24 ส.ค. 2020 เวลา 21:04 • ประวัติศาสตร์
♦️เพชรซาอุฯ♦️ ตอนที่ 4
การจับกุมนายเกรียงไกร ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ เริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้าง โดยมือปราบอย่าง พล.ต.ท.ชลอ ได้รับการยกย่องจากทางการ
ซาอุฯ ให้เป็นแขกพิเศษ แถมยังถูกยกให้ เป็น "ชี้ค" อีกด้วย
 
แต่....หลังจากนั้นไม่นาน... ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (ในสมัยนั้น) ได้ เดินทางไปเยือนซาอุฯ อย่างเป็นทางการ แต่กลับต้องหน้าแตกชนิดที่ว่าหมอไม่รับเย็บเมื่อถูกฝ่าย
ซาอุฯ ตอกกลับเอาเจ็บๆ ว่า เพชรบางส่วนที่ถูกส่งคืนเป็นของปลอม
สร้างความไม่พอใจให้ราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียเป็นอย่างมาก รัฐบาลไทยต้องเจรจาทางการทูต สถานการณ์ในตอนนั้นตรึงเครียดขนาดประเทศซาอุดิอาระเบียไม่รับแรงงานไทยเข้าประเทศ และไม่ยอมให้คนซาอุดิอาระเบียไปประเทศไทย
จากการไล่จับกุมผู้ที่รับซื้อเพชรจากนายเกรียงไกร เนื่องจากของกลางที่มีจำนวนมาก ทำให้ยากแก่การตรวจสอบว่ามีของกลางบางส่วนหายไปหรือมีการสับเปลี่ยนระหว่างการขนย้าย ซึ่งจากการสืบสวนในภายหลังพบว่า เพชรบางส่วนที่หายไป เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในคดีนี้เองที่เป็นคนยักยอกไป
ระหว่างนั้น นายโมฮัมหมัด ซาอิค โคจา อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย ก็ลงมือว่าจ้าง "ชุดสืบสวนพิเศษ" เพื่อแกะรอยอย่างลับๆ ว่า เพชรซาอุฯ อยู่ในมือใครบ้างสำหรับเพชรชุดที่ ทางการ
ซาอุฯ ต้องการมากที่สุด คือ "บลูไดมอนด์" ซึ่งนายเกรียงไกร สารภาพกับนายโคจาว่าได้โจรกรรมมาจริง แต่จำไม่ได้แน่ ชัดว่าอยู่ในมือใครระหว่างพ่อค้าเพชรกับชุดจับกุม
ระหว่าง ที่ ตามหาเพชรบลูไดมอนด์กันอยู่นั้น ก็เกิดเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ ต้องเลวร้ายลงอีกครั้ง ก็เกิด คดี "ฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ" และยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้จนบัดนี้
นับเป็น 2 คดีบันลือโลกนี้ เองที่ทำให้ฝ่ายไทยกระอักกระอ่วน ใจมาตลอด เพราะ เมื่อใดก็ตามที่นายโคจามีโอกาสได้พบกับตัวแทนระดับสูงฝ่ายไทยก็ มักจะทวงถามอยู่เนืองๆ ว่า"ช่วยตามเพชร บลูไดมอนด์ กับคนร้ายที่ฆ่าคนของ ซาอุฯ ให้หน่อย"
ทีมสืบสวนคดีเพชรซาอุฯที่นำโดยพล.ต.ต. ชลอ เกิดเทศ ถูกจับกุม และตั้งกรรมการสอบ แต่เนื่องจากทางการไทยต้องการที่จะนำเพชรที่เหลือกลับคืนมาให้ได้ตามที่ซาอุดิอาระเบียต้องการ โดยเฉพาะ เพชรบลูไดมอนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ มีความงาม และมีมูลค่ามากที่สุด เนื่องจากเป็นเพชรชุดเดียวที่มีอยู่ในโลก และไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือใคร "กษัตริย์ซาอุฯ" ก็จะจำได้เสมอ เพราะมีการทำตำหนิไว้ด้วย "แสงอินฟราเรด" อยู่ภายในใจกลางของเม็ด
พล.ต.ต. ชลอ เกิดเทศ จึงได้รับการปล่อยตัวเพื่อกลับมาทำคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยทางการได้เปิดไฟเขียวถึงขนาดให้ใช้ได้ทุกวิถีทางในการนำเพชรที่เหลือกลับคืนมาให้ได้
จากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯ ก็เริ่มเกิดแสงสว่างรำไรขึ้น เมื่อ นายเกรียง ไกรกล่าวพาดพิงถึงพ่อค้าเพชรย่านสะพานเหล็ก ชื่อ นายสันติ ศรีธนะขัณฑ์ โดยซัดทอดว่า นายสันติได้ซื้อเพชรไปจากนายเกรียงไกรเป็นจำนวนมาก
กระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2537 นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ภรรยาและบุตรของนายสันติถูกคนร้ายลักพาตัวไประหว่างเดินทางออกจากบ้านพักในหมู่บ้านมัณฑนา ย่านตลิ่งชัน เพื่อไปหานายสันติ ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด นายสันติตามหาภรรยาและลูกอยู่ 5 วัน แต่ไม่มีความคืบหน้า แม้จะขอความช่วยเหลือไปยัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รมว.มหาดไทยในขณะนั้นแล้วก็ตาม จึงโทรศัพท์ไปหา พล.ต.ท.ชลอ และนัดพูดคุยกันที่โรงแรมไฮแอท เซ็นทรัล ลาดพร้าว ทันทีที่พบหน้า พล.ต.ท.ชลอ ถามนายสันติว่าแจ้งความหรือยัง เมื่อทราบว่ายังไม่ได้แจ้งความก็รับอาสาจะช่วยติดตามตัวให้ โดยต้องมีค่าใช้จ่าย และยังขอหมายเลขวิทยุติดตามตัวของนายสันติไว้ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ นายสันติไปขอความช่วยเหลือจากนายสุนทร ไชยอนันต์สุจริต เจ้าของโรงแรมบูรพา เพื่อนสนิทเพื่อขอยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตามหาภรรยา และเย็นวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ก็มีคนร้ายโทรศัพท์มาหานายสุนทร เพื่อให้แจ้งนายสันติให้นำเงินค่าไถ่จำนวน 3 ล้านบาท โดยนัดหมายให้นำเงินไปวางไว้ที่หน้าหลักกิโลเมตร บนถนนสายหนึ่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ในคืนวันที่ 11 กรกฎาคม 2537
แต่หลังจากนายสุนทร และนายโชติชัย เชาว์นิธิ เพื่อนสนิทอีกรายนำเงินไปวางไว้ตามที่คนร้ายต้องการแล้ว ปรากฏว่า นางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ก็ไม่ได้รับการปล่อยตัวแต่อย่างใด หลังจากนั้นอีก 2 วัน พล.ต.ท.ชลอ นัดหมายให้นายสันติไปพบที่โรงแรมแอร์พอร์ต และแจ้งให้นายสันติทราบว่า คนร้ายนัดให้ไปเจรจาที่ปั๊มน้ำมันโมบิล ใน อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
แต่นายสันติขอให้ พล.ต.ท.ชลอ เจรจาแทน
ซึ่ง พล.ต.ท.ชลอ รับปาก ก่อนจะแยกย้ายกัน กระทั่งวันที่ 20 กรกฎาคม พล.ต.ท.ชลอนัดนายสันติให้ไปพบอีกครั้งที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยแจ้งให้ทราบว่าคนร้ายนำตัวบุตรและภรรยานายสันติมาอยู่ในพื้นที่ อ.หินกอง จ.สระบุรี และได้เรียกเงินเพิ่มอีก 4 ล้านบาท นายสันติเจรจาต่อรองเหลือ 1 ล้านบาท ซึ่ง พล.ต.ท.ชลอ รับปากจะเจรจาให้
ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม พล.ต.ท.ชลอเรียกนายสันติไปพบอีกครั้ง ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค โดยกำชับไม่ให้แจ้งความ เพราะไม่เช่นนั้นบุตรและภรรยาอาจถูกฆ่าตาย และยืนยันว่าอีก 2-3 วัน นายสันติจะได้บุตรและภรรยาคืน แต่ไม่เป็นดังนั้น
ราวตีสองของวันที่ 1 ส.ค. 2537 มีผู้พบศพนางดาราวดี และ ด.ช.เสรี ศรีธนะขัณฑ์ ภรรยาและบุตรชาย
นาสันติ ศรีธนะขันฑ์ เจ้าของร้านเพชรย่านบ้านหม้อ ภายในรถเบนซ์ บนถนนมิตรภาพ ต.ตาลเดี่ยว อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยเบื้องต้นสถาบันนิติเวชวิทยา ที่เป็นผู้ชำนาญการด้านการชันสูตรพลิกศพและตรวจหาพยานหลักฐานต่างๆ ได้สรุปว่า การเสียชีวิตของสองแม่ลูกมาจากอุบัติเหตุ ถูกรถบรรทุก 10 ล้อที่วิ่งสวนทางมาชน
เป็นข่าวที่ช็อกไปทั้งวงการว่า เป็นคดีอุบัติเหตุธรรมดา หรือมีเงื่อนงำบางอย่าง
การตายของสองแม่ลูกยิ่งสร้างความสับสนให้สังคมมากขึ้น เมื่อพล.ต.อ.ประทิน มองว่าเป็นเพียงคดีอุบัติเหตุธรรมดา
พร้อมกันนี้ พล.ต.ต.ทัศนะ สุวรรณจูฑะ ผบก.สถาบันนิติเวช ยังเปิดแถลงข่าวถึง 2 ครั้ง ชี้ว่าสองแม่ลูกตายเพราะอุบัติเหตุ มีการแสดงเหตุการณ์จำลองต่างๆ นานา โดยบาดแผลฟกช้ำตามศีรษะและร่างกายนั้น นิติเวชจำลองภาพว่าเหวี่ยงไปชนโน่น ชนนี่ จึงเกิดรอยแผลดังกล่าว
งานนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำเกินหน้าที่นิติเวช เนื่องจากปกติแล้วสถาบันนิติเวช จะชันสูตรศพตามหลักฐานที่ปรากฏโดยไม่ใส่ความเห็น ลงไป
มีการตั้งข้อสังเกตการแถลงที่ผิดปกติเช่นนี้เกิดจากสาเหตุใดกันแน่
กระทั่งภายหลังเมื่อคดีเริ่มเจาะลึกมากขึ้น โดยเฉพาะการมีบิ๊กสีกากีระดับ"พล.ต.อ."ถูกลาก เข้ามาพัวพัน ข้อสงสัยเรื่องการแถลงของนิติเวช จึงยิ่งมีมากขึ้น
มหาดไทยสั่งตั้งชุดทำงานพิเศษขึ้นมาโดยรวบรวมทีมพระกาฬจากนครบาลและกองปราบปราม ซึ่งยุคนั้นอัดแน่นไปด้วยยอดนายตำรวจมือดี
กองปราบปราม นำโดย พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ผบก.ป. เป็นหัวหน้าทีมสืบสวน ชุดทำงาน อาทิ พ.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย, พ.ต.อ. เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบก.ป. พ.ต.อ.ประ มวลศักดิ์ ศรีสมบุญ ผกก.2 ป. หรือผู้กำกับประเทศไทย, พ.ต.ท.เมธี กุศลสร้าง รองผกก.1 ป. พ.ต.ต.ทวี สอดส่อง สว.ผ.4 กก.2ป. ฯลฯ
ส่วนนครบาลมี พล.ต.ต.โสภณ วาราชนนท์ รองผบช.น.เป็นหัวหน้าทีม
มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองอ.ตร. คุมคดีอีกชั้น เนื่องจากพบว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นนายตำรวจระดับ"พล.ต.ท." จึงต้องส่ง"พล.ต.อ."ลงมาเป็นแบ๊กให้ทีมสืบสวน
การคลี่คลายคดีเริ่มจากเบาะแสเล็กๆ ในรถเบนซ์สุสานของ 2 แม่ลูก ตำรวจพบถุงของห้างสรรพสินค้าเล็กๆ แห่งหนึ่งใส่ผ้าอนามัยของนางดาราวดีตกอยู่ในรถ ตรวจสอบพบว่าเป็นห้างอยู่ในจ.สระแก้ว
นอกจากนี้พบข้อความเขียนด้วยลายมือเด็กชายเสรีคำว่า"เขมรเล็ก-เขมรใหญ่" คล้ายกับต้องการสื่ออะไรบางอย่าง ตำรวจปะติดปะต่อในภายหลังเชื่อว่าน่าจะหมายถึงคนในพื้นที่ชายแดน
เมื่อมารวมกับพบถุงร้านค้าใน จ.สระแก้ว ตำรวจจึงพุ่งเป้าไปที่จังหวัดดังกล่าวว่าน่าจะเป็นที่กักขังสองแม่ลูก
อีกปมคลี่คลายสำคัญคือการได้พบ พ.ต.ท.พันศักดิ์ หน. ทีมอุ้มซึ่งเป็นลูกน้องของพล.ต.ท.โสภณ สะวิคามิน ผบช. ภาค7 หนึ่งในชุดทำคดีเพชรซาอุฯ ที่พล.ต.อ.ประทิน ตั้งขึ้น
พ.ต.ท.เมธี กุศลสร้าง รองผกก.1 ป. เจอกับ พ.ต.ท. พันศักดิ์ เนื่องจาก พล.ต.ท.โสภณ เรียกไปให้รู้จักกันหวังว่าจะได้ช่วยทำคดี 2 แม่ลูก
ชุดทำงานเชื่อว่า พ.ต.ท.พันศักดิ์ อยากเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อจะได้หาทางหนีทีไล่ได้ แต่การณ์กลับเป็นว่าโดน พ.ต.ท.เมธี หลอกล่อจนคายหลักฐานออกมาโดยไม่รู้ตัว
การสนทนาตอนหนึ่งพ.ต.ท.พันศักดิ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตำรวจจอมอุ้ม รับว่าลงมืออุ้มฆ่า "ส.ท.โน้ต น้อยเล็ก" มือปืนชื่อดังของภาคตะวันออก ด้วยวิธีตั้งด่านเถื่อน
พ.ต.ท.เมธี จึงเอะใจเพราะ 2 แม่ลูกก็ถูกคน ร้ายตั้งด่านดักอุ้มไปจากถนนแถวบ้านย่านตลิ่ง ชันเช่นกัน และชุดทำงานก็สงสัยว่าเป็นฝีมือตำรวจนอกแถว แถม พ.ต.ท.พันศักดิ์ ยังเป็นตำรวจประจำ จ.สระแก้ว จุดที่ชุดทำ งานสงสัยว่าเป็นแหล่งคุมตัว 2 แม่ลูกอีกด้วย
จึงเสนอขอแลกเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เพื่อติดต่อกัน
จากเบอร์โทรศัพท์นี้เอง ตำรวจได้หลักฐานมากมายว่าวันที่ เกิดเหตุอุ้มคือ 2 กรกฎาคม 2537 พ.ต.ท.พันศักดิ์ ติดต่อไปที่รีสอร์ตกวีวิลล่า จ.สระแก้ว และยังติดต่อกับ พล.ต.ท.ชลอ อีกด้วย
ข้อมูลดังกล่าวพ้องกันอย่างจังกับคำให้การของนายสันติ ที่ระบุว่าหลังลูก-เมียถูกจับไป ตัดสินใจติดต่อกับพล.ต.ท.ชลอ ให้ช่วยเหลือ
พล.ต.ท.ชลอ หายไปพักหนึ่งก็ติดต่อกลับมาบอกว่าคนร้ายต้องการค่าไถ่ และเรียกเงินไปหลายล้านบาท
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ลูก-เมียคืนมา แถมนายสันติ ยังถูกสอบถามถึงเรื่องเพชรบลูไดมอนด์อีกด้วย
นายสันติ เริ่มสงสัยเพราะก่อนหน้านี้เคยถูก พล.ต.ท.ชลอ อุ้มไปรีดข้อมูลเรื่องเพชรบลูไดมอนด์มาแล้วรอบหนึ่ง แต่เมื่อไม่ยอมบอก พล.ต.ท.ชลอ
ก็ขอเงินค่าเสียเวลาแล้วปล่อยตัวออกมา
เสี่ยสันติ ตัดสินใจนำเรื่องไปบอกกับผู้ใหญ่ในกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอคำปรึกษา เพราะสงสัยว่า พล.ต.ท.ชลอ จะอยู่เบื้องหลังการอุ้มลูก-เมียไป เพราะ ต้องการบีบให้คายความลับเรื่องเพชร
วันที่ 22 กรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา ผู้ใหญ่ในมหาดไทยเจอกับพล.ต.ท.ชลอ จึงเข้าไปพูดในทำนองว่าวันนี้วันพระใหญ่ ให้ปล่อยลูกเมียเขาเพื่อทำบุญดีกว่า พล.ต.ท.ชลอ โกรธจัดโทรศัพท์ไปโวยวายกับนายสันติ ก่อนเป็นที่มาของคำสั่งตายสองแม่ลูก ด้วยความเชื่อที่ว่า "รบกับผีดีกว่ารบกับคน"
หลังชุดทำงานได้เบาะแสสำคัญมากมายก็เข้าค้นที่กวีวิลล่า พบหลักฐานว่าเป็นที่ขังสองแม่ลูกจริงๆ ก่อนออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง
...โปรดติดตามตอนต่อไป...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา