Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เสียบสามเหลี่ยม
•
ติดตาม
21 ส.ค. 2020 เวลา 02:08 • กีฬา
ในยุคที่ฟุตบอลระดับสูงเต็มไปด้วยการเก็บรายละเอียดการเล่นทุกอย่างเป็นตัวเลข การจะตัดสินว่านักเตะคนไหนดีที่สุดในโลก ถ้าไม่ดูที่จำนวนแชมป์ที่คว้าได้ในปีนั้น ก็มักจะพิจารณากันที่สถิติ ว่าใครมีอะไรโดดเด่นกว่าใคร
1
หลักๆ ก็คงเป็นจำนวนประตูหรือแอสซิสต์ รองลงมาก็คือสถิติการสร้างสรรค์โอกาสยิง, การผ่านบอลสำเร็จ หรือจำนวนครั้งที่เลี้ยงผ่านคู่แข่งได้
นั่นทำให้ ลิโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ยิงเป็นกอบเป็นกำทุกปี และมีความสำเร็จกับต้นสังกัดติดตัวอย่างต่อเนื่อง ผลัดกันแย่งชิงความเป็นเบอร์หนึ่งกันมายาวนานกว่าทศวรรษ
ส่วนพวกนักเตะตัวรับที่มักได้รับการยกย่องน้อยกว่า ถ้าจะได้รับแสงสปอร์ตไลท์สาดส่อง ก็ต้องมีสถิติดักตัดบอล, เข้าปะทะสำเร็จ และช่วยทีมเก็บคลีนชีต ในระดับที่เหนือกว่าชาวบ้านเห็นๆ เท่านั้น ถึงจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้
เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ซึ่งไม่เคยโดนใครเลี้ยงผ่านตลอดปี 2019 และทำให้ ลิเวอร์พูล มีเกมรับที่แกร่งจนยากจะโดนโค่น ก็ถูกยกว่าเป็นกองหลังที่ดีที่สุดแห่งยุค แม้สุดท้ายจะยังเด่นไม่เท่าพวกตัวรุกก็ตาม
จากการที่ฟุตบอลยุคนี้เต็มไปด้วยแท็กติกที่แยบยลขึ้น รูปแบบการเข้าทำต้องใช้การเล่นที่เป็น “ระบบ” มากขึ้น ทำให้เราได้เห็นความสามารถเฉพาะตัวนักเตะที่น่าตื่นตาตื่นใจน้อยลง
ถ้าจะพูดถึงตำนานที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก จากลีลาการเล่นในสนามเป็นหลัก มากกว่าดูจากสถิติ เชื่อว่าชื่อของ “โรนัลดินโญ่” คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
1
ช่วงระหว่างปี 2004-2006 อดีตซูเปอร์สตาร์ทีมชาติบราซิล คือนักเตะที่ทุกคนยอมรับว่า “เทพสุดในโลก” อย่างไม่ต้องสงสัย
แฟนบอลหลงรักเขาเพราะประทับใจในความเหนือชั้น มากกว่าจะจดจำว่าเขายิงไปกี่ลูก หรือได้แชมป์อะไรมาบ้าง
โรนัลดินโญ่ มีชื่อเต็มๆ ว่า โรนัลโด้ เด อัสซิส โมเรยร่า เขาเกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 1980 ที่เมือง ปอร์โต้ อเลเกร ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐ ริโอ กรันเด้ โด ซูล
ที่เขาได้ชื่อในวงการว่า Ronaldinho เป็นเพราะคำว่า “inho” แปลว่าเล็กในภาษาบราซิล ซึ่งสมัยที่ยังเป็นนักเตะระดับเยาวชน เขามักเป็นผู้เล่นที่ตัวเล็กที่สุดในทีม
บวกกับตอนที่เขาเติบโตมาเป็นนักเตะดาวรุ่ง วงการฟุตบอลบราซิลมี “เหยินใหญ่” โรนัลโด้ แจ้งเกิดอยู่ก่อนแล้ว นั่นทำให้ “เหยินน้อย” ที่อายุน้อยกว่าและรูปร่างเล็กกว่า ได้ชื่อติดตัวว่า โรนัลดินโญ่ ไปยาวๆ
1
พรสวรรค์และความรักที่มีต่อกีฬาฟุตบอลของ โรนัลดินโญ่ ถูกถ่ายทอดส่งต่อกันมาทางสายเลือด
1
เขาคือลูกชายของ ชูเอา เด อัสซิส โมเรยร่า คุณพ่อซึ่งเคยทำงานเป็นช่างในอู่ซ่อมเรือ กับ มิเกลิน่า เด อัสซิส คุณแม่ซึ่งเคยเป็นพนักงานขายเครื่องสำอาง ก่อนกลายเป็นนางพยาบาลในเวลาต่อมา
พ่อของเขาเคยเป็นนักเตะของ ครูไซโร่-อาร์เอส สโมสรระดับท้องถิ่นในรัฐที่เขาลืมตาดูโลก ขณะที่คุณลุงของเขาก็เคยเป็นผู้เล่นของ เกรมิโอ
ส่วน โรแบร์โต้ เด อัสซิส พี่ชายแท้ๆ ซึ่งแก่กว่า โรนัลดินโญ่ 9 ปี ก็เคยเป็นนักเตะอาชีพที่เล่นให้สโมสรมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ทีม
พี่ชายแท้ๆ คือแรงบันดาลใจที่สำคัญมาก กับการทำให้เด็กชายโรนัลดินโญ่ในวัยเด็ก หันมาเอาดีทางด้านนักฟุตบอล
ในปี 1988 โรแบร์โต้ เด อัสซิส เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ เกรมิโอ และช่วยให้ครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ขึ้น ในเมืองที่เจริญกว่าเดิม
นั่นจึงยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ โรนัลดินโญ่ อยากเจริญรอยตามด้วยการเอาดีทางด้านเส้นทางลูกหนังบ้าง ก่อนจะกลายเป็นนักเตะเยาวชนของ เกรมิโอ ตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ
หลังจากที่ โรแบร์โต้ เซ็นสัญญากับ เกรมิโอ คุณพ่อของพวกเขาอย่าง ชูเอา เด อัสซิส ก็ย้ายไปทำงานเป็นพนักงานเก็บค่าผ่านประตูที่สนามเหย้าของเกรมิโอ เพื่อจะได้ใกล้ชิดลูกๆ ซึ่งกำลังจะเป็นนักเตะที่โด่งดังของสโมสรในไม่ช้า
น่าเศร้าตรงที่บ้านหลังใหญ่อันหรูหราที่ เกรมิโอ มอบให้ตอนเซ็นสัญญากับ โรแบร์โต้ มันกลับกลายเป็นสถานที่ที่คุณพ่อของ โรนัลดินโญ่ เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายในสระว่ายน้ำ ในปาร์ตี้ฉลองวันเกิดครบ 18 ปีให้กับพี่ชายแท้ๆ ของเหยินน้อย
โรนัลดินโญ่ ต้องสูญเสียคุณพ่อตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ ทำให้พี่ชายแท้ๆ อย่าง โรแบร์โต้ ต้องรับหน้าที่เสาหลักของครอบครัวตั้งแต่ตอนเพิ่งเป็นนักเตะอาชีพใหม่ๆ
นั่นคือแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ โรนัลดินโญ่ อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพตามพี่ชายให้ได้โดยเร็ว
โรนัลดินโญ่ มักพูดถึงคุณพ่อผู้ล่วงลับอยู่เสมอว่า “ท่านคือคนที่มักบอกให้คุณเล่นฟุตบอลด้วยความคิดสร้างสรรค์ ท่านคือคนที่มักบอกเสมอให้เล่นฟุตบอลอย่างมีอิสระ”
“ท่านมักบอกเสมอว่าหนึ่งในสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดที่คุณสามารถทำได้ คือการเล่นให้มันง่ายๆ และจงเล่นกับลูกบอลให้ง่ายที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้”
โรนัลดินโญ่ หลงรักกีฬาที่เป็นการเล่นกับลูกฟุตบอลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นฟุตซอล หรือฟุตบอลชายหาด ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นนักเตะวัยกระเตาะ
นั่นทำให้จุดเด่นในการเล่นของเขาที่ติดตัวไปตลอดชีวิต คือทักษะการคอนโทรลบอลให้ติดเท้า ลีลาของเขาบนฟลอร์หญ้าจึงเหมือนเป็นการเต้นระบำ
พรสวรรค์ของเด็กชาย โรนัลโด้ เด อัสซิส โมเรยร่า ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางตั้งแต่สมัยยังเป็นผู้เล่นเยาวชน
1
ตอนที่เจ้าตัวอายุเพียง 13 ปี เขาเคยทำผลงานสุดบ้าคลั่ง ยิงคนเดียว 23 ลูก พาทีมถล่มคู่แข่งในเกมระดับท้องถิ่นด้วยสกอร์ 23-0 มาแล้ว
จากนั้นในวัย 17 ปี โรนัลดินโญ่ สร้างชื่อกระหึ่มประเทศด้วยการพาทีมชาติบราซิลชุดยู-17 คว้าแชมป์เยาวชนโลกปี 1997 ได้ที่ประเทศอียิปต์ โดยยิงได้ 2 ประตูในทัวร์นาเมนต์จากลูกจุดโทษ
นั่นคือความสำเร็จใหญ่รายการแรกในชีวิตนักเตะของ โรนัลดินโญ่ ก่อนจะตามมาด้วยแชมป์อีกนับไม่ถ้วนเมื่อเติบโตขึ้นมา
.
สโมสรแรกในอาชีพนักเตะของ โรนัลดินโญ่ ก็คือ เกรมิโอ ทีมที่พี่ชายและลุงของเขาเคยเล่นให้
หลังจากเป็นนักเตะเยาวชนมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เขาก็ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ เกรมิโอ ได้ในวัย 18 ปี และเริ่มทำผลงานเป็นที่ฮือฮาในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
ว่ากันว่าเกมที่ โรนัลดินโญ่ สร้างชื่อกระหึ่มวงการฟุตบอลแซมบ้า คือเกมพบกับ อินเตอร์นาซิอองนาล ซึ่งมีอดีตกัปตันทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก 1994 อย่าง คาร์ลอส ดุงก้า นำทัพ ในศึกชิงแชมป์รัฐ ริโอ กรันเด้ โด ซูล นัดชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 1999
เกมดังกล่าว โรนัลดินโญ่ เล่นงาน ดุงก้า ซะจนเสียผู้เสียคน และมีช็อต “ท่าไมโล” ด้วยการกระดกบอลข้ามหัวแบบเหนือๆ โชว์ด้วย
จากนั้นรายการที่ทำให้ โรนัลดินโญ่ ยิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก ก็คือศึก คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ 1999
แม้ว่าทีมชาติบราซิลจะได้แค่ตำแหน่งรองแชมป์ ด้วยการแพ้เม็กซิโกในนัดชิงชนะเลิศ แต่ โรนัลดินโญ่ คือนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ และเป็นดาวซัลโวของรายการด้วยผลงานยิง 6 ประตู
ด้วยผลงานยิงให้เกรมิโอไปถึง 72 ลูกจากการลงสนามรวมทุกรายการ 145 นัด และมีเทคนิคการเล่นในสนามที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต่างอยากได้ตัวเขากันทั้งนั้น
อาร์เซน่อล เคยเกือบได้ตัวเขาไปเล่นให้ในปี 2001 แต่ดีลต้องล่มลง เนื่องจากในตอนนั้นเขายังเล่นให้ทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ไม่มากพอ จึงไม่ได้รับเวิร์คเพอร์มิตให้ไปทำงานที่อังกฤษได้
ในสมัยยังเป็นดาวรุ่ง โรนัลดินโญ่ เกือบได้ย้ายไปเล่นที่สกอตแลนด์กับ เซนต์ เมียร์เรน แบบยืมตัวด้วยเช่นกัน
แต่เรื่องนั้นมันไม่เกิดขึ้น เพราะในช่วงต้นยุคมิลเลนเนียม เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีใช้พาสปอร์ตปลอม ซึ่งเป็นคดีที่ทำให้เขาต้องติดคุกที่ประเทศปารากวัย เพราะดันมีความผิดแบบเดียวกันเมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงซัมเมอร์ปี 2001 โรนัลดินโญ่ ก็ได้ย้ายไปค้าแข้งที่ยุโรปจนได้ เมื่อ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง คว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร
ในช่วงแรกๆ ที่เหยินน้อยย้ายไปเล่นที่ฝรั่งเศส เขาเจอกับความยากลำบากในการปรับตัวเข้ากับทีมใหม่ และยังทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจนัก จนต้องหลุดออกจากทีมชาติบราซิลไปนานพักใหญ่เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม โรนัลดินโญ่ ยกระดับผลงานขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อในช่วงครึ่งซีซั่นหลังของฤดูกาล 2001-02 ด้วยการยิง 7 แอสซิสต์ 5 จนกลายเป็นดาวซัลโวประจำทีมของ เปแอสเช ในซีซั่นนั้น
ผลงานที่ดีขึ้นผิดหูผิดตาในการลงเล่นลีกใหญ่ยุโรป ทำให้เขามีชื่อติดทีมชาติบราซิลชุดสู้ศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ แม้จะแทบไม่มีส่วนร่วมกับเกมคัดบอลโลก โซนอเมริกาใต้เลยก็ตาม
1
ศึกฟุตบอลโลก 2002 คือรายการที่ทำให้ชื่อของ โรนัลดินโญ่ เข้าใกล้ “ระดับโลก” มากขึ้นไปอีก
เขาคือหนึ่งในกำลังสำคัญของแนวรุก “3 R” ของทีมชาติบราซิลชุดนั้นร่วมกับ ริวัลโด้ และ โรนัลโด้ โดยที่ โรนัลดินโญ่ ซึ่งสวมเสื้อหมายเลข 11 ในศึกเวิลด์คัพฉบับเอเชีย ทำผลงานยิง 2 แอสซิสต์ 3
หนึ่งในประตูที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดตลอดกาล ก็คือลูกฟรีคิกระยะ 40 หลา ที่ลักไก่ยิงปั่นโค้งลอยข้าม เดวิด ซีแมน เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม พาทีมแซมบ้าชนะอังกฤษไป 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
ถึงแม้เกมนั้น เทพเหยินน้อยจะโดนใบแดงจากการเปิดปุ่มสตั๊ดย่ำใส่ แดนนี่ มิลล์ส แต่นั่นคือเกมที่เขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นที่สุดในทัวร์นาเมนต์ ด้วยผลงานยิง 1 จ่าย 1
โดยประตูตีเสมอ 1-1 ก็น่ายกย่องไม่แพ้ลูกยิงฟรีคิกที่เป็นประตูชัย เมื่อ โรนัลดินโญ่ โชว์สกิลพลิ้วพาบอลลุยขึ้นมาตั้งแต่ก่อนถึงเส้นครึ่งสนาม แหวกนักเตะอังกฤษถึง 4 คนก่อนดีดให้ ริวัลโด้ ซัดตุงตาข่าย
นอกจากจะช่วยให้ทีมคว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยที่ 5 แล้ว โรนัลดินโญ่ ยังเป็นหนึ่งใน 4 นักเตะทีมเซเลเซา ที่ติดทีมรวมดาราประจำฟุตบอลโลกครั้งนั้น ร่วมกับ โรนัลโด้, ริวัลโด้ และ โรแบร์โต้ คาร์ลอส อีกด้วย
ผลงานที่ยอดเยี่ยมในช่วงปลายซีซั่น 2001-02 และโชว์ฟอร์มโดดเด่นในบอลโลก ทำให้ เปแอสเช มอบเสื้อหมายเลข 10 ให้ โรนัลดินโญ่ ได้สวมใส่ในฤดูกาล 2002-03
ถึงแม้จำนวนประตูที่ยิงได้จะลดลงไปจากฤดูกาลแรกนิดหน่อย แต่หนึ่งในนั้นคือลูกยิงที่ได้รับการโหวตให้เป็นประตูยอดเยี่ยมแห่งปีของ ลีก เอิง ประจำปี 2003
ในเกมที่พบกับ แก็งก็อง เขาโชว์ความเหนือชั้นในการเล่นชิ่ง 1-2 กับเพื่อน แล้วใช้เทคนิคการคอนโทรลบอลระดับโลก พาบอลผ่านคู่ต่อสู้ 4 คนเข้าไปชิพผ่านผู้รักษาประตู
โรนัลดินโญ่ คือนักเตะเปแอสเชเพียงคนเดียว ที่โชว์ฟอร์มในระดับที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมในฤดูกาล 2002-03
1
ในปีนั้นทีมดังจากปารีสจบซีซั่นแค่อันดับ 11 และไม่มีแชมป์รายการใดติดมือ ทำให้สตาร์แซมบ้าออกมาประกาศชัดเจนว่าเขาต้องการย้ายทีม เพื่อโอกาสในการแข่งขันที่ระดับสูงขึ้นในยุโรป
แน่นอนว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง คือสโมสรที่เล็กเกินไปแล้วสำหรับเขาในตอนนั้น และทีมที่ยื่นข้อเสนอทาบทามสตาร์ดังทีมชาติบราซิลไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ 2003 คือ 2 สโมสรระดับชั้นนำอย่าง บาร์เซโลน่า และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ทีมปีศาจแดงดูจะมีภาษีเหนือกว่าบาร์ซ่าในทีแรก พวกเขากำลังต้องการตัวตายตัวแทนของ เดวิด เบ็คแฮม ที่โดนขายทิ้งไปให้ เรอัล มาดริด หลังจากเพิ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ
ส่วนทีมอาซูลกราน่าในปี 2003 ไม่มีแชมป์ติดมือ และไม่สามารถทำอันดับไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้
อย่างไรก็ตาม บาร์เซโลน่า ยังมีความได้เปรียบตรงที่ภาษาสเปนกับโปรตุเกสไม่แตกต่างกันมาก พวกเขาสามารถสื่อสารกับนักเตะอเมริกาใต้ได้ง่ายกว่า
บวกกับในตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยใช้บริการนักเตะบราซิลมาก่อน แถมสไตล์ฟุตบอลของลีกสเปน ก็น่าจะเหมาะกับเขามากกว่าพรีเมียร์ลีก ทำให้บาร์ซ่าก็มีอะไรน่าดึงดูดไม่แพ้การได้เป็นลูกทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เช่นกัน
ในช่วงซัมเมอร์ปี 2003 บาร์เซโลน่ากำลังจะมีการเลือกตั้งประธานสโมสรคนใหม่ โดยแคนดิเดตที่สำคัญก็คือ โจน ลาปอร์ต้า
ที่ปรึกษาคนสำคัญของ ลาปอร์ต้า คือนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชื่อว่า ซานโดร โรเซลล์
โรเซลล์ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ โรนัลดินโญ่ จากการที่เคยเป็นผู้บริหารของไนกี้ที่บราซิล ซึ่งแบรนด์กีฬาเจ้าดังจากสหรัฐอเมริกาคือสปอนเซอร์หลักของเหยินน้อยมาตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง
เขารู้จักกับสตาร์ดังแซมบ้าเป็นการส่วนตัว และอาศัยคอนเน็คชั่นในการดีลตัดหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด คว้าลายเซ็นของ โรนัลดินโญ่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ
ในเดือนธันวาคม 2015 โรนัลดินโญ่ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ผ่าน โฟร์โฟร์ทู ว่า “ผมเกือบย้ายไป แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่แล้ว มันเป็นช่วงเวลาราวๆ อีกแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น”
“แต่ ซานโดร โรเซลล์ เคยบอกผมก่อนหน้าจะมีข้อเสนอยื่นเข้ามาว่า “ถ้าหากผมได้เป็นประธานบาร์ซ่า คุณจะย้ายมาอยู่ด้วยไหม” ซึ่งผมตอบเขาไปว่าตกลง”
“มันเหลือแค่เรื่องตกลงรายละเอียดกับ ยูไนเต็ด เท่านั้น แต่ โรเซลล์ โทรมาหาผม บอกว่าเขากำลังจะชนะการเลือกตั้ง และผมให้สัญญากับเขาไว้แล้วว่าผมจะไปเล่นให้บาร์ซ่า มันจึงเป็นการเจรจาที่รวดเร็ว”
“ผมบอก แมนฯ ยูไนเต็ด ว่าผมเลือกบาร์ซ่า ซึ่งมันคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง”
“คนบราซิลมักรักบาร์เซโลน่าเสมอ พวกเรามีประวัติศาสตร์ที่นั่น นอกสนามของพวกเขาก็ต่างจากที่อื่นๆ ในยุโรป ซึ่งพวกเราแฮปปี้ที่จะไปเล่นที่นั่นตลอดมา”
สุดท้าย โรนัลดินโญ่ ย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัว 27 ล้านยูโร พร้อมกับได้รับเสื้อหมายเลข 10 ซึ่งเคยเป็นของตำนานรุ่นพี่เพื่อนร่วมชาติในถิ่น คัมป์ นู อย่าง โรมาริโอ และ ริวัลโด้ รวมถึงขวัญใจวัยเด็กของเขาชาวอาร์เจนไตน์อย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า
การเลือกย้ายไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า แทนที่จะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือการตัดสินใจที่ถูกต้องจริงๆ อย่างที่ โรนัลดินโญ่ บอก
เพราะช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเหยินน้อย ก็คือตอนที่เป็นนักเตะเครื่องแบบทีมเลือดหมูน้ำเงินนี่เอง
แค่ประตูแรกที่ยิงให้ บาร์เซโลน่า ในเกมเสมอ เซบีย่า 1-1 เมื่อเดือนกันยายน 2003 ก็ถูกยกให้เป็นตำนานแล้ว จากการลากบอลขึ้นมาผ่านเส้นครึ่งสนาม แตะผ่านนักเตะเซบีย่า 2 คน แล้วซัดด้วยลูกยิงใบไม้ร่วงเช็ดคานเข้าไปอย่างสุดงาม
ฤดูกาล 2003-04 โรนัลดินโญ่ ระเบิดฟอร์มสุดเทพด้วยการยิงให้บาร์ซ่าไปถึง 15 ประตูใน ลา ลีกา และ 22 ลูกนับรวมทุกถ้วย ถือเป็นดาวซัลโวของทีมตั้งแต่ซีซั่นแรก
แม้ปีแรกที่ โรนัลดินโญ่ เล่นที่สเปน จะได้แค่อันดับ 2 ในลีก แต่บาร์เซโลน่าภายใต้การคุมทีมของ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ที่สร้างทีมโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง เริ่มมีทรงใกล้เคียงกับการทวงแชมป์คืนมาอีกครั้ง หลังจากตกต่ำจนไม่ได้แชมป์รายการใดๆ อีกเลยตั้งแต่คว้าแชมป์ลีกปี 1999
แม้ไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือในปี 2004 แต่ลีลาการเล่นของ โรนัลดินโญ่ ที่สร้างความสุขให้แฟนบอลทั่วโลก ทำให้เขาถูกโหวตให้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าประจำปี 2004 ด้วยคะแนนเหนือกว่า เธียร์รี่ อองรี ที่พา อาร์เซน่อล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย
แม้รางวัล บัลลง ดอร์ จะตกเป็นของ อังเดร เชฟเชนโก้ ที่คว้าดาวซัลโว กัลโช่ เซเรีย อา แต่ในตอนนั้นสถานะของ โรนัลดินโญ่ ถูกยกให้เป็นผู้เล่นระดับเวิลด์คลาสเต็มตัวแล้ว
จากนั้นในฤดูกาล 2004-05 บาร์ซ่าเสริมทัพได้อย่างน่ากลัว เมื่อคว้านักเตะอย่าง ซามูเอล เอโต้, เดโก้, ลูโดวิช ชูลี่, เอ็ดมิลสัน, ชูเลียโน่ เบลเล็ตติ และ เฮนริค ลาร์สสัน เข้ามาอีก
บาร์เซโลน่า สามารถคว้าแชมป์ ลา ลีกา ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ซึ่งคนที่โดดเด่นที่สุดของทีมแน่นอนว่าเป็น โรนัลดินโญ่ ที่มีส่วนกับประตูถึง 24 ลูก (ยิง 15 แอสซิสต์ 9)
นอกเหนือจากสถิติการเล่นเกมรุกที่ยอดเยี่ยม ก็คือลีลาการเล่นของ โรนัลดินโญ่ ในยุคนั้น ถ้าใครได้ดูจะรู้สึกเพลิดเพลินกับการดูฟุตบอลอย่างแท้จริง และนั่นคือการคว้าแชมป์ด้วยสไตล์ที่เป็นอุดมคติของแฟนบาร์ซ่า
การ์เลส ปูโยล ปราการหลังกัปตันทีมบาร์เซโลน่าชุดนั้น พูดถึง โรนัลดินโญ่ เอาไว้ว่า “คำชมที่ดีที่สุดที่ผมสามารถมอบให้เขาได้ ก็คือเขานำสปิริตของ บาร์เซโลน่า กลับมา และเขาทำให้พวกเรามีรอยยิ้มกันอีกครั้ง”
ประตูที่เขายิงใส่ เชลซี ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายฤดูกาล 2004-05 คือหลักฐานชัดเจนว่าถ้าคุณยิงได้ด้วยทักษะที่น่าตื่นตาตื่นใจ คนก็ยังจำได้ แม้ว่าทีมคุณจะแพ้
ผลงานโดดเด่นในปี 2005 ทำให้ โรนัลดินโญ่ คว้ารางวัล บัลลง ดอร์ และนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่ามาครองในปีเดียวกัน
แม้กระทั่ง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่พา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยุโรป, แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พา เชลซี ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก รวมถึง ซามูเอล เอโต้ ดาวยิงตัวเก่งเพื่อนร่วมทีม ต่างไม่มีใครโดดเด่นเกินกว่าเขาเลย
แน่นอนว่าฤดูกาลที่พีคที่สุดของ โรนัลดินโญ่ คือซีซั่น 2005-06 ที่พา บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ใหญ่ทั้ง ลา ลีกา และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
เขายิงไป 26 ประตูจากการลงสนาม 45 นัดรวมทุกรายการ ซึ่งเป็นสถิติการยิงใน 1 ซีซั่นได้มากที่สุดในอาชีพค้าแข้ง และทำแอสซิสต์รวมกันอีกไม่น้อยกว่า 20 ลูก
ผลงานสุดยอดขนาดนั้น ทำให้ โรนัลดินโญ่ ได้รางวัลนักเตะต่างชาติยอดเยี่ยมของ ลา ลีกา และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากยูฟ่า
ไฮไลท์สำคัญในฤดูกาล 2005-06 คือผลงานมาสเตอร์พีซ เหมาคนเดียว 2 ประตู พาทีมบุกถล่มคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด 3-0 ในศึก “เอล กลาซิโก้” ที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว
ประตู 3-0 ซึ่งเป็นประตูที่ 2 ของโรนัลดินโญ่ในเกมนั้น จากการกระชากเข้าไปยิงผ่าน อีเกร์ กาซียาส แบบดูเป็นเรื่องง่ายดาย ได้รับการลุกขึ้น Standing Ovation จากแฟนบอลทั่วสนาม ไม่เว้นแม้แต่กองเชียร์ของทีมราชันชุดขาว ที่ต้องยอมศิโรราบให้กับความเทพของเขาจริงๆ
.
น่าเสียดายที่ทีมชาติบราซิลไปไม่ถึงฝั่งฝันในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของทีมชาติอิตาลี ทำให้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากทั้งฟีฟ่า รวมทั้งรางวัล บัลลง ดอร์ ตกเป็นของ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ไปแทน
ในฤดูกาล 2006-07 น่าเสียดายที่ บาร์เซโลน่า ไม่สามารถคว้าแชมป์ ลา ลีกา ได้ 3 สมัยติดต่อกัน เพราะเป็นรอง เรอัล มาดริด แค่เรื่องของ เฮด ทู เฮด เท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น โรนัลดินโญ่ ก็ยิงในลีกไปถึง 21 ประตู เป็นผลงานซัดในลีก 1 ซีซั่นที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2007-08 กลับกลายเป็นปีสุดท้ายที่ โรนัลดินโญ่ ได้เล่นในถิ่น คัมป์ นู
ปัญหาอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อขาขวา บวกกับมีปัญหาเสพติดปาร์ตี้ ในช่วงที่ ลิโอเนล เมสซี่ ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ทำให้ความสำคัญของเขาในทีมไม่เหมือนเดิมอีก
หลังจากที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถูกแต่งตั้งให้เป็นกุนซือใหญ่แทนที่ แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ในช่วงซัมเมอร์ 2008 สโมสรก็ตัดสินใจที่จะขายเขาทิ้งให้กับ เอซี มิลาน ด้วยค่าตัว 25 ล้านยูโร เพื่อผลักดันให้ เมสซี่ ขึ้นมาเป็นสตาร์เบอร์หนึ่งของทีมแทน
.
ถึงแม้ โรนัลดินโญ่ จะเข้าสู่ช่วงขาลงนับตั้งแต่ย้ายออกจากบาร์ซ่า แต่ในฤดูกาล 2009-10 เหยินน้อยในวัย 30 ปี ทำผลงานกับทีมปีศาจแดงดำได้ยอดเยี่ยม ด้วยการยิงไป 12 ประตู แอสซิสต์อีก 14 ลูกในศึก กัลโช่ เซเรีย อา
น่าเสียดายที่สไตล์การเล่นของเขาไม่ใช่แบบที่ คาร์ลอส ดุงก้า ซึ่งเป็นกุนซือทีมชาติบราซิลชุดสู้ศึกฟุตบอลโลก 2010 ชื่นชอบ เขาจึงถูกตัดชื่อไม่ติดหนึ่งใน 23 ขุนพลเซเลเซาชุดลุยเวิลด์คัพที่แอฟริกาใต้
ในช่วงต้นปี 2011 โรนัลดินโญ่ ทำในสิ่งที่เซอร์ไพรส์วงการ ด้วยการย้ายออกจาก เอซี มิลาน กลับไปเล่นที่บ้านเกิดกับ ฟลาเมงโก้
ที่บอกว่าน่าเซอร์ไพรส์ เพราะตอนนั้นเขาน่าจะยังเล่นในระดับสูงของยุโรปได้อีกหลายปี หรืออย่างน้อยๆ ก็น่าจะอยู่เล่นให้ทีมปีศาจแดงดำแบบเต็มซีซั่นเสียก่อน ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะได้รับมอบเหรียญแชมป์ เซเรีย อา ฤดูกาล 2010-11 จากมิลานด้วยก็ตาม
เขาเผยถึงเหตุผลที่ย้ายกลับบ้านเกิดตอนที่อายุยังไม่ทันครบ 31 ปีเอาไว้ว่า “ผมอยากย้ายกลับบราซิล เพื่อใช้ชีวิตใน ริโอ เด จาเนโร ผมไม่ได้อยากกลับไปเพราะแค่จะแขวนสตั๊ดที่นั่นหรอกนะ”
“ผมอยากจะสร้างอิมแพ็คท์อะไรบางอย่าง และ ฟลาเมงโก้ ก็มีแผนที่ดีมากให้ผม นั่นคือเหตุผลหลัก”
“และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ได้กลับไปเล่นให้ เกรมิโอ ซึ่งเป็นทีมที่ผมอยู่ด้วยสมัยเด็ก”
หลังจาก โรนัลดินโญ่ ย้ายกลับไปเล่นที่บราซิล แฟนบอลก็ไม่ค่อยได้เห็นลีลาการเล่นของเขาเท่าไรนัก นอกจากได้กลับมาติดทีมชาติอีกเป็นพักๆ ไม่ก็ดูคลิปประตูที่เขายิงบ้างผ่าน Youtube
ในปี 2013 เขาพา อัตเลติโก มิเนยโร่ คว้าแชมป์รายการใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้อย่าง โกปา ลิเบร์ตาดอเรส
เขาจึงเป็นหนึ่งในนักเตะบราซิลเพียงไม่กี่คน ที่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลก, แชมป์สโมสรระดับทวีปทั้งในยุโรปและอเมริกาใต้ และเคยคว้าแชมป์ลีกใหญ่ที่ยุโรปมาแล้ว
หลังออกจาก เอซี มิลาน ในปี 2011 โรนัลดินโญ่ ค้าแข้งกับอีก 4 สโมสร ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2015 กับ ฟลูมิเนนเซ่ ด้วยวัยเพียง 35 ปี
ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งเปรียบดั่งพระผู้เป็นเจ้าของบาร์เซโลน่า ยกย่องอดีตรุ่นพี่คนนี้เอาไว้ว่าเป็นบุคคลสำคัญมากในประวัติศาสตร์สโมสร
“โรนัลดินโญ่ คือคนที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงบาร์ซ่า ตอนนั้นมันคือช่วงเวลาที่ย่ำแย่ และความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นตอนที่เขาเข้ามา มันคือเรื่องมหัศจรรย์”
“ในปีแรก เขาไม่ได้แชมป์อะไรเลย แต่ผู้คนต่างหลงรักเขา จากนั้นถ้วยแชมป์ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามา และเขาทำให้ทุกคนที่นั่นมีความสุข ซึ่ง บาร์ซ่า มักรู้สึกซาบซึ้งกับทุกสิ่งที่เขาทำให้อยู่เสมอ”
แม้แต่นักเตะผู้จองหองอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังยอมรับในความเทพของเขา โดยกล่าวว่า “โรนัลดินโญ่ คือปรากฏการณ์ เขาทำให้คู่ต่อสู้ดูเหมือนเด็กอมมือไปเลย”
ส่วนซูเปอร์สตาร์รุ่นถัดจากเขาในทีมชาติบราซิลอย่าง เนย์มาร์ ก็ไม่ปฏิเสธว่าเหยินน้อยคือไอดอลตัวจริง
“ไม่มีใครสามารถเทียบกับ โรนัลดินโญ่ ได้ ผมจดจำการเล่นและการเลี้ยงบอลของเขาได้เป็นอย่างดี”
โรนัลดินโญ่ อาจไม่ใช่นักเตะที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงได้ต่อเนื่องยาวนานเหมือนนักเตะหลายๆ คน
ถึงแม้เขามักอำลาต้นสังกัดแต่ละทีมแบบไม่ค่อยสวยงามสักเท่าไร แต่นี่คือนักเตะที่แฟนบอลไม่ลืม ว่าเขาเก่งมากขนาดไหน
จะว่าเขาเป็นยอดดาวยิงก็ไม่ใช่ จะเป็นเพลย์เมกเกอร์ก็ไม่เชิง ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ถ้าจะถามว่าตำแหน่งที่ดีที่สุดของ โรนัลดินโญ่ คือตรงไหน บางคนอาจตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ทุกคนรู้ว่าพรสวรรค์ของเขาคือของจริง
เขาอาจมีปัญหาในการใช้ชีวิตส่วนตัว อาจไม่ใช่ตัวอย่างของการเป็นมืออาชีพที่ดีเท่าไรนัก แต่สิ่งที่เขาไม่เคยบกพร่องเลย คือการทำให้เห็นว่า เนื้อแท้ของการเล่นฟุตบอล คุณต้องสนุกกับมัน
เราสัมผัสได้ทุกครั้งที่เห็นซูเปอร์สตาร์แซมบ้ารายนี้ลงสนาม ว่าเขาเล่นด้วยความสุขจริงๆ
และมันก็มีคนอีกไม่น้อย ที่ตกหลุมรักกีฬาที่ชื่อว่า “ฟุตบอล” ก็เพราะเคยได้เห็นการเล่นของ โรนัลดินโญ่
#เสียบสามเหลี่ยม #Ronaldinho #Brazil #PSG #Barcelona #Legend #LaLiga
ชอบกดไลค์ ถูกใจกดแชร์ และเพื่อไม่พลาดบทความคุณภาพจากเรา อย่าลืมกดไลค์เพจ และติดตามเพจแบบ See First ไว้เลยนะครับ
..สนใจติดต่อลงโฆษณา, สนับสนุนเพจ ติดต่อจ้างงานเขียนบทความฟุตบอล งานแปลข่าว เขียนสคริปต์สำหรับ Content ฟุตบอล หรือแปลหนังสือฟุตบอล ทักอินบ็อกซ์ สอบถามได้ตลอดเวลาครับ
4 บันทึก
42
1
1
4
42
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย