู่คนเดียว ผมอยากอยู่เฉยๆ แบบไม่ต้องทำอะไร มันยิ่งยากเมื่อได้เห็นเพื่อนๆ ของคุณลงสนาม ผมเลยตัดสินใจไปพักฟื้นใน สวิตเซอร์แลนด์ เป็นเวลา 8 เดือน"
 
"เพราะในช่วงนั้นมีแต่คนโทรศัพท์มาเชิญผมไปร่วมรายการต่างๆ ให้ไปงานอีเวนต์ต่างๆ 20 สายต่อวันได้ แต่ผมอยากโฟกัสกับการฟื้นฟูสภาพร่างกายให้มากที่สุด บางทีมันอาจจะเป็นการตัดสินใจผิดก็ได้ ทว่าผมต้องหาความสมดุลระหว่างเรื่องพวกนี้ให้ได้เท่านั้นเอง"
 
ทุกวันนี้ ชาริล กลับมาลงสนามได้เป็นปกติ เขาเพิ่งจะย้ายจาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปร่วมทัพ การท่าเรือ ในฤดูกาล 2020 นี้เอง
1
"ผมยังต้องพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้ ต้องซ้อมให้หนักกว่าเดิม เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่ ชาริล ที่ดีที่สุด คุณยังไม่เห็น ชาริล คนเดิม"
 
ความมุ่งมั่นของเจ้าตัวแสดงออกมาทางแววตาที่แข็งกร้าว เขายังคงกระหายต่อความสำเร็จ
 
"ผมอยากกลับไปติดทีมชาติไทยอีกครั้ง"
 
นี่คือปรารถนาอันแรงกล้าที่เขาต้องการทำมันให้ได้อีกครั้งหลังจากร้างลามาตั้งแต่ปี 2017
 
หากว่าสามารถเรียกความมั่นใจกลับมาได้ เราคงจะได้เห็น ชาริล คนเดิมอย่างที่เจ้าตัวบอกไว้ แต่จะช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับเขาเพียงคนเดียว...
1
.
ทุกท่านสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ ..
.
และเพิ่มเพื่อนไลน์แอด "เพื่อเด้งเตือน" ให้คุณได้อ่านก่อนใคร กดที่ลิงค์นี้ครับ
ขอบคุณครับ
โฆษณา