7 ส.ค. 2020 เวลา 15:56 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
Sherlock Holmes ฉบับหนังกับเคมีอันลงตัว
ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้หนัง Sherlock Holmes (2009) ฉบับกาย ริทชี่ ได้ใจแอดเลยคือการยกระดับตัวละคร หมอวัตสัน ขึ้นมาให้เทียบเคียงกับ เชอร์ล็อค โฮลมส์ คือที่ผ่านมาเรื่องราวของยอดนักสืบแทบทุกเวอร์ชั่นมักนำเสนอคุณหมอให้ดูเป็นลูกมือของโฮลมส์ โดยแบ่งความต่างระหว่างคนทั้งสองอาจจะด้วยรูปลักษณ์ อุปนิสัย หรือสติปัญญา โฮล์มส์จึงดูเหมือนเป็นลูกพี่ ส่วนวัตสันคือลูกน้องที่คอยติดตาม จนกระทั่งหนังเรื่องนี้ได้ปรับเปลี่ยนตรงจุดนั้น จริงอยู่ที่ชื่อเรื่องยังคงเป็น Sherlock Holmes แต่เนื้อในจริงๆคือหนังคู่หูซึ่งไม่มีใครด้อยไปกว่ากัน
1
"ผมมักคิดเสมอว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาคือเป็นพาร์ทเนอร์ที่เท่าเทียมกัน" ผู้กำกับอธิบาย "เหมือนเป็น บุทช์ แคสซิดี้ กับ ซันแดนซ์คิด มากกว่าจะเป็นฮีโร่กับผู้ช่วย ผมกับมือเขียนบท ไลโอเนล (วิแกรม) เห็นตรงกันว่าสมควรถ่ายทอดความเป็นคู่หูออกมาแบบนี้"
ฉะนั้น แทนที่จะแคสต์ใครสักคนซึ่งดูด้อยกว่า โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ผู้รับบทโฮลมส์เพื่อผลักดันให้ตัวละครนักสืบดูโดดเด่นเดี่ยวๆ พวกเขาจึงเลือก จู๊ด ลอว์ ซึ่งไม่เป็นรองในเรื่องของรูปร่างหน้าตาและเสน่ห์ดึงดูดแม้แต่น้อยมาประกบคู่เพื่อให้ความรู้สึกของความทัดเทียมกัน
"ผมรู้สึกเลยว่ามันคือการจับคู่อันเหมาะเจาะลงตัวที่สุด" ดาวนีย์ยืนยัน "เพียงสองวินาทีแรกที่เราเริ่มนั่งจิบกาแฟคุยกัน เราก็คุยกันอย่างถูกคอไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ก็แปลกดี เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองรู้ แต่ก็เปิดรับสิ่งใหม่ๆเสมอ เราทำงานกันเป็นทีมจริงๆ ก็เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับความสัมพันธ์ของตัวละคร"
ทีนี้ เมื่ออัพเกรดหมอวัตสันมาแล้ว ผู้สร้างยังเลือกมุ่งตรงไปยังความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ ไม่ได้เพียงขายความบันเทิงด้วยภารกิจไขคดีซ่อนเงื่อน แต่ยังมีการถอดรหัสความรู้สึกของโฮลมส์กับวัตสัน อาศัยเส้นเรื่องที่ทั้งสองใกล้ถึงจุดต้องแยกกันเดินคนละทางมาเน้นย้ำสถานะของพวกเขา นั่นคือ เพื่อนรัก เพื่อนยาก เพื่อนตายถึงไหนถึงกัน จากนั้นก็เติมความพ่อแง่แม่งอนเข้าไป เข้าทำนองห่วงใยแต่ไม่แสดงออก
เคมีที่เข้ากันจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญตัดสินว่าหนังฉบับนี้จะรุ่งหรือจะร่วง ในเมื่อคนดูต้องเห็นเส้นเรื่องความสัมพันธ์ดำเนินคู่ขนานไปกับการสืบคดี ทั้งยังเป็นมุมความสัมพันธ์แปลกใหม่ที่ซึ่งวัตสันกลายเป็นฝ่ายมีปากมีเสียง ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับโฮลมส์ซึ่งออกไปทางเงียบขรึม แล้วสิ่งที่ปรากฏบนจอก็ชัดเจน สองหนุ่มเข้ากันดี มีสมดุลระหว่างอัจฉริยภาพของโฮลมส์กับความเป็นตัวของตัวเองของวัตสัน เหมือนหนังเรื่องนี้มีพระเอกสองคน ร่วมกันคิดร่วมกันสู้ มีผิดใจกันบ้าง แต่ไม่ก็เคยทิ้งกัน นี่แหละครับสิ่งที่เรียกว่า "โบรแมนซ์"
ขอบคุณข้อมูลจาก
โฆษณา