อยากเปลี่ยนชีวิต จะต้องเริ่มจาก "เปลี่ยนคนคบ" ก่อนเป็นอันดับแรก..
7 คนสำคัญที่เป็นพลังเปลี่ยนชีวิต (ตอนที่2)
ในบทความที่แล้วเราได้กล่าวถึง 4 คนสำคัญที่เป็นพลังเปลี่ยนชีวิตของเรา 4 คนนั้นมีใครบ้าง เพื่อนเล่นของเราตอนเด็ก เพื่อนมหาลัย เพื่อนร่วมงาน และเจ้านาย
และวันนี้ผมจะมากล่าวถึงอีก 3 คนสำคัญในชีวิตของเราที่เราจะเจอเมื่อเราโตขึ้น ที่นำจะพาเราขับเคลื่อนไปข้างหน้าและทำให้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จ อย่างที่เราได้คาดหวังไว้ และอย่างที่ผมได้กล่าวไปในบทความที่แล้วเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตั้งแต่ตอนเราเป็นเด็กจนโตมา ไม่มีใครที่จะอยู่คนเดียวไปทั้งชีวิตได้หรอก
1
เราจะต้องเจอสังคมๆต่างๆสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัยของเรา เช่น วัยเด็ก เราจะต้องเจอเพื่อนในโรงเรียน โตมา ก็มีเพื่อนมหาลัย หรือแม้แต่วัยทำงาน ก็ยังต้องมีเพื่อน มีหุ้นส่วน และมีคู่ชีวิตที่จะอยู่กับเราไปจนแก่
3 คนสำคัญสุดท้าย ได้แก่ หุ้นส่วน คนรู้ใจ และคู่ครอง
เพราะฉะนั้น ครึ่งชีวิตหลังที่เหลือของเรา หากเราเลือกคนที่จะเข้ามาในชีวิตให้ดี อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเราเลยก็ว่าได้
3
คนที่ห้า คือ หุ้นส่วน "หาหุ้นส่วนที่เหมาะ กิจการจึงจะมั่นคง"
วอเรนน์ บัฟเฟตต์ กล่าวไว้ว่า "คนที่ผมจะร่วมลงทุนด้วยต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ" คือ ซื่อสัตย์ ฉลาด และกระตือรือร้น และที่สำคัญเขาให้ความสำคัญกับ ข้อที่หนึ่งมากและเขาจะเน้นข้อที่หนึ่งเป็นหลักสำคัญมากกว่าข้ออื่นๆ เขายังบอกอีกว่า แม้มีความสามารถมากแค่ไหนแต่ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์ก็ไม่มีประโยชน์
หุ้นส่วนดีกิจการถึงจะก้าวหน้าในหนังสือได้สรุปคุณสมบัติของหุ้นส่วนที่ดีออกเป็น 6 ข้อดังนี้
 
1.สร้างความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยและไวต่อปัญหาหรือไม่?
หุ้นส่วนที่ดีควรจะมีวิธีสร้างความสัมพันธ์อย่างเปิดเผย แสดงถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่และถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นควรจะบอกหรือมีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อปัญหาทันที ไม่หลบเลี่ยง ไม่ปิดบังและต้องมีความซื่อตรงต่อกันและกัน
2.ยินดีเป็นผู้ให้ ไม่คิดแต่จะเป็นผู้รับอย่างเดียว
 
"เพื่อนร่วมทีม" ที่ดีควรจะรู้ดีว่าการรักษาความสัมพันธ์สำคัญต่อความสำเร็จในอนาคต ให้ดูว่าเขาพยายามที่จะช่วยเหลือเราหรือไม่ หรือคิดแต่จะฉกฉวยโอกาสเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียวหรือแม้แต่ถ้าเขาพยายามยอมหักหลังเราเผื่อผลประโยชน์แค่เพียงเล็กน้อย แสดงว่า เขาก็ไม่ใช้หุ้นส่วนที่ดีของเราอย่างแน่นอน
3.แรงจูงใจในการร่วมมือ
หุ้นส่วนที่ดีควรมีแรงจูงใจเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินไปได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่เพียงจะทำธุรกิจเผื่อหวังแต่ผลกำไรที่เกิดขึ้นเท่านั้นแล้วพอได้กำไรดังที่สมใจแล้วก็ตีจากไป แบบนี้คงไม่ใช่หุ้นส่วนที่ดีแน่ หุ้นส่วนที่ดีควรจะมีอุดมการณ์ที่ใหญ่กว่าการแค่ "สร้างผลกำไร" เท่านั้น เพราะว่า ผลกำไรคือขั้นพื้นฐานที่ธุรกิจจะต้องได้อยู่แล้ว แต่ควรจะมีอุดมการณ์ที่กว้างกว่านั้น เช่น จะเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงโลก เป็นต้น
4.พยายามสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น
1
ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งไปที่ "ใครได้ผลประโยชน์เท่าไหร่" แทนที่จะมุ่ง "บริษัทจะได้อะไร" ให้ทำนายได้เลยในอนาคตปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะต่างฝ่ายต่างพยายามถกเถียงกันเรื่องผลประโยชน์ สักวันจะต้องมีการขัดแย้งกันเกิดขึ้น แน่นอนใครกันหล่ะที่จะเป็นฝ่ายสูญเสียก่อน คำตอบก็คือ กิจการของเราไง
5.เขาใส่ใจหรือไม่ว่า คุณจะยังมีหุ้นส่วนสำคัญคนอื่นเข้ามา
1
ถ้าเขาเป็นคนกำหนดสถานะหรือความสัมพันธ์ว่าเขาเป็นผู้มีอำนาจที่เหนือกว่าแบบนี้ เขาคงไม่อยากให้เราหาหุ้นส่วนเพิ่ม ถึงแม้หุ้นส่วนคนใหม่นี้จะดีกว่า เก่งกว่าและจะเข้ามาพัฒนาบริษัทของเราก็ตาม หุ้นส่วนที่ดีจะไม่คัดค้านเมื่อเราอยากหาหุ้นส่วนเพิ่ม เขาควรจะยินดีด้วยซ้ำถ้าเราหาได้ เพราะเขาจะคิดว่า ทำเพื่อบริษัทไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
6. ถามใจตัวเอง
สุดท้ายนี้แล้วเราควรจะพูดกับตัวเองโดยใช้ "ประสบการณ์" และ "สัญชาตญาณ" และถามตัวเองว่า เราเชื่อใจในหุ้นส่วนของเราหรือไม่ มีความระแวงต่อหุ้นส่วนหรือไม่เข้าคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อแล้วปรากฏว่าคุณเชื่อใจเขา ไว้ใจเขา แสดงว่า เขาจะเป็นหุ้นส่วนที่ดีของเราอย่างแน่นอน
คนที่หก คือ คนรู้ใจ "หาคนรู้ใจมาพูดเตือนใจ "
คนรู้ใจคืออะไร?? เราทุกคนนั้นอาจจะประเมินและกำหนดความหมายของคำว่าคนรู้ใจไปต่างๆนาๆ แต่สิ่งที่พูดเหมือนกันเกือบทุกคนก็คือ "คนรู้ใจมีน้อยและหายากมาก"
ในหนังสือได้กล่าวถึงคนรู้ใจต้องมีลักษณะพิเศษ 3 ข้อดังนี้
1.มีความผูกผันกัน เคารพกัน เข้าใจและชื่นชมกันบนพื้นฐานที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างยอมรับ เอาใจใส่ และร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน
2.เป็นความผูกพันของทั้ง 2 ฝ่าย ต้องไม่ใช่เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายเดียว เหมือนเป็นการดูดกันระหว่างขั้วลบกับขั้วบวก ถ้าเกิดจากฝ่ายเดียวนี้อาจจะเป็นเพียงพฤติกรรมของ แฟนคลับแทน
3.มีการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กัน ถ้าไม่มีการสื่อสารก็ไม่อาจเข้าใจกันได้ เมื่อไม่เข้าใจกันก็ย่อมไม่อาจรักและเอาใจใส่กัน
และคุณสมบัติอื่นๆของคนรู้ใจที่นอกเหนือจากนี้ก็คือ ต้องเป็นคนที่จะยื่นมือมาช่วยในยามที่คุณลำบากและกล้าที่จะวิจารณ์คุณ
คนที่เจ็ด คือ คู่ครอง "การเลือกคู่ครองเป็นการเลือกวิถีชีวิต"
การเลือกคู่ครองจะเป็นการเลือกชีวิตครึ่งหลังของเรา ถ้าเราเลือกคู่ครองผิด ชีวิตครึ่งหลังของเราก็จะคอยพังไปด้วย ดังนั้น การเลือกคู่ครองจะต้องเหมาะสมกับชีวิตของเราและของเขาด้วย ไม่ใช่แค่เหมาะสมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและการเลือกคู่ชั่วชีวิตนั้นจึงไม่ได้อาศัยแค่ความรู้สึกและความประทับใจแบบรักแรกพบเพียงอย่างเดียว
การจะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างกลมเกลียวราบรื่นต้องมีทัศนคติร่วมกันด้วยเหมือนเป็นคนเดียวกัน ไม่ทะเลาะกันเรื่องใหญ่ ความเห็นตรงกันได้โดยไม่ต้องถกเถียงกันแบบนี้ย่อมดีสุด
ถ้าทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน ใช้ชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ฝืนอยู่ด้วยกัน สุดท้ายก็ย่อมเลิกรากันไปในที่สุดและคู่ครองที่เหมาะสมกับเราที่สุดก็คือคนที่จะต้องมีวิธีคิดและการใช้ชีวิตที่กลมกลืนกลับเราด้วย
หาคนที่เกื้อหนุนจิตใจมาเป็นคู่ครอง
2
เกื้อหนุนจิตใจคืออะไร ในหนังสือ ได้กล่าวไว้ว่า คนที่เกื้อหนุนจิตใจของเรามีลักษณะดังนี้
1.เสียสละและช่วยเหลือเราโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ยินดีสนับสนุนทุกอย่าง ทั้ง 2 ฝ่ายต่างพอใจ สนับสนุนเขาก็เท่ากับสนับสนุนตัวเอง
2.ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของเขา ให้เขามีพื้นที่และเวลาที่เป็นอิสระ คนรักที่ฉลาด เวลาอยู่ด้วยกันจะเอาใจใส่กันอย่างเต็มที่ แต่ยังสามารถรักษาระยะห่างที่เหมาะสม จึงจะอยู่ด้วยกันอย่างผ่อนคลาย ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือคอยระวังกัน
3.นึกถึงและห่วงใยอยู่เสมอ อยากแบ่งปันความสุขกับเขาใน
ทุกๆเรื่อง เมื่อมีเรื่องดีก็อยากเล่าให้เขาฟังทันที จะได้ดีใจไปด้วยกัน แต่ถ้ามีเรื่องหงุดหงิด อาจจะไม่บอกทันที เก็บไว้ในใจก่อน ค่อยๆคิดแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนใจ ไม่รบกวนการทำงานของเขา
สุดท้ายแล้ว หากเราอยากได้ใครสักคนมาเป็นคู่ครองเราต้องทำตัวเราให้เป็นคนที่ คู่ควร กับเขาด้วย
จบไปแล้วกับ 7 คนสำคัญที่เป็นพลังเปลี่ยนชีวิต ถ้าใครอยากอ่านเพิ่มเติมสามารถหาอ่านได้นะครับและสุดท้ายนี้ผมก็อยากจะบอกว่า "เลือกคบคนให้ดี" เพราะการคบคนของเรา จากที่เราจะไปฉุดเขาขึ้นมา อาจจะกลายเป็นเขาที่คอยฉุดเราให้ลงต่ำแทนก็ได้นะครับ
"คบคนแบบไหน คุณก็จะเป็นแบบนั้น"
เพราะบางครั้ง จุดเปลี่ยนในชีวิตของเรา อาจจะมาจากชีวิตที่เหลืออยู่ครึ่งหลังของเราก็ได้...
ที่มา: หนังสือ 7 คนสำคัญที่จะเป็นพลังเปลี่ยนชีวิต
หลี่เหวยเหวิน เขียน
รำพรรณ รักศรีอักษร แปล
  • 51
โฆษณา