9 ส.ค. 2020 เวลา 12:36 • ท่องเที่ยว
พุทธศาสนิกชนทุกท่าน หากมีโอกาสเดินทางไปแสวงบุญยังประเทศอินเดีย อย่าลืมไปสักการะ “หลวงพ่อดำ” ได้ที่นาลันทา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
คำสวดบูชาสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ดำ...ว่า
(นะโม ๓ จบ)
คำบูชาหลวงพ่อดำ...อิติปิโส ภะคะวา กาฬะวัณณะพุทธะปฏิมัง อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมาสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ
#ประวัติหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ
สำหรับประวัติความเป็นมาของ “หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ” หรือ “หลวงพ่ออ้วน” นั้น จากบันทึกของท่านราม ปิล่า สิงห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวอินเดีย ทำให้เราได้ทราบว่า พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นโดยท่านธรรมปาล ในสมัยพระเจ้าเทวาปาล คือระหว่างปี พ.ศ. ๑๓๕๓-๑๓๙๓
ถ้าหากท่านทราบประวัติความเป็นมามากกว่านี้ ท่านจะรู้สึกศรัทธาและประหลาดใจเป็นแน่ เพราะเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่เหลือจากการทำลายของคนศาสนาอื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ กล่าวคือ เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๖๖ พวกมุสลิมเติร์ก (ตุรกี) ได้ใช้วิธีเผยแผ่พระศาสนาโดยใช้กำลังอาวุธ ถ้าใครไม่นับถือศาสนาของตนจะต้องถูกทำร้าย โดยเฉพาะผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญจะต้องถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นคนหรือทรัพย์สมบัติในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งพวกมุสลิมสามารถเข้ายึดครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธได้ทั้งหมด ด้วยการใช้กำลังอำนาจเข้าห้ำหั่น ฆ่าฟัน ข่มเหง และย่ำยีด้วยวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งมี “โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ” ลูกชายของภัคเทีย ซิลจิ เป็นหัวหน้า ได้พาทหารสมัครพรรคพวกชาวเติร์กถืออาวุธเข้าห้ำหั่นชาวพุทธ ทุบทำลายเผาตำรับตำรา ถาวรวัตถุสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา
กระทั่งเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยนาลันทา หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ พระพุทธรูปองค์อื่นๆ และเอกสารตำรับตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งหมด ได้ถูกเศษอิฐและหินทับถมจมลงใต้แผ่นดิน ถูกลบหายไปจากความทรงจำของผู้คนเป็นเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษ หรือประมาณเกือบ ๗๐๐ ปี คงเหลือไว้แต่ซากปรักหักพักอย่างที่เราเห็น เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ว่ากันว่ากองทัพมุสลิมเติร์กเอาเชื้อเพลิงมาสุมแล้วจุดไฟเผา กินเวลาเป็นแรมเดือนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมอดไหม้หมดสิ้น แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้มีความใหญ่โตกว้างใหญ่ไพศาลมากทีเดียว
สำหรับสาเหตุที่หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ ถูกฝังจมอยู่ใต้แผ่นดินกินเวลานานเกือบ ๗ ศตวรรษนั้น ท่านตารนาท ธรรมสวามินปราชญ์ หรือท่านลามะธรรมสวามิน (Lama Dharmasvamin) พระธิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ ได้บันทึกไว้ว่า...กองทัพมุสลิมเติร์กหลังจากเข้าปกครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธได้ทั้งหมดแล้ว ก็เริ่มทำลายวัดวาอาราม ตลอดทั้งปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนาเกือบทั้งหมด ในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ กองทัพมุสลิมเติร์กนำโดย โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ พร้อมด้วยทหารประมาณ ๒๐๐ คน ได้กรีฑาทัพเข้าไปในมหาวิทยาลัยนาลันทา ทำลายพระพุทธรูปและศิลปกรรมต่างๆ ที่ขวางหน้าอย่างมันมือและเมามัน โดยปราศจากผู้คนที่จะมาต่อต้านเกือบทั้งสิ้น เท่านั้นมิหนำใจยังเอาเชื้อเพลิงมาสุมแล้วจุดไฟเผา จนทำให้คัมภีร์ตำราทางพระพุทธศาสนาทั้งเก่าและใหม่ถูกไฟไหม้เกือบหมดสิ้น พอสาสมแก่ใจแล้ว โมฮัมหมัด อิคเทีย ซิลจิ และทหารสมัครพรรคพวกชาวเติร์กก็ยกทัพกลับไปยังเมืองภัคเทียปูร์
พอกองทัพมุสลิมเติร์กยกทัพกลับไปแล้ว พระนักศึกษาและพระอาจารย์ของมหาวิทยาลัยนาลันทาประมาณ ๗๐ องค์ ที่หลบซ่อนอยู่ก็พากันย้อนกลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย แล้วก็พบว่าพระพุทธรูปและศิลปกรรมส่วนใหญ่ถูกทำลายเสียหายอย่างย่อยยับ แต่ยังมีที่พอที่จะจัดการปฏิสังขรณ์ได้ จึงพร้อมใจกันดำเนินการซ่อมแซม โดยให้ ท่านมุทิตาภัทร เป็นหัวหน้า ท่านรัฐมนตรีของกษัตริย์แคว้นมคธในสมัยนั้น ได้จัดทุนทรัพย์จำนวนหนึ่ง ส่งไปจากแคว้นมคธเพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่นาลันทาขึ้นมาใหม่ แต่ก็ทำได้บางส่วนเท่านั้น
แต่แล้วต่อมาวันหนึ่ง ได้มีชูชก ๒ คนเข้ามาวางอำนาจ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลทางศาสนา จนกระทั่งเวลา ๑๒ ปีผ่านไป ๒ ชูชกดังกล่าวก็ยังวางตนเขื่องอยู่ มาถึงคราวหนึ่งทั้ง ๒ ชูชกได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น และคงคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป จึงได้รวบรวมเศษไม้แล้วก่อไฟขึ้น พร้อมทั้งขว้างปาดุ้นฟืนที่ติดไฟไปตามสถานที่ต่างๆ โดยรอบ จนกระทั่งเกิดไฟลุกไหม้ไปทั่วมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก จนแหลกลาญเป็นผุยผง สุดที่จะทำการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ให้คืนดีได้ดังเดิม มหาวิทยาลัยนาลันทาอันเลื่องชื่อลือนามก็เป็นอันสิ้นสุดลง ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามาตั้งแต่บัดนั้น
ในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย มีนักโบราณคดีจำนวนมากได้เข้ามาสำรวจขุดค้นพุทธสถานต่างๆ ในอินเดียโดยอาศัยบันทึกลายแทงของพระถังซัมจั๋ง (หลวงจีนเฮียงจัง, Xuanzang ท่านเป็นพระจีนที่เคยเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนา ณ มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นเวลาถึง ๑๔ ปี โดยได้บันทึกเหตุการณ์และสถานที่สำคัญต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียด) เกี่ยวกับเรื่องของมหาวิทยาลัยนาลันทา คนแรกที่เข้ามาสำรวจ คือ ท่านลอร์ดแฮมิลตัน (Lord Hamilton) เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๘ แต่ไม่ค้นพบโบราณวัตถุสำคัญใดๆ ค้นพบเพียงพระพุทธรูปและเทวรูป ๒ องค์เท่านั้น ซึ่งสถานที่ค้นพบอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยสงฆ์เพียง ๑ กิโลเมตร
ต่อมาอีก ๔๕ ปี เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๓ มีนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ นายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham) ได้ศึกษาและอ่านบันทึกลายแทงของพระถังซัมจั๋งดังกล่าวจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงนำคณะเข้ามาสำรวจและขุดค้น ก็ปรากฏผลดังที่ตนปรารถนาไว้ทุกประการ คือได้ค้นพบพระเจดีย์องค์ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาพอดี ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงกองดินสูงเท่านั้น จากนั้นเซอร์คันนิ่งแฮมก็ได้ทำแผนที่ตามบันทึกลายแทงที่มีอยู่ (คือจากหนังสือของพระถังซัมจั๋ง) เพื่อค้นหาพระเจดีย์องค์อื่นๆ โดยมอบหมายให้กลุ่มนักสำรวจขุดค้นซึ่งมี นาย เอ.เอ็ม.พรอดเล่ย์ และ ดร.สปูนเนอร์ เป็นหัวหน้า เข้าไปค้นหาปูชนียวัตถุตามบันทึกนั้น ก็ปรากฏว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้ค้นพบซากพระเจดีย์องค์อื่นๆ และตัวมหาวิทยาลัยสงฆ์ รวมทั้ง หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ และพระพุทธรูปองค์อื่นๆ อีกมากมายหลายองค์ซึ่งส่วนมากจะเสียหายหักบิ่นจากการถูกทำลายของกองทัพมุสลิมเติร์กดังกล่าว ในครั้งนั้นกลุ่มนักสำรวจขุดค้นได้ส่งเข้าไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษเกือบทั้งหมด (ปัจจุบันนำกลับมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์นาลันทา) การค้นพบครั้งนี้เท่ากับว่า “มหาวิทยาลัยนาลันทา” มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง
สำหรับ “หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำ” นั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงไม่ถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประเทศอังกฤษด้วย และเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุด จะมีหักบิ่นเล็กน้อยเฉพาะที่บางองคุลีของพระหัตถ์ขวาและพระนาสิกเท่านั้น สรุปแล้วก็คือเป็นพระพุทธรูปองค์เดียวเท่านั้นที่เหลือรอดจากการถูกทำลายของกองทัพมุสลิมเติร์ก และไม่ถูกอังกฤษยึดไป
หากมองจากภาพโดยทั่วๆ ไปแล้ว หลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำนั้นมีขนาดใหญ่และประดิษฐานตั้งไว้บนฐานที่มั่นคง จึงยากลำบากต่อการเคลื่อนย้าย ตามคำบอกเล่าทราบว่าในภายหลังรัฐบาลอินเดียพยายามที่จะย้ายองค์หลวงพ่อไปเก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์เมืองนาลันทา แต่ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายมักเกิดเหตุอาเพศที่ไม่คาดฝันเสมอ เช่น ฝนตกอย่างหนัก เกิดฟ้าผ่าอย่างรุนแรง เป็นต้น กระทั่งเป็นเหตุให้การเคลื่อนย้ายองค์พระไม่สำเร็จ
ขณะเดียวกันชาวบ้านได้มาดูแลรักษาหลวงพ่อพระพุทธเจ้าองค์ดำไว้ หากเกิดการเจ็บป่วยก็จะนำน้ำมันมาทาลูบไล้องค์พระ แล้วอธิษฐานขอให้องค์หลวงพ่อรักษาโรคต่างๆ ซึ่งนับเป็นมหัศจรรย์ว่าโรคต่างๆ ได้ถูกรักษาด้วย “พลังความศักดิ์สิทธิ์” ขององค์พระ ปัจจุบันแม้แต่ชาวพุทธผู้แสวงบุญชาวไทยต่างได้เดินทางมาสักการะและอธิษฐานขอพรซึ่งก็สามารถรักษาโรคต่างๆ หายได้อย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ หลวงพ่อ ดร.เจ กัสสปะ พระสงฆ์ชาวอินเดียซึ่งได้รับการอุปสมบทที่ประเทศศรีลังกา กลับมาฟื้นฟูมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ขึ้นอีกครั้ง ท่านได้จัดให้มีการเรียนการสอนแผนกภาษาบาลีโดยเฉพาะ ระยะแรกๆ ยังไม่มีสถานที่ทำการเรียนการสอนถาวร ก็อาศัยวัดจีนไปพลางก่อน ต่อมาได้สร้างอาคารเรียนขึ้นมาตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับที่ตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา (เก่า) ให้ชื่อว่า “นวนาลันทามหาวิหาร” ซึ่งก็ได้มีพระสงฆ์ไทยเดินทางไปศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกทางภาษาบาลี จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้หลายรูป
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนาลันทา ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่ง โดยมีพื้นที่ประมาณ ๘๐ ไร่เศษ ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์นาลันทา โดยเป็นที่เก็บรักษาและรวบรวมโบราณวัตถุสำคัญซึ่งขุดค้นพบได้ในบริเวณนาลันทาและราชคฤห์เอาไว้เป็นจำนวนมาก ส่วนมากเป็นรูปสลักหินและรูปสำริดของพระโพธิสัตว์ และเทพของศาสนาพราหมณ์ ที่ล้วนมีความงดงามมาก ดูจากป้ายคำอธิบายส่วนมากเขียนบอกว่า เป็นศิลปะยุคคุปตะและยุคปาละ ทั้งนี้ ทางพิพิธภัณฑ์นาลันทาไม่อนุญาตให้บันทึกภาพใดๆ ภายในพิพิธภัณฑ์
โฆษณา