20 ส.ค. 2020 เวลา 01:30 • ประวัติศาสตร์
“คายาโป” ชนเผ่าผู้ปกป้องดินแดนอเมซอน
เปลี่ยนอาวุธจากหอกสู่กล้องวีดีโอ สร้างคอนเทนต์สู้รัฐบาล
ในยุคที่ต้องต่อสู้ด้วยข้อมูล รบรากันด้วยการสร้างคอนเทนต์ เพื่อชิงความได้เปรียบบนพื้นที่สื่อ สร้างผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่สังคมของคนเมืองเพียงเท่านั้นที่จะสามารถผลิตเนื้อหาเหล่านี้ได้
แต่สิ่งที่คนเมืองเรียกพวกเขาว่า “คนป่าอเมซอน” อย่างชนเผ่า "คายาโป" (KAYAPO) ก็เคยลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นต่อสังคมโลกมาแล้ว โดยวางอาวุธอย่าง หอก ดาบ หรือธนู มาเป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของกล้องถ่ายวีดีโอเพื่อสร้างคอนเทนต์บางอย่าง บอกเล่าเรื่องราวกับสิ่งที่ชนเผ่าของพวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างหลังจากการเข้ามาของคนเมือง ที่เอาเปรียบคนท้องถิ่นอย่างไม่ยุติธรรม
ในอดีตชนเผ่าคายาโป ถือเป็นชนเผ่าที่อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลใจกลางป่าอเมซอน ในประเทศบราซิล ชนเผ่านี้ถือว่าเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่มีอุปนิสัยดุร้าย และหวงแหนพื้นที่ของตัวเอง
นับตั้งแต่การเข้ามาของกลุ่มคนผิวขาวจากยุโรปที่เข้ามาล่าอาณานิคมในละตินอเมริกาเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชาวคายาโป ได้มีการต่อสู้กับผู้มาเยือนมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี 1950 ชาวคายาโปเริ่มมีการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น เพื่อว่าจ้างชาวคายาโปให้ล่าสัตว์ หรือหาของป่าเพื่อนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกับของใช้จำเป็นในครัวเรือน หรือแม้แต่เงินตรา
นอกจากชาวคายาโปจะมีความเก่งกาจในเรื่องการล่าสัตว์แล้ว พวกเขาก็มีความรู้ในเรื่องของการทำเกษตรแบบดั้งเดิม ซึ่งผลจากการเริ่มติดต่อค้าขายกับคนภายนอก ทำให้ชาวคายาโปสามารถขายสินค้าของตัวเองได้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ
ข้อมูลจาก BBC ที่มีการบันทึกไว้เมื่อปี 1980 ระบุว่า การติดต่อค้าขายระหว่างคนในป่ากับคนในเมืองมีความรุ่งเรืองเฟื่องฟูอย่างมาก ชาวคายาโปเริ่มมีฐานะมากขึ้น ร่ำรวยขึ้น และมีการสร้างบ้านเรือนที่แข็งแรงมากขึ้น เริ่มนำวิทยาการจากโลกภายนอกเข้าสู่ชุมชน ทั้งเครื่องยนต์สำหรับติดตั้งบนเรือหาปลา เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค และเสื้อผ้า
แต่นั่นกำลังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ตามมาจนเกือบสายเกินแก้ เมื่อความเจริญเข้าสู่พื้นที่ใจกลางป่าดงดิบที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในโลก ความเสื่อมโทรมเริ่มตามมา พื้นที่หลายพันไร่เริ่มถูกแผ้วถางเพื่อทำการเกษตรมากขึ้น ตอบสนองความต้องการผลผลิตของคนเมือง รัฐบาลเริ่มให้สัมปทานแก่เอกชนเข้าไปทำกิจการต่างๆ ในป่า เช่น การทำโรงเลื่อยเพื่อแปรรูปไม้ หรือการทำเหมืองแร่ทองคำ
ปัญหาที่ตามมาคือเรื่องของการใช้สารเคมีที่มีผลกระทบต่อแหล่งน้ำที่ชาวคายาโปใช้ดื่มกิน หรือจับปลา แหล่งน้ำเริ่มเกิดปัญหาเน่าเสียและเป็นพิษ แต่การจะขับไล่กลุ่มคนพวกนี้ออกไปก็ทำได้ลำบาก เนื่องจากรัฐบาลบราซิลเป็นผู้อนุญาตให้เอกชนเข้ามาประกอบกิจการได้อย่างถูกกฎหมาย
สิ่งที่ชาวคายาโปคิดต่อก็คือ ในเมื่อตอนนี้ยังขับไล่ไม่ได้เพราะระบบเศรษฐกิจของชนเผ่าเริ่มผูกติดกับโลกภายนอกไปแล้ว ชาวคายาโปเลยอาศัยการพัฒนานี้มาต่อยอดให้กับสังคมในชนเผ่า ความมั่งคั่งที่ได้จากการค้าขายกับโลกภายนอก ก็นำมาพัฒนาระบบการศึกษาภายในชนเผ่า ให้เด็กๆ ในเผ่าได้มีความรู้ทั้งในท้องถิ่นและความรู้ระดับมาตรฐาน ปรับตัวให้รู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ มีการส่งคนในเผ่าไปเรียนรู้ยังโลกภายนอกตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีที่เริ่มเปิดการค้ากับคนเมือง ทำให้ชาวคายาโปเป็นกลุ่มชนเผ่ากลางป่าลึกที่มีความรู้และมีวิทยาการติดตัว
เมื่อชาวคายาโปมีความรู้และเท่าทันโลกมากขึ้น ก็เริ่มรู้แล้วว่าพวกเขากำลังถูกคนเมืองเอารัดเอาเปรียบในหลายๆ อย่าง ถูกสูบใช้ทรัพยากรในชุมชนอย่างเต็มที่ และทิ้งไว้ซึ่งสารเคมีมากมายที่เจอปนในผืนน้ำและผืนดิน
ข้อตกลงเรื่องสัญญาการทำธุรกิจเริ่มมีการสอดไส้นำธุรกิจอื่นๆ เข้ามาที่อยู่นอกเหนือจากสัญญา และไม่มีความเคารพในผืนป่าเช่นเดียวกับคนในเผ่า หนำซ้ำสารเคมีมากมายเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนในเผ่า ที่ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันสารเคมีเหล่านี้มาก่อน จนวิถีชีวิตของชาวคายาโปที่ยึดถือกันมาเป็นร้อยเป็นพันปีเริ่มเปลี่ยนไป และอาจสูญสลายซึ่งอัตลักษณ์ของตัวเองในไม่ช้า
และอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้รูปแบบใหม่ของชาวคายาโปก็คือ โครงการก่อสร้างเขื่อน Belo Monte ในปี 1989 บนพื้นที่ของชาวคายาโป ที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตชนเผ่าอย่างรุนแรง เพราะการสร้างเขื่อนแห่งนี้นอกจากจะขวางทางน้ำที่เป็นแหล่งการทำประมงของคนในเผ่าแล้ว ยังสร้างหายนะใหญ่หลวงแก่ชุมชน เพราะมันจะทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้ชาวคายาโปต้องเดือดร้อนกว่า 20,000 ครัวเรือน
ดังนั้นนี่คือสิ่งที่ชาวคายาโปยอมไม่ได้ พวกเขาจึงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะคนภายนอกที่เข้ามาไม่ได้เคารพต่อผืนป่าและชุมชน อีกทั้งยังทำลายวิถีชีวิต พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องดีตอบกลับด้วยอีกต่อไป สัญญาที่เคยทำไว้จะถูกฉีกทิ้งทั้งหมด
ชาวคายาโปพยายามร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปยังรัฐบาลบราซิล ทั้งการทำหนังสือเข้าไปยังรัฐบาล ซึ่งหลายต่อหลายครั้งไม่ได้รับการตอบรับกลับมา ไม่รู้ว่าหนังสือไปถึงแล้วแต่ไม่ได้รับการใส่ใจ หรือว่ามันได้หายไประหว่างเดินทางจนไปไม่ถึงผู้มีอำนาจกันแน่
อาวุธใหม่ที่ชาวคายาโปไม่คุ้นเคย แต่มันคืออาวุธที่ทรงพลังอย่างมากในโลกปัจจุบันก็คือ การบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านวีดีโอคอนเทนต์
ชาวคายาโปเลือกใช้การต่อสู้โดยปราศจากอาวุธมีคมดั้งเดิม หันมาจับกล้องวีดีโอแทน โดย "Kiabieti Metiktire" หนึ่งในผู้นำของชนเผ่าเล่ากับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกว่า เขาคือผู้เริ่มเอากล้องวีดีโอมาใช้แทนอาวุธ เขาตั้งใจบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในชนเผ่าของเขาว่า จริงๆ แล้วพวกเรามีวิถีชีวิตกันอย่างไร และถ้าเขื่อนถูกสร้างขึ้น ชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาเคยร้องเรียนโดยส่งหนังสือถึงรัฐบาลมาแล้ว แต่มันกลับถูกมองข้ามไร้การเหลียวแล
"วีดีโอชุดแรกของเรา ผมถ่ายเก็บไว้ตอนสร้างเขื่อน Belo Monte ผมอยากจะสร้างวีดีโอขึ้นมาโดยถ่ายทำจากกลุ่มชุมชนของเรา บอกสิ่งที่เราเป็นให้คนทั่วโลกได้เห็น เราไม่ต้องการคนแปลกหน้าต่างถิ่นเข้ามาในถิ่นฐานของพวกเราอีกแล้ว เราไม่อยากให้พวกเขาเข้ามาถ่ายทำชีวิตของเราและนำเสนอในแบบที่พวกเขาตีกรอบให้ โดยไม่ได้ถามความเห็นชอบจากเราเลย"
พลังของสิ่งที่เรียกว่า “Content is King” เริ่มได้รับความสนใจไปทั่วโลก หลังจากมีการเผยแพร่ออกไป ภาพของกลุ่มชาวเผ่าที่แต่งชุดประจำเผ่าและถือป้ายผ้าด้วยข้อความต่อต้านทุนนิยมก็กลายเป็นที่เตะตาสื่อทั่วโลก และทำให้วีดีโอของ Metiktire แพร่หลายไปอย่างมาก
สื่อทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรปให้ความสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมาก และมีการนำเสนอเรื่องราวของชาวคายาโปในหลายประเทศ จนเกิดกระแสการลุกขึ้นมาสนับสนุนชาวคายาโปผ่านบุคคลสำคัญชื่อดังมากมาย เช่น "Sting" นักร้องเพลงร็อกชื่อดังชาวอังกฤษ และ "Anita Roddick" ผู้ก่อตั้งแบรนด์ "The Body Shop" แบรนด์เครื่องสำอางที่มีจุดยืนเรื่องการรักษ์โลก
สิ่งที่ชาวคายาโปทำเหมือนเป็นการตีวัวกระทบคาด เรื่องราวของพวกเขาโด่งดังอย่างมากในยุโรปและอเมริกา เกิดกระแสสังคมที่ทั้งสนับสนุนและเอาใจช่วยชนเผ่า ร้อนถึงรัฐบาลบราซิลที่เหมือนโดนลากมาตบหน้ากลางสี่แยกเซาเปาโล ให้ต้องรีบรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ
วีดีโอดังกล่าวได้ไปถึงมือของรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม ก่อนส่งต่อให้กับประธานาธิบดีจนได้ ความพยายามของ Metiktirel สัมฤทธิ์ผล เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามเขียนหนังสือร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษรไหร่ก็ไปไม่ถึงคนใหญ่คนโต แต่ว่าคลิปวีดีโอของเขามันไม่ได้จบลงแค่ที่รัฐบาลบราซิล แต่มันไปไกลทั่วทั้งโลกจนสร้างกระแสปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
สุดท้ายโครงการก่อสร้างเขื่อน Belo Monte จึงถูกพับโครงการลงในปี 1989
“กล้องและเทคโนโลยีคือสิ่งที่สร้างเรื่องราวบนหน้าสื่อ และตอนนี้เราได้รู้จักอาวุธใหม่ของเราแล้ว" Metiktire เล่าด้วยความภาคภูมิใจ
แต่หลังจากที่โครงการสร้างเขื่อนได้ถูกพักไปนานกว่า 20 ปี สุดท้ายในปี 2008 รัฐบาลบราซิลก็รื้อปัดฝุ่นโครงการก่อสร้างเขื่อนแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยรอบนี้แอบมีการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลและเอกชนที่มีการทุจริตกันภายใน
แน่นอนว่าชาวคายาโปก็ลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่กลับมีการสังหารชาวคายาโปที่พยายามขัดขวางไปหลายคน สุดท้ายเขื่อนแห่งนี้ก็ถูกสร้างจนสำเร็จในปี 2019 และชาวคายาโปก็ต้องทิ้งถิ่นฐานเดิมไปสู่ที่แห่งใหม่
แม้จะพ่ายแพ้หลังจากที่พยายามต่อสู้และรักษาแผ่นดินของตัวเองต่อมาได้อย่างยาวนาน 20 ปี แต่ชาวคายาโปในรุ่นหลังก็เรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต และมุ่งหน้าพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ชาวคายาโปรุ่นใหม่สนใจการทำวีดีโอคอนเทนต์มากขึ้น และก้าวเข้าสู่เวทีประชุมในสังคมเมืองระดับนานาชาติอย่างเต็มที่ เพื่อให้โลกได้รับรู้ว่าพวกเขามีตัวตน และมีพลัง มีศักดิ์ศรีมากเพียงพอที่จะปกป้องถิ่นฐานเทียบเท่ากับมนุษย์ทุกชาติพันธุ์บนโลก
ชาวคายาโปรุ่นใหม่เปิดตัวต่อเวทีนานาชาติโดยการส่งตัวแทนเข้าสู่กลุ่มรณรงค์อนุรักษ์ป่า และเป็นตัวแทนเข้าสู่เวทีการประชุมที่กรุงปารีส และเสนอการระดมทุน 1 ล้านยูโร เพื่อปกป้องเขตสงวนแม่น้ำ "ซินกู" ซึ่งเป็นที่อยู่ใหม่ของพวกเขาไม่ให้โดนรุกรานอีก
การประชุมครั้งนี้หัวหน้าเผ่าคายาโปได้พบกับบุคคลสำคัญของโลกมากมายทั้ง นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส นายฟร็องซัวร์ เดอ รูกีย์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมฝรั่งเศส รวมถึงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตปาปา ฟราซิส ที่นครรัฐวาติกัน ในฐานะสมาคมป้องกันป่า "Foret Vierge" อีกด้วย
แม้สิ่งที่ชาวคายาโปทำจะเป็นการทำเพื่อปกป้องชีวิตและผืนดินของพวกเขา แต่มันก็คือวิธีที่ทำให้โลกตระหนักร่วมต่อเรื่องการรุกรานสิ่งแวดล้อมจากน้ำมือของมนุษย์มากขึ้น และเป็นการทำให้โลกรู้อีกว่า แม้พวกเขาจะเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ ที่มีคนอยู่อาศัยแค่ไม่กี่คน แต่ก็สร้างพลังที่ยิ่งใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกได้
และการที่เกิดเป็นชนเผ่าอันห่างไกลในป่าลึกก็ไม่ใช่ข้อจำกัดในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง เพราะสิ่งที่ชาวคายาโปทำนั้นมันยืนยันได้ด้วยตัวเองแล้ว ซึ่งพลังของเทคโนโลยี พลังของคอนเทนต์ ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพมากกว่าอาวุธไหนๆ ที่พวกเขาเคยใช้มานับพันปี เพราะมันคืออาวุธแห่งการพัฒนา อาวุธแห่งการเรียกร้องสิทธิ์ และอาวุธแห่งความการมีตัวตนนั้นเอง
.
“เพราะ Content is King…is Real”
โฆษณา