17 ส.ค. 2020 เวลา 10:14 • ปรัชญา
NoSpaceBetween - The 21st Century World : Part 4
โลกแบบไหนกันที่เรากำลังมีชีวิตอยู่? ตอนที่ 4 เทคโนโลยี
โลกคริสต์ศตวรรษที่ 21 ตอนที่ 4
จากกราฟประชากรมนุษย์บนโลกในตอนที่แล้ว เราพอมองเห็นการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 และ 17 นอกจากองค์ความรู้ในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเราแล้ว เทคโนโลยี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในสังคมเช่นกัน เทคโนโลยีที่สามารถสร้างการเจริญเติบโตเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ถูกเรียกว่า เทคโนโลยีที่มีประโยชน์ทั่วไป (General Purpose Technaologies)
ในช่วงก่อนคริสต์ทศวรรษที่ 16 สิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญ เช่น ล้อ ซึ่งคาดว่าถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ 7,500 ปีก่อน ไม่มีการพัฒนาไปมากนักตั้งแต่ถูกคิดค้นขึ้น หรือกังหันลม และน้ำ ซึ่งช่วยทุนแรงงานของมนุษย์ และสัตว์ ในกิจกรรมทางการเกษตร ก็ขาดความเสถียร หากอยู่ในช่วงหน้าแล้ง หรือลมพัดเบาเกินไป มนุษย์ต้องกลับมาพึ่งพากล้ามเนื้อของตน และสัตว์อยู่ดี สภาพสังคม และเศรษฐกิจจึงแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในภาคการผลิต มนุษย์ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการแปลงพลังงานอย่างอื่นนอกเหนือจากการแปลงพลังงานในระดับเซลล์ของสิ่งมีชีวิต มนุษย์ใช้เพียงการแปลงพลังงานของกล้ามเนื้อตนเอง และสัตว์ในการออกแรงทำงาน พลังงานที่มนุษย์ได้รับ คือสารอาหารที่มาจากพืช ผู้ผลิตอาหารหลักของโลก และพลังงานเกือบทั้งหมดที่ได้รับ มนุษย์ใช้ไปกับการเพาะปลูก เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงการผลิตของสังคมจึงเกี่ยวข้องกับการแปลงพลังงาน อันได้แก่ เครื่องจักรไอน้ำ (Steam Engine) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Electric Generator)
เครื่องจักรไอน้ำ เกิดขึ้นภายหลังจากที่นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ออตโท วอง กิวริเค (Otto von Guerike) ค้นพบหลักการความกดอากาศ (Atmospheric pressure) และยืนยันสภาวะสุญญากาศ (Vacuum) ในปีค.ศ.1712 โธมัส นิวโคเมน (Thomas Newcomen) นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ ได้คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำ (Steam engine) อาศัยกฎทางวิทยาศาสตร์ของกิวริเค และใช้ไอน้ำที่ได้จากการต้มน้ำด้วยการเผาชีวมวล (Biomass) ผลักลูกสูบที่เชื่อมต่อกับคานงัด และปลายคานอีกด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับปั๊มน้ำ (คำอธิบายเพิ่มเติมใน Note ข้อที่ 1) เป็นการแปลงพลังงานความร้อนเป็นพลังงานกล เพื่อใช้เพื่อสูบน้ำในเหมืองถ่านหินใต้ดิน และขนส่งถ่านหินที่ได้ขึ้นสู่พื้นดิน ภายหลังได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน โดยเจมส์ วัตต์ (James Watt) ในที่สุดจึงถูกนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ช่วยให้มนุษย์สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมาก และทำให้เกิดยานพาหนะในระบบราง อย่างรถไฟ (Locomotives) เปลี่ยนแปลงวิธีการขนส่งทั้งสินค้า และผู้คน
แบบร่างเครื่องจักรไอน้ำของนิวโคเมน (ขอบคุณภาพจาก datadeluge.com)
และเครื่องจักรไอน้ำ ยังนำไปสู่การคิดค้นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal combustion engine) อาศัยการสันดาปของเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) เพื่อผลักลูกสูบแทนการใช้แรงดันของไอน้ำ ตัวเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายได้ง่าย เป็นหัวใจสำคัญของยานพาหนะที่ไม่พึ่งพาระบบรางในสมัยใหม่ อย่างรถยนต์ เรือยนต์ และเครื่องบิน
สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มีพื้นฐานจากหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Induction) ถูกค้นพบโดยไมเคิล ฟาราเดย์ (Micheal Faraday) ในปีค.ศ.1831 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแปลงพลังกลเป็นพลังงานไฟฟ้า เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) จึงสามารถแปลงพลังงานไฟฟ้ากลับมาเป็นพลังงานกลได้ พลังงานไฟฟ้า และมอเตอร์ ถูกนำเข้ามาใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตแทนที่เครื่องจักรไอน้ำ เมื่อสิ่งประดิษฐ์ซึ่งใช้ไฟฟ้าเริ่มแพร่หลายมากขึ้น จึงมีการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือน ในปัจจุบัน พลังไฟฟ้าถือว่าโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานของสังคม ปริมาณการใช้ไฟฟ้ายังสามารถชี้วัดปริมาณกิจกรรมของมนุษย์
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของฟาราเดย์ (ขอบคุณภาพจาก Rumplegecko บน Pinterest)
เทคโนโลยีที่มีประโยชน์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20 มิได้เกี่ยวข้องกับการแปลงพลังงาน แต่กำลังพัฒนา และสร้างผลกระทบต่อสังคมมนุษย์อยู่ทุกวันนี้ นั่นคือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology) ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของส่งต่อข้อมูล โดยเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เริ่มต้นขึ้นช่วงปลายคริสต์ศวรรษที่ 20 เมื่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ง่าย ภายหลังคริสต์ทศวรรษที่ 1970 เมื่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์เติบโตอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลถูกใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งในภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไป
อิริค บลินจอล์ฟสัน (Erik Brynjolfsson) ศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์ยุคดิจิตอล มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด และแอนดรู แมคแอฟี (Andrew McAfee) นักวิจัยแห่งโรงเรียนการจัดการสโลน สถาบันเทคโนโลยีแมซสาชูเซทท์ ได้ให้ข้อสังเกตในลักษณะที่สำคัญของสังคมปัจจุบัน 3 ประการดังนี้
ประการที่ 1 เทคโนโลยีเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Growth) หรือกฏของมัวร์ (Moore’s Law)
ในปีค.ศ.1965 กอร์ดอน มัวร์ (Gordon Moore) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intel ยักษ์ในอุตสาหกรรมไมโครชิพ ได้เขียนบทความลงในนิตยสารเทคโนโลยีชื่อว่า “อิเล็กทรอนิกส์” (Electronics)ในหัวข้อ “ยัดชิ้นส่วนลงในแผงวงจรรวมเข้าไปอีก” (“Cramming More Components onto Integrated Circuits.”) มัวร์บรรยายถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในอนาคต ไม่ว่าจะยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรืออุปกรณ์สื่อสารพกพาส่วนบุคคล แต่ที่สำคัญที่สุดคือการคาดการณ์การเติบโตของเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ว่า “ความซับซ้อนสำหรับต้นทุนต่ำสุดของชิ้นส่วนประกอบ (แผงวงจรวรม) ได้เพิ่มขึ้นในอัตราโดยประมาณที่ 2 เท่าต่อปี” (“The complexity for minimum component costs has increased at a rate of roughly a factor of two per year.”) หมายความว่า ประสิทธิภาพของแผงวงจรรวมที่เราซื้อได้ด้วยเงิน 1 หน่วย จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในแต่ละปี หรือหากเราซื้อแผงวงจรรวมในปีนี้ด้วยเงินจำนวนหนึ่ง ในปีถัดไปเราสามารถซื้อแผงวงจรรวมเดินด้วยเงินเพียงครึ่งเดียว แต่หากเราซื้อด้วยเงินจำนวนเดิม ในปีถัดไป เราจะได้แผงวงจรรวมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น 2 เท่า โดยปัจจุบันระยะเวลาในอัตราการเพิ่มขึ้นถูกเปลี่ยนเป็น 18 เดือน และการเพิ่มขึ้นแบบคงที่นี้ในแต่ละช่วงเวลาหนึ่ง คือการเติบโตแบบเอ็กโพเนนเชียล (คำอธิบายเพิ่มเติมใน Note ข้อที่ 2)
เนื่องจากแผงวงจรรวม คือรากฐานของการประมวลผล ซึ่งเป็นหัวใจของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพแผงวงจรรวม จึงหมายถึงการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพเทคโนโลยีทั้งระบบ ในปี 1997 เอเอสซีไอ เรด (ASCI Red) ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา เคยประมวลผลได้เร็วที่สุดในโลกด้วยอัตราการคำนวณหาหลักทศนิยมที่ 1.8 เทระฟรอพต่อวินาที (1.8 * 10^12 FLOP per second) นั่นคือ เอเอสซีไอ เรด สามารถคำนวณจำนวนหลักทศนิยมได้ที่ 18 ตามด้วย ศูนย์ 11 ตัวภายในหนึ่งวินาที ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินจำนวน 55 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ บนพื้นที่ 1,600 ตารางฟุต (80% ของสนามเท็นนิส) และใช้ไฟฟ้าประมาณ 800 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (เทียบเท่าการใช้ไฟฟ้าในชุมชน 800 หลังคาเรือน) ถูกใช้งานเพื่อการคำนวณทางฟิสิกส์ แต่ 9 ปีถัดมาคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำความเร็วประมวลผลได้เท่ากัน มีราคา 500 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ บนพื้นที่ 0.1 ตารางฟุต และใช้ไฟฟ้าเพียง 200 วัตต์ และถูกใช้งานเพื่อความบันเทิง และคอมพิวเครื่องนี้คือ เครื่องเกมส์โซนี่ เพลย์สเตชั่น 3 (The Sony Playstation 3)
ซูปเปอร์คอมพิวเตอร์ เอเอสซีไอเรด (ขอบคุณภาพจาก extremetech.com)
การเติบโตที่รวดเร็วเช่นนี้ ทำให้สิ่งที่เราเคยจิตนาการไว้ในอดีตเป็นจริงได้อย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 2010 นักวิชาการหลายคนได้ให้ทัศนะว่า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยคอมพิวเตอร์อัตโนมัติไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เพราะการขับรถของมนุษย์ต้องใช้ระบบประสาทหลายอย่างในเวลาเดียวกัน รวมถึงการใช้ความสามารถในการประมวลภาพที่เห็น เป็นภาพ 3 มิติในสมอง แต่ไม่ถึง 1 ทศทวรรษจากนั่น บริษัทกูกเกิ้ลได้สร้างรถยนต์ไร้คนขับได้สำเร็จในปี 2013 ซึ่งถูกใช้งานบนถนนจริง และเมื่อการเทคโนโลยีเองเปรียบเสมือนเครื่องคุมจังหวะของภาคธุรกิจโดยรวม มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เทคโนโลยีบางอย่างจะเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ เช่นเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน งานเกี่ยวตัวเลขยังเป็นงานของมนุษย์กับกระดาษดินสอ แต่ทุกวันนี้เราใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อคำนวณและจัดการบัญชี และมีแนวโน้มว่าจะใช้คนน้อยลง หลังจากระบบการทำงานของโปรแกรมผ่านคราวด์ (Cloud computing) เริ่มแพร่หลายมากขึ้น
มากกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมากฎของมัวร์ยังทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เราได้เห็นการทำงานของสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่มีความเร็วมากกว่าคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ในอดีต ทั้งยังประกอบด้วยเซนเซอร์หลากหลายประเภท เช่น กล้องถ่ายภาพ และเซนเซอร์ระบุตำแหน่ง ซึ่งพัฒนาภายใต้กฎของมัวร์ จนมีขนาดเล็กสามารถบรรจุลงในอุปกรณ์ขนาดเท่าฝ่ามือ แต่การเติบโตแบบเอ็กซ์โพเนนเชียลในโลกแห่งความจริงที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด เมื่อถึงระดับ การเติบโตของเทคโนโลยีจะหยุดลง อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาความพยายามคาดการณ์ช่วงเวลาการหยุดเติบโตประสบความล้มเหลวทุกครั้ง เพราะการพัฒนาของประสิทธิภาพเทคโนโลยี ในทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่การ ‘ยัด’  (‘Cramming’) หรือทำให้ขนาดเล็กลงเพียงอย่างเดียว แต่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นำมาซึ่งการออกแบบ การจัดวาง และการพัฒนาประสิทธิภาพในแง่มุมใหม่ ๆ อยู่เสมอ การหยุดนิ่งอาจจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คงจะไม่เกิดภายในอนาคตอันใกล้นี้
ประการที่ 2 ข้อมูลดิจิตอล (Digitized Information)
การทำให้ข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล (Digitization) หมายถึง การแปลงข้อมูลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นข้อความตัวอักษร เสียง รูปภาพ วีดีทัศน์ ข้อมูลที่จากเครื่องมือ หรือเซนเซอร์ ให้อยู่ในรูปของรหัส 1 และ 0 ภาษาพื้นฐานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ข้อมูลดิจิตอลสามารถนำไปประมวลผล และใช้ประโยชน์ได้ต่อไปเรื่อย ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลดิจิตอลมีคุณสมบัติแบบไม่เป็นปรปักษ์ต่อการบริโภค (Non-rival consumption) คือ ข้อมูลสามารถถูกใช้งานซ้ำ และใช้งานพร้อมกันได้ และคุณสมบัติต้นทุนเพิ่มต่อหน่วยของการผลิตซ้ำมีค่าใกล้เคียงกับศูนย์ (Close to zero marginal cost of reproduction) คือ มันถูกมากที่ผลิตข้อมูลซ้ำ หรือคัดลอกข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต้นทาง
หนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ เมื่อใครคนใดคนหนึ่งกำลังอ่านอยู่ อีกคนไม่สามารถอ่านหนังสือเล่นนั่นได้ในเวลาเดียวกัน ต้องรอให้คนแรกอ่านจบก่อน หรือหากไม่ต้องการรอ ก็จำเป็นต้องหาเล่มใหม่ ลักษณะแบบนี้คือสินค้าที่เป็นปรปักษ์ต่อการบริโภค (Rival consumption) ในขณะเดียวกัน เมื่อต้องการจัดพิมพ์ซ้ำ จำเป็นต้องใช้ต้นทุนเพิ่มอย่างน้อยที่สุดคือค่ากระดาษ และหมึก เมื่อเราเปรียบเทียบกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถผลิตซ้ำได้เพียงใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์ในการคัดลอก ต้นทุนการผลิตซ้ำจึงต่ำมาก และสามารถอ่านหนังสือเล่มเดียวกันพร้อมกันได้หลายคน โดยใช้คำสั่งคัดลอกเดิม (และงานเขียนชิ้นนี้แช่นกัน ที่ใช้ข้อมูลจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด)
ข้อมูลดิจิตอลที่ใกล้ชิดกับเรา เช่น ข้อมูลแผนที่ และการจราจร ซึ่งผู้ให้บริการมีจำนวนมาก แต่ข้อมูลของแผนที่ดั้งเดิมมาจากแหล่งเดียวกัน ส่วนมากคือฐานข้อมูลของรัฐ จะเห็นได้ว่าข้อมูลจากฐานข้อมูลเดียวสามารถนำไปใช้ได้ประโยชน์ได้หลากหลายเพราะที่มีต้นทุนการทำซ้ำของข้อมูลต่ำ ในขณะเดียวกันทุกวันนี้ ข้อมูลและเนื้อหาที่ถูกผลิตโดยผู้ใช้งาน (User-generated content and information) มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น เนื้อหาของบล็อกและเว็บไซต์ หรือข้อมูลจากสมาร์ทโฟนท์ของเรา ที่ถูกส่งกลับไปให้แก่ผู้บริการ (แอพพลิเคชั่นแผนที่ อย่าง Waze ใช้เซนเซอร์ระบุตำแหน่งในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งาน เพื่อประมวลเป็นข้อมูลความหนาแน่นของการจราจร)
ข้อมูลที่มาจากฐานข้อมูล และจากการผลิตของผู้ใช้ ทำให้ความรู้ในทางวิทยาสตร์มีมากขึ้น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ทางสังคม และมนุษย์ เพราะวิทยาศาสตร์อยู่บนฐานของการสังเกต และวิเคราะห์ข้อมูล ปริมาณความรู้จึงขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูล
ประการที่ 3 การผสมผสานนวัตกรรมในอดีตเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ (Recombining Innovation)
ถ้าหากมองจากการเติบโตของเศรษฐกิจ เราอาจพบว่า ภายหลังการมาถึงของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และอินเทอร์เน็ต การผลิตไม่ได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เช่นที่เกิดขึ้นกับการมาถึงของเครื่องจักรไอน้ำ และไฟฟ้า และนักเศรษฐศาสตร์มักให้ทัศนะว่า เราอยู่ในภาวะหยุดยิ่งของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพการผลิต แต่อันที่จริงแล้วเทคโนโลยีกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจไม่ใช่ในรูปแบบของเทคโนโลยีใหม่เอี่ยม แต่เรากำลังนำแทคโนโลยีเก่ามาผสมผสานกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ สารสนเทศและการสื่อสาร เช่นที่การพัฒนายานพาหนะไร้คนขับ กำลังปัดฝุ่นให้กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน
รถยนต์ไร้คนขับพัฒนาขึ้นโดยบริษัทกูกเกิล (ขอบคุณภาพจาก The New York Times)
ทุกวันนี้อินเทอร์เน็ต เป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้ง่าย และยิ่งผู้คนเข้าถึงมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดความรู้ หรือนวัตกรรมใหม่ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ในปี 2009 นาซ่า (NASA) ได้จัดโครงการชิงเงินรางวัลสำหรับบุคคนทั่วไปที่สามารถทำนายการเกิดเปลวสุริยะได้แม่นยำที่สุด หลังจากความพยายาม 35 ปีของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ภายในไม่ประสบผล การทำนายที่แม่นยำที่สุดได้ผล 85% หากทำนายล่วงหน้า 8 ชั่วโมง และ 75% หากทำนายล่วงหน้า 24 ชั่วโมง โดยบรูซ ครากิน (Bruce Cragin) ช่างซ่อมวิทยุวัยเกษียณ และไม่เคยเกี่ยวข้องในวงการดาราศาสตร์
เมื่อทศวรรษที่แล้วเราอาจเผชิญกับความกลัวว่า พลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมัน และถ่านหินจะหมดไปจากโลก ทุกวันนี้เราได้เห็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เราตระหนักว่า ปัญหาไม่ใช่ว่าเราจะเอาพลังงานมาจากที่ใด แต่คือเราจะแปลงพลังงานที่อยู่รอบตัวเราได้อย่างไร และวันนี้เราหลงลืมความกังวลของปัญญาขาดแคลนพลังงานไปทีละน้อย เพราะเรารู้ว่าพัฒนาจะของเทคโนโลยีจะไปเร็วยิ่งกว่าปัญหา
เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร บนพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่เพิ่มขีดความสามารถให้กับมนุษย์ ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่จำกัดไว้เฉพาะสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกแล้ว แต่การพัฒนาของเทคโนโลยีกำลังนำพามนุษย์ไปยังขอบเขตใหม่ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มันอาจผิดเพี้ยนไปจากสามัญสำนึกของเรา เช่นการมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ บนพื้นฐานของชุดคำสั่งที่มีลำดับขั้นตอน หรืออัลกอริธึม (Algorithms) ที่อาจเป็นผู้เลือกคู่ครองให้กับเรา และทำได้ดีกว่าที่เราตัดสินใจเอง หรือด้วยการใช้อัลกอริธึมวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เราอาจสามารถอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ และสังคม ได้ดีกว่าที่เคย คอมพิวเตอร์อาจจะเข้าใจมากกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง
แต่เทคโนโลยีทุกอย่างอาจใช้เพื่อได้ทั้งเพื่อจุดประสงค์ที่ดี และเพื่อจุดประสงค์ที่เข้าใจว่าดี นอกเหนือจากปัญหาแรงงานในภาคเศรษฐกิจที่กำลังถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ เรากำลังเผชิญปัญหาสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลชีวภาพ ที่ถูกเก็บโดยภาคธุรกิจเอกชน เพื่อใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ และโฆษณาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ยิ่งไปกว่านั้นจากข้อมูลเดียวกัน ประกอบกับการสื่อสารในโลกยุคใหม่ ภาคธุรกิจ และการเมือง อาจชี้นำทิศทาง และทัศนะของสังคมได้เช่นกัน เช่นที่เกิดในกรณีบริษัทแคมบริดจ์ แอนาลิทิคา (Cambridge Analytica) ที่ปรึกษาทางการเมือง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งหลายครั้งในหลายประเทศ แต่ครั้งสำคัญที่สุดคือการใช้เฟซบุ้คเพื่อกำหนดทิศทางการเลือกตั้งในสหรัฐอมเริกาปี 2016 สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะเรียนรู้ให้เท่าทันการพัฒนาของเทคโนโลยี เพื่อให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ
Note :
ข้อ 1 เครื่องจักรไอน้ำของนิวโคเมนมีขั้นตอนการทำงานดังนี้ ไอน้ำจากการต้มน้ำเดือดเคลื่อนตัวเข้าสู่กระบอกสูบ (Cylinder) ผลักลูกสูบ (Piston) ในกระบอกสูบ ให้ยกตัวขึ้น เมื่อลูกสูบถึงยอดสุดของกระบอกสูบ วาล์ว (Valve) จะปิดกั้นไม่ให้ไอน้ำเข้าสู่กระบอกสูบ พร้อมกันนั้น น้ำเย็นซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าจะถูกพ่นเข้าไปในกระบอกสูบ เพื่อควบแน่นไอน้ำ (Condensing) ภายในซึ่งเดิมมีอุณหภูมิสูงกว่า เกิดภาวะสุญญากาศบางส่วนขึ้น (Partial vacuum) ความดันอากาศที่เกิดขึ้นภายนอกจะดันลูกสูบกลับลงไป และลูกสูบจะดึงปลายคานขนาดใหญ่ (Beam) ด้านหนึ่ง ซึ่งติดอยู่ด้วยกัน ลงมาด้วย ในขณะเดียว ปลายคานอีกด้านหนึ่งจะดึงก้านสูบน้ำ (Pump rod) ขึ้น
ข้อ 2 ฟังชั่นเอ็กซ์โพเนนเชียลหรือฟังชั่นเลขชี้กำลัง ในทางคณิตศาสตร์ หมายถึง การเพิ่มของจำนวนในอัตราคงที่ จินตนาการถึงการแบ่งก่อนดินน้ำจาก 1 ก้อน เป็น 2 ก้อน จาก 2 ก้อนนั้น เราแยกแต่ละก้อนออกเป็น 2 ก้อน และทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จำนวนของก้อนดินน้ำมันสามารถเขียนในรูปอนุกรมได้ดังนี้
1​, 2, 4, 8, 16, 32, 64, 128, 256, 512,1024, 2048, 4096, 8192, 16384, 32768, ...
การเพิ่มจำนวนของก้อนดินน้ำมัน เป็นการเพิ่มจำนวนในอัตราคงที่ หรือฟังชั่นเอ็กซ์โพเนนเชียล โดยอัตราของการเปลี่ยนแปลงคือ 2 (อัตราของการเปลี่ยนแปลงสามารถเป็นจำนวนจริงใด ๆ) ซึ่งเราสามารถนำมาใช้ในการอธิบายจำนวนประชากรใด ๆ แต่ในความจริง เมื่อเพิ่มจำนวนไปถึงระดับหนึ่ง และจะเข้าสู่ภาวะหยุดนิ่ง (Stagnation) หรืออาจเข้าสู่ภาวะลดจำนวน หรือถดถอย (Recession) เนื่องจากทรัพยากรตามธรรมชาติมีจำกัด
ติดตามรื่องราวใหม่ ๆ ได้ที่
Faceboook : Nospacebetween (facebook.com/nospacebetween)
และ Twitter : _nospacebetween
References
Erik Brynjolfsson, Andrew McAfee. The Second Machine Age: Work, Progress, and Prosperity in a Time of Brilliant, W. W. Norton, 2014.
Harari, Yuval. 21 Lessons for the 21st Century, London : Vintage, 2018.
Harry Brix. Enclopedia of Time : Science, Philosophy, Theology, & Culture (Volume 1-3), SAGE Publications, 2009.
Shoshana Zuboff.The Age of Survaillance Capitalism, PublicAffairs, 2019.
—, Editors. Smithsonian : Timelines of Science, DK Publishing, 2013.
https://youtu.be/Qxy5D4aINZ0 (Exponential Growth)
โฆษณา