8 ส.ค. 2020 เวลา 09:57 • ปรัชญา
NoSpaceBetween - The 21st Century World : Part 3
โลกแบบไหนกันที่เรากำลังมีชีวิตอยู่? ตอนที่ 3 วิทยาศาสตร์
โลกในคริสต์ศตวรรษที่ 21 ตอนที่ 3
เพื่อที่จะเข้าใจความสำคัญของวิทยาศาสตร์ต่อสังคมปัจจุบัน ขอให้ผู้อ่านมองสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว ในขณะนี้ และบอกสิ่งของซักชิ้นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ สมาร์ทโฟน? คอมพิวเตอร์? ไฟฟ้า? เสื้อที่กำลังใส่? บ้านทั้งหลัง?
มันอาจจะง่ายเกินไป งั้นลองดูใหม่ มีสิ่งของอะไรบ้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เลย ... ผมเองก็แทบนึกไม่ออก
ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน เมื่อแรกเกิดเราพึ่งพาความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ในการคลอด สุดท้ายเมื่อตายแล้ว แพทย์ก็จะระบุสาเหตุการตายด้วยคำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ร่ำเรียนมา เราเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงวาระสุดท้าย แต่วิทยาศาสตร์คืออะไรกันแน่ล่ะ?
วิทยาศาสตร์ที่เราพูดถึงกันอยู่ทุกวันนี้ คือ ความรู้ และการแสวงหาความรู้ของโลกทางกายภาพ ซึ่งได้มาจากการประมวลข้อมูลผ่านการสังเกต หรือการทดลอง หรือที่เรียกว่า การศึกษาด้วยวิธีการเชิงประจักษ์ (Empirical Methodology) โดยมีกระบวนการ และเทคนิคที่เป็นสากล น่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ เช่น การใช้คณิตศาสตร์ในการคำนวณ การใช้เครื่องมือวัดเชิงปริมาณในการเก็บข้อมูล ทุกครั้งที่ทำได้ ดังนั้น วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่หากหมายถึง วิถีทางแห่งการแสวงหาความรู้
แบบจำลองระบบสุริยะจักรวาลของโคเพอนิคัส ดาวเคราะห์โคจรเป็นวงกลมรอบดวงอาทิตย์ ภายหลังได้รับการปรับปรุงการโคจรเป็นวงรี โดยโยฮันเนส เคปเลอร์ (ขอบคุณภาพจาก ondirectorship.com)
แต่มุมมองต่อวิทยาศาสตร์แบบนี้ เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 5 ศตวรรษที่ผ่านมา ในปีค.ศ.1543 โคเพอร์นิคัส (Copernicus) นักดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ชาวโปแลนด์ ได้เสนอแบบจำลองระบบสุริยะจักรวาล มีดวงอาทิตย์เป็ศูนย์กลาง ดาวเคราะห์อื่น ๆ รวมทั้งโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ โต้แย้งแบบจำลองของทอเลมี (ทอเลมี) มีโลกเป็นศูนย์กลางของระบบ เป็นที่ยอมรับกันมาตลอดว่าถูกต้อง สอดคล้องกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์ การเสนอแบบจำลองของเพอร์นิคัส ทำให้เกิดการตั้งคำถามในความถูกต้องของความรู้ต่าง ๆ ซึ่งช่วงเวลาก่อนหน้านั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนา การแสวงหาความรู้เริ่มต้นจากการศึกษาคำจารึก หรือบทสวดทางศาสนา โดยแต่ละศาสนาอธิบายความเป็นไปของโลกแตกต่างกัน ผู้นับถือจะเชื่อว่าข้อมูลที่ปรากฏในคำจารึก หรือบทสวดมีความศักดิ์สิทธิ์ และสมบูรณ์ในตัวเอง หากพบข้อความที่ขัดแย้ง จะมีการตีความข้อความนั่นใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง แต่จะไม่ยอมรับว่าความข้อความนั้นผิดในตัวเอง เพราะหากยอมรับย่อมเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อทั้งหมด
ปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาความรู้ด้วยการสังเกต และการทดลอง เช่นที่ปรากฎในปัจจุบัน ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยนักเขียน และนักกฎหมาย ชาวอังกฤษ ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) นอกจากจะเสนอการแยกวิทยาศาสตร์ออกจากศาสนา มอบเป้าหมายให้แก่วิทยาศาสตร์ในการใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ รวมทั้งการตระหนักถึงคุณลักษณะในตัวมนุษย์ หรือ Idols ที่จะทำให้การสังเกตมีความเอนเอียง ไม่เป็นกลาง เบคอนเน้นย้ำถึงการอุปนัย (Induction) หรือการสรุปเหตุผลของข้อมูลซึ่งได้จากการสังเกตที่ควรแม่นยำ และมีแบบแผน แต่เพื่อทำให้ข้อสรุปมีลักษณะเป็นการทั่วไป (Generalization) เราจำเป็นต้องสังเกต และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ไม่เป็นตามข้อสรุปด้วย
ภาพของฟรานซิส เบคอน ผู้วางรากฐานวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (ขอบคุณภาพจาก thoughtco.com)
ลักษณะอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ คือ ทฤษฎี หรือข้อกล่าวอ้างทางวิทยาศาสตร์อาจถูกพิสูจน์ได้ว่าเป็นเท็จ (Falsifiability) ถูกนำเสนอในปีค.ศ.1934 โดยคาร์ล พอพเพอร์ (Karl Popper) นักปรัชญาชาวออสเตรีย ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาต่อไปได้ เช่นที่ไอสไตน์ (Albert Einstein) เสนอทฤษฏีสัมพัทธภาพพิเศษหักล้างแนวคิดสเปซสัมบูรณ์และเวลาสัมบูรณ์ของนิวตัน (Isaac Newton) อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไป ทฤษฎี หรือข้อกล่าวอ้างทั้งหมดจะเป็นเท็จ หากทฤษฎี หรือข้อกล่าวอ้างใดที่ยังคงเป็นจริงจากการทดสอบซ้ำ ๆ หรือยังเป็นจริง เมื่อเผชิญกับบททดสอบที่พยายามหักล้าง ทฤษฎี หรือข้อกล่าวอ้างนั้นสามารถเชื่อถือได้
พื้นฐานปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวมา ประกอบกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงมีความเป็นสากล และพิสูจน์ได้ ทุกวันนี้ การศึกษาทางสังคม และมนุษย์ ได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น เช่น การศึกษาพฤติกรรมทางสังคม และการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะใช้ตัวเลขทางสถิติเป็นข้อมูลตั้งต้นในการหาข้อสรุป ในขณะเดียวกัน การศึกษาทางจิตวิทยาบางสำนัก รับเอาองค์ความรู้ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นแบบแผน และโครงสร้างของการศึกษา
แผนที่แสดงพื้นที่ในความครอบครองของจักรวรรดิอังกฤษในปี 1907 (ขอบคุณภาพจาก heritage-history.com)
แนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกผ่านทางการล่าอาณานิคมของชาติในยุโรป เริ่มต้นหลังจากโคลัมบัส (Christopher Columbus) พบทวีปอเมริกา ในปีค.ศ.1492 ประเทศเจ้าอาณานิคมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่ตนยึดครองด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี แม้จะทำไปเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ แต่ก็ส่งผลเป็นการวางรากฐานแนวคิดวิทยาศาสตร์ และสังคมสมัยใหม่ เช่น การวางปฏิรูประบบราชการ และการวางทางรถไฟของอังกฤษในอินเดีย ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความรุ่งเรืองของประเทศเจ้าอาณานิคม ในทางตรงกันข้ามประเทศที่ล้าหลังทางวิทยาศาสตร์ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ตัวอย่างเช่น การค้นพบว่า โรคลักปิดลักเปิด (Scurvy) ซึ่งคร่าชีวิตกะลาสีเรือในระหว่างคริสต์ศควรรษที่ 16 ถึง 18 ราว 2 ล้านคน สาเหตุจากการขาดวิตามินซี ที่ส่วนใหญ่พบในผัก และผลไม้ เพราะในระหว่างเดินเรือกลางมหาสมุทร กะลาสีเรือกินเพียงเนื้อสัตว์ กัปตันเรือชาวอังกฤษ เจมส์ คุก (James Cook) ผู้พบทวีปออสเตรเลีย นำความรู้มาปฏิบัติครั้งแรกในการเดินเรือจากอังกฤษ ไปยังตาฮิติ ปีค.ศ.1768 เขาสั่งให้ลูกเรือทุกคน กินผัก และผลไม้ให้มากที่สุด ทุกครั้งเมื่อเข้าฝั่ง ภายหลังกลับถึงอังกฤษในปีค.ศ.1771 คุกไม่เสียลูกเรือจากโรคลักปิดลักเปิดแม้แต่คนเดียว ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์นี้ทำให้อังกฤษสามารถส่งกองทหารไปได้ทั่วทุกมุมโลก และควบคุมผืนมหาสมุทร
ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องชี้วัดความรุ่งเรืองของประเทศยังคงเป็นจริงเรื่อยมา จนถึงปัจจุบัน ประเทศที่ครอบครองความรู้ในเทคโนโลยี ซึ่งตั้งอยู่พื้นฐานของความรู้วิทยาศาสตร์ อย่างประเทศเยอรมันนี ซึ่งพ่ายแพ้จากสงครามโลกทั้งสองครั้ง แต่หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียงไม่นาน เยอรมนีสามารถกลับมามีเสถียรภาพ และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเหนือกว่าประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สองอย่างอังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งสถานการณ์ของประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้น ใกล้เคียงกับประเทศเยอรมนี แม้จะพ่ายแพ้สงคราม แต่ด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐอมเริกา ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศจนทัดเทียม และเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศโลกตะวันตก หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดของประเทศจีนในปัจจุบัน มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (และส่วนหนึ่งจากการผ่อนคลายมาตรการทางเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม)
แม้วิทยาศาสตร์ จะสามารถขับเคลื่อนสังคม แต่วิทยาศาสตร์เองก็จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากสถาบันการเมือง สถาบันเศรษฐกิจ และสถาบันศาสนา เพราะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต้องใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะเงิน สถาบันทางสังคมเหล่านี้จะเป็นเครื่องกำหนดการใช้ทรัพยกรของสังคม และกำหนดทิศทางให้แก่วิทยาศาสตร์ ว่า จะให้ความสำคัญในเรื่องใด หรือจะแสวงหาความรู้ในเรื่องใด แน่นอนว่าแต่ละสถาบันก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกัน สถาบันการเมืองมีเป้าหมายในอำนาจของรัฐ ย่อมต้องการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเครื่องมือรักษา หรือเพิ่มอำนาจของตน สถาบันทางเศรษฐกิจมีเป้าหมายในการแสวงกำไร ย่อมต้องการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ในขณะที่สถาบันศาสนาต้องการดำรงไว้ซึ่งความศรัทธา ย่อมต้องการใช้วิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของตน โดยความสนใจ และทิศทางของสังคมโดยรวมจะมีอิทธิพลต่อสถาบันทางสังคมอีกทอดนึง
แผนภูมิเชิงเส้นแสดงจำนวนประชากรโลกในช่วง 4,000 ปี ที่ผ่านมา ประชากรโลกในปัจจุบันมีจำนวน 7,700 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 14 เท่า จากจำนวน 550 ล้านคน ปีค.ศ.1600 (ขอบคุณภาพจาก ourworldindata.org)
แม้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์บางเรื่องอาจดูไกลตัวเกินกว่าที่เราจะใช้งานในชีวิตประจำวัน เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตที่วิทยาศาสตร์สร้างขึ้น นั่นคือเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในโลกคริสต์ศตวรรษที่ 21 (ผมจะพูดถึงในครั้งถัดไป) แต่วิทยาศาสตร์ทั้งกระบวนการแสวงหาความรู้ หรือองค์ความรู้เอง ยังเป็นพื้นฐานของสังคมมนุษย์ในปัจจุบัน โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ตั้งแต่ครั้งแนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เริ่มก่อตัว จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ(จากแผนภูมิเส้นข้างต้น) อัตราการเกิดสูงขึ้น อัตราการตายลดลง คุณภาพชีวิตของมนุษย์เพิ่มขึ้น(แต่ไม่ได้ความว่าความสุขของเราจะมากขึ้นตามไปด้วย) สุดท้าย เราหวังว่าวิทยาศาสตร์จะมองออกสำหรับปัญหาของมนุษย์ และทำให้โลกในวันพรุ่งนี้ดียิ่งกว่าเดิม
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ
ติดตามรื่องราวใหม่ ๆ ได้ที่
Faceboook : Nospacebetween (facebook.com/nospacebetween)
และ Twitter : _nospacebetween
References
Brix, Harry. Enclopedia of Time : Science, Philosophy, Theology, & Culture (Volume 1-3), SAGE Publications, 2009.
Grayling, Anthony. Ideas That Matter : A Personal Guide For The 21st Century, Basic Books, 2010.
Harari, Yuval. Sapiens : A Brief History of Humankind, Signal Books, 2014.
Kenny, Anthony. An Illustrated Brief History of Western Philosophy, Wiley Blackwell, 2019.
—, Editors. The Philosophy Book : Big Ideas Simply Explained, DK Publishing, 2011.
โฆษณา