5 ส.ค. 2020 เวลา 13:00 • ปรัชญา
10 นิสัย
สร้างคนให้มีประสิทธิภาพ
การจะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว และเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตนั้น มันต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานสามอย่างคือ สมอง ร่างกาย และสติ เราสามารถทำให้ทุกวินาทีของเรามีประสิทธิภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพก็ได้ การใช้เวลากับครอบครัวก็เช่นกัน ถ้าคุณตั้งใจอ่านนิทานให้ลูกฟังโดยใส่จินตนาการและพลังลงไปด้วยก็จะถือว่ามีประสิทธิภาพ
1. ระยะเวลาการนอน
ทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ คุณหมอ และหนังสือสุขภาพทั้งหลายได้พร่ำบอกกันมาตลอดว่า การนอนหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง มีความสำคัญต่อประสิทธิภาพในการทำงานหรือการเรียนของเราอย่างมาก
5
ในการทดลองจึงแบ่งการนอนหลับให้ได้ครบ 7 ชั่วโมง (บางคนจะเปลี่ยนเป็น 8 ชั่วโมงก็ได้) โดยช่วงแรก ๆ ลองหาช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนดังนี้
แบบที่ 1 : นอน 4 ทุ่ม ตื่นตี 5
แบบที่ 2 : นอน 5 ทุ่ม ตื่น 6 โมง
แบบที่ 3 : นอนเที่ยงคืน ตื่น 7 โมง
แล้วพบว่า ในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน การนอน 7 ชั่วโมงเหมือนกันแต่เวลาเข้านอนต่างกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำกิจกรรมในระหว่างวันแตกต่างกัน โดยการเข้านอน 4 ทุ่มแล้วตื่นตี 5 จะทำให้มีพลังในการทำกิจกรรมต่าง ๆ สูงสุด
สรุปผลการทดลอง : การนอนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับให้ได้ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ และควรเข้านอนให้เร็วที่สุด
1
2. การออกกำลังกาย
ควรออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน อาจจะมีพักบ้างช่วงเราป่วยหรือไม่สบาย โดยในแต่ละวันอาจจะเลือกเล่นเป็นกีฬาไปเลย หรือจะเลือกระหว่างการวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเล่นเวทก็ได้แล้วแต่ความชอบและความถนัดของแต่ละบุคคล ช่วงเวลาในการเล่นควรเริ่มตั้งแต่ 30 นาทีไปจนถึง 150 นาที
สรุปผลการทดลอง : การเล่นกีฬาก่อนออกไปทำงานทำให้ใช้เวลาช่วงเช้าไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ควรเล่นเกิน 90 นาที เพราะถ้ามากกว่านี้จากสดชื่นจะกลายเป็นเหนื่อยเกินไป ทั้งนี้คงต้องดูเป็นรายบุคคลด้วย
3. การนอนกลางวัน
ลองนอนกลางวันประมาณ 30 นาทีทุกวัน โดยจะหลับหรือไม่หลับก็ช่างมัน ขอให้ได้หลับตา และอย่าลืมตั้งนาฬิกาปลุกด้วย
สรุปผลการทดลอง : นอนกลางวันนี้เยี่ยมจริง ๆ ทำให้ช่วงบ่ายมีพลังงานเหลือล้นไปถึงช่วงเย็น
1
4. การนั่งสมาธิ
การนั่งสมาธิบางคนอาจจะใช้แอพพลิเคชั่นช่วยในเรื่องการจับเวลา ก่อนนอน 15 นาทีและทันทีที่ตื่น 10 นาที (ห้ามเล่น Social Media ก่อนเป็นอันขาด) โดยมันจะฟุ้งซ่านแค่ไหนก็อย่าได้ไปสนใจ ขอเพียงนั่งสมาธิให้ครบตามเวลาที่กำหนดไว้ก็พอ ห้ามลุกก่อน
3
รวมถึงหาเวลาระหว่างวันที่พอจะนั่งสมาธิได้อย่างตอนอยู่ในรถขณะกำลังเดินทาง
1
ประโยชน์ที่จะได้รับทั้งทางด้านจิตใจ และทางด้านสมอง งานวิจัยต่าง ๆ จากทั่วโลกอธิบายอย่างชัดเจนแล้วว่า การนั่งสมาธิมีประโยชน์ในแง่การจัดสรรพลังงานและการควบคุมอารมณ์
1
สรุปผลการทดลอง : ตอนแรก ๆ ยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นและจดจ่อกับอะไรได้นานขึ้น และการนั่งสมาธิระหว่างวันถือเป็นการชาร์จพลังได้ดีทีเดียว
1
5. การทำงานในช่วง Prime Time
ช่วง Prime Time คือช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มทำงานไปจนถึงประมาณ 11 โมงเช้า ช่วงเวลานี้เราควรทำสิ่งที่เรียกว่า “The Thing of The Day” คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของวัน โดยจะหลีกเลี่ยงการประชุมประจำสัปดาห์ การตอบอีเมล์ การเซ็นเอกสาร หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ งานพวกนี้ไว้ไปทำช่วงบ่าย ๆ ก็ได้
1
สรุปผลการทดลอง : เห็นได้ชัดว่าการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานเสร็จเร็วขึ้นและสปิริตของทีมงานก็ดีขึ้น เพราะทำงานเสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน วิธีนี้ทำให้การทำงานในแต่ละสัปดาห์บรรลุเป้าหมายสำคัญ ๆ มากขึ้น
1
6. การงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
หลายคนถูกกระตุ้นโดยอะไรบางอย่างที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีได้ง่าย และเรามักจะมีพลังต่อต้านสิ่งเหล่านี้น้อย ส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นอบายมุขทั้งหลาย ซึ่งเรียกว่า คริปโตไนต์ ซึ่งเอามาจากหนังสือซุปเปอร์แมน เพราะคริปโตไนต์เป็นแร่ที่ทำให้ซุปเปอร์แมนอ่อนแอลง
คริปโตไนต์ของข้อนี้คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางคนอาจจะดื่มมันมาตั้งแต่สมัยเรียน หรือช่วงเริ่มทำงาน แต่เมื่อคุณตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าคุณจะไม่ใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไป แนะนำให้ใช้วิธีแบบหักดิบด้วยการทำ Absolute no Alcohol Policy คือ ไม่ดื่มแม้แต่แก้วเดียวโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น
4
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวทำลายพลังงานที่รุนแรงที่สุด
2
สรุปผลการทดลอง : ส่งผลดีต่อคุณภาพการนอนมาก ทั้งยังไม่ต้องปวดหัวตอนเช้าจากอาการเมาค้าง ทำให้ตื่นเช้าได้ทุกวัน คงไม่ต้องบอกว่าชีวิตด้านการทำงานและด้านครอบครัวดีขึ้นแค่ไหน
1
7. การใช้ Social Media อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์
พยายามดูโทรทัศน์ให้ได้น้อยลง หรือเลิกดูไปเลยได้ก็จะยิ่งดีมาก ๆ ส่วน Social Media กับอินเทอร์เน็ตก็คุมเวลาให้ไม่เกิน 45 นาทีต่อวัน
1
สรุปผลการทดลอง : มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นมากขึ้น นาน ๆ ไปเริ่มไม่ค่อยอยากดูโทรทัศน์และรู้สึกว่า ความน่าสนใจของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่เคยเข้าไปก็ลดลง
8. การจัดสรรเวลาให้ครอบครัว
กลับบ้านเล่นกับลูกและอ่านนิทานให้ลูกฟังวันละ 1-2 ชั่วโมง โดยพยายามใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปด้วย ไม่ใช่แค่เล่านิทานไปงั้น ๆ รวมทั้งใช้เวลากับคู่ครองและพ่อแม่ให้มากยิ่งขึ้น
3
พูดง่าย ๆ คือ ให้จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นมากขึ้น เมื่อคุยกับพ่อแม่ก็ตั้งใจคุย เมื่อทำอาหารก็มีความสุขไปกับมัน เรียกได้ว่าทำทุกอย่างโดยปราศจากภาวะขับเคลื่อนอัตโนมัติ
สรุปผลการทดลอง : ลูกจะติดคุณมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ชื่นใจมาก ๆ ส่วนคู่ครองก็ดูพึงพอใจ และคุณจะมีเวลาพูดคุยกับพ่อแม่มากขึ้น แน่นอนว่ามันทำให้พวกท่านมีความสุขมาก
9. สังสรรค์กับเพื่อน
เปลี่ยนจากการนัดสังสรรค์ตามร้านเหล้า เที่ยวผับ เที่ยวบาร์ เป็นการนัดเจอกันไปออกกำลังกายด้วยกันแทน นอกจากความสนิทเพิ่มกันมากขึ้นแล้ว ยังไม่ทำให้ตัวคุณเองและเพื่อนเสียสุขภาพอีกด้วย
สรุปผลการทดลอง : คุณจะเสียเงินลงทุนในการออกกำลังกายไปมากเท่าไหร่ ยังไงก็คุ้มค่าต่อสุขภาพตัวคุณเองในระยะยาวอย่างแน่นอน การลงทุนไปกับสุขภาพนั้นสำคัญมากกว่าการลงทุนใด ๆ
10. การอ่านหนังสือ
จากที่คุณไม่มีเวลาในการอ่านหนังสือแน่นอนอย่างตายตัว เมื่อคุณจัดลำดับความสำคัญและเวลามาทั้งหมด 9 ข้อแล้ว คุณจะมีเวลาที่จะได้อ่านหนังสือได้อย่างแน่นอน
เวลาการอ่านหนังสือที่ดีคือ...
แบบที่ 1 : หลังตื่นนอนตอนเช้า 30 นาที / ก่อนเข้านอน 30-60 นาที
แบบที่ 2 : ช่วงบ่าย 30 นาที / ก่อนเข้านอน 30-60 นาที
1
ช่วงเวลาว่างระหว่างวัน ถ้าคุณไม่รู้จะทำอะไรให้หาหนังสือแนวพัฒนาตนเองมาพกติดตัวไว้ เพื่อว่างเมื่อไหร่ คุณจะได้นำมันออกมาอ่านได้ทันที
สรุปผลการทดลอง : อ่านหนังสือจบเร็วขึ้น และสรุปใจความสำคัญออกมาได้ดีขึ้น
>>> อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง <<<
05.08.2020
โฆษณา