จักรวาลเรื่องเล่าจากชมรมศิลป์ :
เรื่องสั้น The death of Van Gogh (ตอนที่ 1)
27 ก.ค. 1890
โอแวร์ซูร์อัวส์ ประเทศฝรั่งเศส
.
ระหว่างที่ฟาเบียน เออเนส กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม เขาก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากโรงแรม ชายคนนี้ถืออุปกรณ์วาดรูปมาด้วย มีทั้งขาตั้ง แปรง สี และเฟรม ภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นที่คุ้นเคยของชาวเมืองเป็นอย่างดี
เขาคือ ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคด (Vincent Willem Van Gogh)ชายวิกลจริตที่วันๆเอาแต่วาดรูป
ทั้งๆที่ไม่เคยขายรูปได้เลยแต่เขาก็วาดรูปอย่างจริงจังราวกับว่ามันคือทั้งหมดของชีวิต ผู้คนต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ยฟินเซนต์เพียงเพราะเขามุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ
มีข่าวลือออกมาว่า เขาเคยเข้ารับบำบัดอาการทางจิตที่แซ็งค์ เรมี เดอ พรอว็องส์ (Saint-Rémy-de-Provence)ก่อนมาอยู่ที่นี่ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะสรุปว่า เขาบ้าและเสียสติ แม้ไม่ได้รู้จักกันมาก แต่ผมยืนยันได้ว่าฟินเซนต์คือคนปกติ
เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ที่มีความอ่อนไหวและเปราะบางมากกว่าคนอื่นก็เท่านั้น
ผู้ตาย : ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคด
สาเหตุการเสียชีวิต : ฆ่าตัวตาย
อาวุธ : (ไม่พบวัตถุพยาน) มีกระสุน ขนาด 7 มม. ฝังอยู่บริเวณใต้กระดูกซี่โครงด้านซ้ายของผู้ตาย
ผู้กองเซดริก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเครียดระหว่างสอบปากคำพยาน
ตลอดระยะเวลาหลายปีในตำแหน่งพนักงานสืบสวน เขาไม่เคยหนักใจเท่านี้มาก่อน
นี่เป็นเพียงคดีเล็กๆที่ชายวิกลจริตใช้ปืนยิงตัวเองตาย แต่ทำไมสัญชาตญาณของเขากลับบอกว่าเรื่องนี้น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
พยานคนที่ 1 : ฟาเบียน เออเนส ผู้จัดการโรงแรม
.
" คุณบอกว่าเห็นเขาเดินออกจากโรงแรมช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง เขาหายไปนานแค่ไหน ? " ผู้กองเซดริกถามฟาเบียน
" ประมาณ 5 ชั่วโมงครับ เขากลับมาอีกครั้งตอนหกโมงเย็น ตอนนั้นเขาเดินมาตัวเปล่า ไม่มีอุปกรณ์วาดรูปมาด้วย " ฟาเบียนบอกกับตำรวจ
" มีใครอยู่ตรงนั้นบ้าง ? "
.
" ตอนนั้นผมอยู่กับพนักงานของโรงแรมอีก 2 คน " ผู้กองเชดริก หยิบปากกาขึ้นมาบันทึกคำให้การของฟาเบียนก่อนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น
" เขาเดินโซเซกลับมาที่โรงแรมและล้มลงตรงหน้าผม สีหน้าของเขาดูไม่ดี ผมเห็นเลือดไหลออกมาจากท้องของเขา และฟินเซนต์ก็บอกกับผมว่า เขายิงตัวเอง "
" คุณบอกว่าเขากลับมาตอนเย็น แต่ทำไมในผลชันสูตรของหมอเรม็องด์ถึงบอกว่าเขาเสียชีวิตตอนเที่ยงคืน "
" เขาไม่ยอมให้เราเรียกหมอครับ " ฟาเบียนตอบกลับ
" ผมพยายามดึงดันแล้วแต่เขาไม่ยอม ผมเลยทำแผลให้เขา จนราวๆสี่ทุ่มอาการของเขาหนักมาก ผมจึงตัดสินใจตามหมอเรมองด์มารักษา แต่ไม่ทันเสียแล้ว เขาเสียชีวิตก่อนหมอมาถึง "
" คุณฟินเซนต์ ได้บอกอะไรกับคุณบ้างไหมครับในระหว่างที่ทำแผล ? "
" เขาไม่พูดอะไรเลยนอกจากบอกว่า กรุณาให้ผมตาย "
คำให้การของฟาเบียน สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากพนักงานโรงแรมที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนฟินเซนต์กลับมา แต่การตายของเขายังมีพิรุธอยู่หลายจุด รูกระสุนที่หน้าท้องของฟินเซนต์มันแปลกมากสำหรับคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย
โดยปกติการยิงตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย มักจะยิงตัดขั้วหัวใจ ใต้คาง หรือขมับ ไม่มีใครยิงท้องตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย ไหนจะเรื่องกระสุนที่ฝังอยู่ในท้องอีก หากเป็นการยิงระยะประชิดกระสุนจะไม่ฝังในร่างกาย แต่นี่กระสุนยังคาอยู่ในร่างของเขา แสดงว่าต้องมีระยะห่างในการยิงและต้องเป็นระยะที่เขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
ผู้กองเซดริก วิเคราะห์หลักฐานจากข้อมูลที่กลวงโบ๋ คดีนี้ไม่มีวัตถุพยานเลย จุดที่ฟินเซต์ไปวาดรูปก็ไม่พบอุปกรณ์ใดๆเลย ไม่มีแม้กระทั่งปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ
2
ขณะที่เซดริกกำลังขบคิดอยู่นั้น ความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วเจ้าหน้าที่ก็พาชายคนหนึ่งเข้ามา เขาเป็นชายอายุราวสี่สิบปี ใบหน้าซูบผอม
เขาเหลือบมองเซดริกครู่หนึ่ง ก่อนจะแนะนำตนเองด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ " ท่านครับ ผมคือ ชาร์ล เมซีเย "
มีรายงานว่าก่อนที่ฟินเซนต์จะเสียชีวิตหนึ่งวัน เขาได้เขียนจดหมายส่งไปหาน้องชาย และเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งจากข้อมูลที่ตำรวจได้มาเขาเคยมีเพื่อนเป็นจิตรกรชื่อ ปอล โกแกง แต่ก็ทะเลาะกันจนเลิกติดต่อไปนานแล้ว
ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อของชาร์ล เมซีเย มาก่อน แต่เขาคือหนึ่งในคนที่ฟินเซนต์เขียนจดหมายหาก่อนตาย
พยานคนที่ 2 : ชาร์ล เมซีเย บรรณาธิการนิตยสาร Harper’s Weekly
.
" คุณคงทราบเรื่องการตายของฟินเซนต์แล้ว "
" แน่นอนครับ ผมทราบ " เมซีเยบอกกับเซดริก
" ผมอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงเขียนจดหมายหาคุณ บางทีข้อความในจดหมายอาจทำให้เรารู้ว่าทำไมเขาจึงฆ่าตัวตาย ? "
2
" เรารู้จักกันเพราะฟินเซนต์สนใจเรื่องดาราศาสตร์ เขาอ่านงานเขียนของผมแล้วชื่นชอบ เขามักจะเขียนจดหมายมาชื่นชมและเล่าเรื่องภาพวาดของเขา "
" ฟินเซนต์ สนใจดาราศาสตร์ ? เขาไม่ได้วิกลจริตหรือครับ ? "
" ไม่มีคนบ้าคนไหนวาดภาพที่แฝงไปด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรอกครับ "
" คุณพูดเรื่องอะไร ? " เซดริก เบิ่งตาโพลง เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าวินเซนต์วาดภาพแนวไหน และเกี่ยวอะไรกับวิทยาศาสตร์
" เขาไม่ได้บ้า " เมซีเย บอกเซดริกพร้อมทั้งหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
" นี่คือรูปที่ฟินเซนต์ส่งมาให้ผม มันเป็นรูปจำลองภาพเขียนของเขาที่ชื่อ Starry Night (ราตรีประดับดาว) " เซดริกรับกระดาษจากมือของเมซีเย เขาไม่เคยเห็นภาพเขียนแบบนี้มาก่อน ฟินเซนต์ใช้จุดสีผสมรวมกันจนเต็มพื้นที่ของรูปจนภาพพลิ้วไหวอยู่ในสายตาราวกับว่าทุกอย่างในภาพกำลังเคลื่อนไหว
" ภาพนี้ถูกเขียนขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 1889 "
" คุณจะเห็นว่ามีกลุ่มดาวอยู่ในภาพ ฟินเซนต์ไม่ได้เขียนภาพนี้ขึ้นมามั่วๆ ตำแหน่งของดาวในภาพตรงกับตำแหน่งของดาวที่เกิดขึ้นจริงในวันที่เขาวาดภาพ "
1
" ทั้งกลุ่มดาวราศีเมษ ดาวศุกร์ แม้กระทั่งตำแหน่งของดวงจันทร์ก็ตรงกับผังของดาวในวันนั้น "
ตำแหน่งดาวในเดือนมิถุนายน 1889 เทียบกับภาพ Starry Night
เมซีเย หยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา
" ภาพนี้มีชื่อว่า Starry Night Over The Rhone "
เซดริกมองไปที่ภาพนั้น เป็นอีกภาพที่ฟินเซนต์วาดได้งดงามมาก
" รู้จักกลุ่มดาวหมีใหญ่ไหม ฟินเซนต์ วาดภาพนี้โดยแสดงตำแหน่งของกลุ่มดาวนี้ไว้อย่างชัดเจน "
ดาวหมีใหญ่ในภาพ Starry Night Over The Rhone
" จากการอ่านจดหมายของเขามากกว่า 20 ฉบับ ผมสามารถยืนยันได้ว่าฟินเซนต์ไม่ได้วิกลจริตอย่างที่ถูกกล่าวหา " เมซีเย ขยับหน้าเข้ามาใกล้ขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขากำลังจดจ่ออยู่ตรงหน้าเซดริก
" ผมไม่มีทางเชื่อว่าฟินเซนต์จะฆ่าตัวตาย "
" ข้อความสุดท้ายที่เขาบอกผมในจดหมาย เขาบอกว่า แม้จะแร้นแค้นแค่ไหน การวาดภาพก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข มันคือเหตุผลที่ทำให้ผมมีชีวิตอยู่ "
.
คุณคิดว่าคนที่เอ่ยประโยคนี้จะฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ ? "
เซดริกรู้ดีว่าตามหลักการของการสืบสวนแล้ว เขาต้องหามูลเหตุจูงใจของผู้ตายให้ได้ ในตอนแรกเซดริกสันนิษฐานว่าฟินเซนต์คงฆ่าตัวตายเพราะน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิต แต่หลังจากที่ได้คุยกับเมซีเยแล้ว เขาก็ไม่มั่นใจในข้อสันนิษฐานนี้ของตนเอง
เซดริกพลิกดูข้อมูลจากแฟ้มคดี เขาอ่านคำให้การของพนักงานโรงแรมที่บอกว่า วินเซนต์ชอบไปวาดรูปที่ทุ่งข้าวสาลี ยังเหลือพยานในคดีอีกสองคนที่เขาต้องสอบสวน
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่ใต้โต๊ะทำงานของเขา มันเป็นกระดาษแบบเดียวกันกับที่เมซีเยนำมาให้เขาดูวันนี้ เซดริกหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา ในนั้นมีข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ เป็นใจความว่า
" ตามหาหมอพอล เกเซต์ (Paul Gachet)"
จบตอนที่ 1
หมายเหตุท้ายบท :
1.
ฟินเซนต์ วิลเลิม ฟัน โคด (Vincent Willem Van Gogh)คือชื่อเต็มของ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ที่ออกเสียงตามสำเนียงดัตช์
2.
สมมติฐานเรื่องการตายของแวนโก๊ะที่นำมาใช้ในเรื่องสั้นนี้นำมาจากหนังสือที่ชื่อว่า " Van Gogh The Life" โดย สตีเวน ไนเฟห์ และ เกร็กกอรี่ ไวต์ สมิธ ซึ่งทั้งสองไม่เชื่อว่าแวนโก๊ะฆ่าตัวตาย
3.
ตัวละครในตอนนี้ มีเพียงแวนโก๊ะเท่านั้นที่เป็นตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ นอกนั้นเป็นตัวละครสมมติทั้งสิ้น สำหรับคุณหมอพอล เกเซต์ ตัวละครในตอนหน้าก็เป็นอีกคนที่มีตัวตนอยู่จริง เขาเป็นหมอที่รักษาอาการป่วยทางจิตให้แวนโก๊ะ และชื่นชอบภาพวาดของแวนโก๊ะมาก
4.
แวนโก๊ะมีความสนใจในดาราศาสตร์จริงและตอนที่รักษาอาการทางจิตที่โรงพยาบาลเขามักจะอ่านหนังสือ Harper’s Weekly เพื่อศึกษาข้อมูลข่าวสารใหม่ๆอยู่เสมอ
5.
ในภาพราตรีประดับดาว (Starry Night)เราจะเห็นขดเมฆของท้องฟ้าและดวงดาวบวกกับสไตล์การวาดภาพโดยใช้เทคนิคจุดสีที่ต่างกันแต่ไม่กลืนกันเพื่อกระตุ้นสายตา เป็นการถ่ายทอดการเคลื่อนไหวของแสงได้อย่างยอดเยี่ยม
ซึ่งภาพขดคลื่นที่ปรากฎในงานของแวนโก๊ะดันไปตรงกับสมการการไหลปั่นป่วนของ อัลเดร คอลโมโกรอฟ นักคณิตศาสตร์ชาวรัสเซียพอดี
ซึ่งสมการนี้ใช้อธิบายการไหลของพลังงานที่ว่ากระแสวนของพลังงานขนาดใหญ่จะถ่ายทอดพลังงานไปให้กระแสวนที่เล็กกว่าและส่งถ่ายพลังงานวนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่นการก่อตัวของก้อนเมฆหรืออนุภาคฝุ่นระหว่างดวงดาว
ซึ่งจะมีลักษณะที่คล้ายกันกับภาพกระแสหมุนวนที่ปรากฏในภาพราตรีประดับดาวเป็นอย่างมาก
ภาพถ่ายจากกล้องฮับเบิ้ล เทียบกับภาพ Starry Night
ขอบคุณแรงบันดาลใจดีๆจากเรื่องสั้นชุด เรื่องเล่าจากชมรมศิลป์ โดยคุณบี เพจให้เพลงพาไป
ขอบคุณเจ้าแม่โปรเจคที่เชียร์ให้เกิดเรื่องสั้นเรื่องนี้ โดยน้องสมายด์ จากเพจ Smile.Multi.Stories
    Khuanchat Smittichainon
    อ่านสนุกมากค่ะ