Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
จุดสกัดSocial
•
ติดตาม
26 ส.ค. 2020 เวลา 08:13 • ข่าว
ว่าด้วยเรื่องเรือดำน้ำ ที่กำลังฮอทปรอทแตกในขณะนี้ คุยกันด้วยเหตุด้วยผล และประวัติศาสตร์ กับสถิติต่างๆครับ
ประเด็นร้อนเรื่องเรือดำน้ำ แม่ทัพนายกองทหารเรือ ออกมาดาหน้า ให้ความรู้ความจำเป็นที่เราต้องมีเรือดำน้ำไว้ในสต๊อกกองเรือรบ รวบย่อๆ ด้วยเหตุผล 5 ด้านดังนี้ครับ
1.เรือดำน้ำ หยวน S26T ที่เราต้องมีคือ มันมีขีดความสามารถในการพรางตัวได้นานกว่า 5 เท่า สามารถติดตั้งอ๊อกซิเจนในตัวเรือได้ โดยไม่ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจ
2.ด้านระบบอาวุธมีความหลากหลายและรุนแรง มีทั้งตอร์ปิโด ทุ่นวางระเบิด
3.ภายในตัวเรือ มีการออกแบบมา กั้นเป็นห้องๆ ถ้ามีน้ำเข้ามาในเรือ สามารถทำให้เรือลอยอยู่ได้ และสามารถย้ายกำลังพลไปในห้องที่น้ำท่วมไม่ได้ และรอรับความช่วยเหลือจากข้างบนอีกที
4.กำลังพลเราจะได้รับการฝึกใช้เรือดำน้ำ จากประเทศจีน
5.มีการรับประกัน 2 ปี และสามารถเปลี่ยนอะไหล่ที่ชำรุดได้ในวงรอบ 8 ปี
เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่ง จะมาช่วยเรารักษาผลประโยชน์ทางทะเลที่มีมูลค่า 24ล้านล้านบาท ต่อปี และมีเรือเข้าออกปีละ 15,000ลำ/ปี
เรือดำน้ำเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงจริงหรือ ผมขอเล่าย้อนไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เล็กน้อย ยกตัวอย่างสัก 4ประเทศ เอาแบบย่อๆ ให้ได้ใจความมากที่สุดดังนี้ครับ
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกามีเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เรือพิฆาต 500ลำ มีเรือคอร์เวต 420ลำ มีเรือยกพลขึ้นบก 35,000ลำ มีเรือดำน้ำ 232 ลำ
=ช่วงสงครามอเมริกาสูญเสียเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ 94 ลำ สูญเสียเรือดำน้ำ 53 ลำ และสูญเสียกำลังพลจากเรือดำน้ำคิดเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดจนน่าตกใจ โดยกำลังพลของเรือดำน้ำ 1 ใน 5 เสียชีวิต 3,500คน จาก 16,000คน และเรือดำน้ำอเมริกาจมเรือข้าศึกได้ 1,280ลำ
=อังกฤษ มีเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือนประจัญบาน เรือลาดตระเวน เรือพิฆาต 430ลำ เรือคอร์เซต 875ลำ เรือยกพลขึ้นบก 9,538 ลำ เรือตรวจการณ์ 4,209 ลำ เรือสลุป 33 ลำ เรือดำน้ำ 238 ลำ
สูญเสียเรือผิวน้ำ 220 ลำ เรือดำน้ำ 68 ลำ จมเรือข้าศึกได้ 632 ลำ
=เยอรมัน มีเรือรบขนาดใหญ่ 46 ลำ เรือดำน้ำ 1,208 ลำ และได้สูญเสียเรือรบผิวน้ำ 142 ลำ สูญเสียเรือดำน้ำ 1,060 ลำ กำลังพลเรือดำน้ำทั้งหมด 40,090 คน ตาย 28,000 คน ถูกจับเป็นเชลย 5,000คน จมเรือข้าศึกได้ 2,973 ลำ
=ญี่ปุ่น มีเรือรบผิวน้ำขนาดใหญ่ 264 ลำ เรือดำน้ำ 216 ลำ
สูญเสียเรือรบผิวน้ำ 183 ลำ เรือดำน้ำ 119 ลำ
เอาตัวอย่างสถิติให้เห็น 4 ประเทศนี้พอครับ
ในช่วงต้นสงคราม อเมริกา มีเรือดำน้ำน้อยมาก เพราะให้ความสำคัญกับสมรภูมิมหาสมุทร แอตแลนติก มากกว่า แปซิฟิก กว่าจะจะสร้างเรือดำน้ำเพิ่มก็เป็นช่วงปลายสงครามโลก 2 แล้ว ทำให้กองเรือญี่ปุ่นส่วนใหญ่ถูกเรือดำน้ำอเมริกาทำลายในช่วงท้าย และสงครามสิ้นสุดลง เมื่ออเมริกาทิ้งระเบิดใส่ นางาซากิและฮิโรชิมา
วกเวียนกลับมาดูสงครามในสมรภูมิมหาสมุทรแอดแลนติก ซึ่งมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน หลายแห่งทางทะเล ทั้งทะเลบอลติก ทะเลเมดิเตอเรเนียน ทะเลดำ ช่วงแรกสงครามนั้น เยอรมันยังไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยมีข้อจำกัดของเรือดำน้ำในการตรวจการ การพิสูจน์เป้า การเดินทางเข้าโจมตี ประกอบกับฝ่ายพันธมิตร มีการจัดเรือที่มีกระบวนทัพ ทั้งเรือคุ้มกัน เรือลำเรียง และเรือปราบเรือดำน้ำ แต่เรือดำน้ำเยอรมันมาประสบความสำเร็จจากยุทธวิธีหมาหมู มิถุนายน-ตุลาคม 1940 โดยใช้เรือดำน้ำเรียงรายเป็นหน้ากระดาน ใช้การโจมตี พร้อมกันของเรือดำน้ำ 4-6ลำ และได้สร้างความเสียหายให้กับกองเรือพันธมิตรเป็นอย่างมาก
และในที่สุด เมื่อ มีนาคม-พฤษภาคม 1941 ฝ่ายพันธมิตรได้สร้างเรือปราบเรือดำน้ำมากขึ้น และจัดเรือคุ้มกัน เรือลำเรียง ประกอบด้วยเรือพิฆาต เรือคอร์เนอร์ ทำให้ฝ่ายเรือดำน้ำเยอรมันเป็นฝ่ายถูกไล่ล่าและโดนทำลายเกือบหมดสิ้นทีเดียว
จากบทสรุปของสงครามโลก ครั้งที่ 2 เราจะเห็นว่า เหยื่อของเรือดำน้ำเกือบทั้งหมด หรือส่วนใหญ่จะเป็น เรือลำเลียง เรือสินค้าที่ไม่มีอาวุธ และเมื่อต้องเผชิญกับกับเรือปราบ ฝ่ายเรือดำน้ำนั่นเอง กลับเป็นเหยื่อที่ถูกล่าเสียเอง ความสูญเสียของเรือดำน้ำจึงสูงกว่ากำลังรบอื่นๆ ที่สำคัญเรือดำน้ำ หากต้องมี มันก็ต้องมีจำนวนมาก จึงจะปฏิบัติการได้ผล แต่เห็นราคาแล้วสิเป็นลม ว่าซร้านน
เราจะเห็นว่า จริงๆแล้ว ในช่วงสงคราม เรือดำน้ำนั้นไม่ใช่เรือรบที่มีศักยภาพสูงสุดในบรรดาเรือรบด้วยกัน และกำลังรบหลักทางทะเลยังคงเป็นเรือผิวน้ำเสียส่วนใหญ่
แม้ว่าเทคโนโลยีเรือดำน้ำยุคใหม่ มีความทันสมัยมากขึ้น อยู่ใต้น้ำนานขึ้น มีความเร็วใต้น้ำมากขึ้น มีโซนาร์ที่มีประสิทธิภาพ จับเป้าได้ไกลขึ้น มีระยะการยิงที่แม่นยำและไกลขึ้น
แต่ท้ายที่สุดเรือดำน้ำโดยธรรมชาติของตัวมันเอง ก็คงไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไร เช่นความเร็วยังต่ำมากเมื่อเทียบกับเรือผิวน้ำ และหากจะใช้ความเร็วสูง มันก็จะเกิดเสียง (noise) มาก ทำให้ถูกตรวจจับได้ง่ายขึ้น
เรือดำน้ำขณะปฏิบัติการจึงต้องใช้ความเร็วต่ำ การเข้าหาเป้าจึงช้าอาจไม่ทันการ ส่วนการโจมตีด้วยอาวุธก็มีข้อจำกัด เพราะวิธีการยิงจะไม่ใช่เป็นการจับเป้า หากแต่เป็นการวินิจฉัยเป้า ว่าเป็นเป้าอะไร ข้าศึก ฝ่ายเดียวกัน หรือเป็นกลาง และข้อด้อยของเรือดำน้ำอีกอย่างคือ เมื่ออยู่ใต้น้ำ จะเหมือนปฏิบัติการแบบโดดเดี่ยว ไม่สามารถร่วมมือกับคนอื่นได้
แต่ในขณะที่เรือปราบเรือดำน้ำ และอุปกรณ์ค้นหาและทำลายเรือดำน้ำ รวมถึงยุทธวิธีในการปราบเรือดำน้ำ ก็ก้าวหน้าไปมาก เช่น เรือผิวน้ำเร็วขึ้นและเงียบขึ้น โซนาร์จับเป้าใต้น้ำได้ไกลขึ้น วินิจฉัยเป้าได้ดีขึ้น อาวุธตอร์ปิโดและอาวุธปล่อยวิถีปราบเรือดำน้ำมีระยะการยิงไกลขึ้น แม่นยำขึ้น เป็นการยากที่เรือดำน้ำจะหลบทัน เหมือนเรือผิวน้ำ เพราะมีการเคลื่อนที่ได้ช้า ที่สำคัญเทคโนโลยีตอนนี้ล้ำหน้าไปมาก มีการนำยานไร้คนขับมาช่วยในการค้นหาเรือดำน้ำได้แล้ว
บทสรุปของประวัติศาสตร์ แล้วก้าวข้ามผ่านวันเวลามาในยุคปัจจุบัน เราจะเข้าใจได้ว่า กำลังรบทางเรือนั้น มันต้องเฉลี่ยให้สมดุลทุกภาคส่วนทุกการยุทธ์ ไม่ทุ่มงบประมานไปเรือดำน้ำอย่างเดียว การมีเรือดำน้ำไว้ใช้ แต่ไม่มีงบประมานซ่อมบำรุง การฝึก รวมถึงการพัฒนาด้านอื่นๆ ให้สมดุลเหมาะสม อาจจะส่งผลเสียต่อกองทัพในระยะยาว
เรือดำน้ำไม่ใช่อาวุธสารพัดนึก ใช้ทำได้หมดทุกอย่าง แม้จะบอกว่า เป็นเหมือนตาลึกลับ ที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเล เฝ้ามองป้องกันดูใครมารุกราน แต่เรือดำน้ำก็เป็นอาวุธที่เหมาะสมกับภารกิจบางประเภทเท่านั้น กองเรือที่จะมีเดชานุภาพนั้น มันต้องมีเรือรบทุกส่วนในปริมานที่เหมาะสมกัน จึงจะดี ประกอบกับการเงินในประเทศเราตอนนี้ย่ำแย่ ประชาชนอดอยาก
และประกว่าจะส่งมอบเรือดำน้ำอีกหลายปีข้างหน้า เทคโนโลยีเรือลำน้ำ อาจล้าหลัง ประชาชนกลัวจะเป็นแบบไม้ล้างป่าช้า บอลลูนยักษ์ ถ้าจะเอากันจริงๆก็รออีกนิด ให้เศรษฐกิจมันฟื้นก่อน ค่อยซื้อ มันก็จะได้ใจคนทั้งประเทศแน่นอน
2 บันทึก
4
2
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย