**ก่อนหน้านี้ตำรวจเคยไปที่บ้านของ Dorothy เพื่อสอบถามถึง Jessica มาแล้ว แต่ในตอนนั้นตำรวจไม่รู้ว่า John มาอยู่อาศัยกับ Dorothy ตำรวจเลยไม่ได้เข้าไปตรวจสอบในบ้านหลังดังกล่าว
หลังจากที่รู้ว่า John เคยเข้าพักอาศัยในบ้านของ Dorothy ตำรวจเข้าไปค้นหาพยานหลักฐานและตัวของ Jessica ในบ้านดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปรกติ หากแต่ในห้องที่ John เคยใช้เป็นห้องนอนนั้น ตำรวจกลับพบรอยคราบเลือดบนที่นอนของ John ตำรวจส่งคราบเลือดดังกล่าวไปตรวจสอบ ก่อนจะออกประกาศตามหาตัว John ในทันที
1
วันที่ 17 มีนาคม ปี 2005 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว John Couey ได้ที่เมือง Augusta รัฐ Georgia โดยพนักงานที่ทำงาน ณ shelter ของคนไร้บ้านจำหน้า John Couey ได้จากข่าวที่ออกในทีวีและโทรแจ้งตำรวจ John Couey ถูกส่งตัวกลับมาสอบสวนที่รัฐ Florida
John Couey ขณะถูกนำตัวขึ้นศาล
Finding Jessica:
ในตอนแรก John ปฏิเสธลูกเดียว เขาไม่รู้ไม่เห็นอะไรเกี่ยวกับเด็กอายุ 9 ขวบที่หายไปทั้งสิ้น ที่ John ย้ายไปที่รัฐ Georgia (หลังจาก Jessica หายตัวไปสองอาทิตย์) ก็เพียงแค่ไปหางานทำเท่านั้น แต่ในที่สุดเมื่อถูกตำรวจเค้นหนักเข้าเรื่อยๆ John ก็เริ่มทนไม่ไหว และสารภาพ….. และนี่เป็นสิ่งที่ John บอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Jessica
2
🐬ในคืนวันเกิดเหตุ ประมาณ ตีสาม John (ผู้ซึ่งเมายาอย่างหนัก) เดินเข้าไปในบ้านของ Jessica ผ่านประตูหน้าบ้านอย่างง่ายดาย เพราะประตูไม่ได้ล็อก (😰) John ปลุก Jessica ก่อนจะขู่ไม่ให้ Jessica ร้องหรือตะโกน ให้เดินตามเขามาเงียบๆ John เคยเห็น Jessica เล่นอยู่หน้าบ้านและเฝ้ามองมานานแล้ว ในตอนนั้นเขาคิดว่า Jessica มีอายุเพียงแค่หกขวบ
🐬Jessica ขอร้องว่า ขอเอาตุ๊กตาปลาโลมาของเธอไปด้วยได้ไหม John อนุญาติ ตุ๊กตาปลาโลมาสีม่วงตัวนี้เป็นตุ๊กตาที่ Mark พ่อของ Jessica เล่นเกมส์ชนะมาให้กับ Jessica ในงาน State Fair (ประมาณงานวัดฝรั่ง) อาทิตย์ที่ผ่านมา
🐬 John พา Jessica เดินออกมา และเข้าไปในห้องนอนของ John (บ้านของ Dorothy) โดยเอาตัว Jessica ลอดเข้ามาผ่านทางหน้าต่าง (คาดว่าเพื่อไม่ให้คนอื่นในบ้านเห็น)
เมื่อถูกนำตัวไปพิจารณาคดีในศาล ผู้พิพากษาไม่ยอมให้เอาคำสารภาพของ John มาเป็นหนึ่งในพยานหลักฐาน เพราะตอนที่เขาถูกนำตัวไปสอบสวน John ร้องขอให้มีทนายอยู่ด้วย แต่ตำรวจปฏิเสธและถามคำถามเขาต่อ (เห็นไหมคะ ถ้าทำอะไรไม่รัดกุม มันจะเป็นแบบนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นี้เลยค่อนข้างระวังตัวพอสมควร) แต่ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องใช้คำรับสารภาพของ John หรอกค่ะ เพราะ DNA ที่เก็บได้จากเบาะที่นอน (รอยเลือดที่ตำรวจเจอ) มีทั้ง DNA ของ Jessica DNA และคราบอสุจิของ John อยู่ในรอยเลือดดังกล่าว แถมตำรวจยังเจอรอยนิ้วมือ Jessica อยู่ในตู้เสื้อผ้าของ John อีกด้วย
Mark พ่อของ Jessica ไปที่ศาลพร้อมกับจ้อง John ด้วยสายตาเคียดแค้น เมื่อถึงคราวขึ้นให้การ Mark ขึ้นให้การทั้งน้ำตา "I hope you see the tears at night when she asked you if she could go home. You will never hurt another child again." และขอให้ศาลกับลูกขุนพิจารณาลงโทษประหารชีวิต John Couey
Mark ขณะที่นั่งอยู่ในศาล ฟังอัยการบรรยายให้ศาลและลูกขุนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Jessica สายตาของ Mark จับจ้องอยู่ที่ John และหากใครได้ดูคลิปนี้จะเห็นว่า Mark น้ำตาไหลตลอดเวลา
ในตอนที่ขึ้นศาลพิจารณาคดี ทนายของ John พยายามสู้ว่า เขาเป็นคนวิกลจริต สติไม่สมประกอบ แต่ก็ไม่รอด ศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิต John Couey ในวันที่ 24 สิงหาคม ปี 2007 เป็นที่น่าเสียดายที่ John Couey เสียชีวิตด้วยโรงมะเร็ง (anal cancer) ในปี 2009 ก่อนที่จะได้รับโทษประหารชีวิต
1
**นอกจากนี้แล้ว Dorothy Dixon พี่สาวต่างมารดากับ Madie หลานสาวของ John ถูกตำรวจจับข้อหาให้การเท็จกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากทั้งสองคนเป็นคนซื้อตั๋วรถบัส (ซื้อในนามของ Madie) ให้กับ John เพื่อให้เขาหนีการจับกุมไปอยู่ที่รัฐ Georgia
Jessie’s Dad:
หลังจากเรื่องของ Jessica จบลง Mark ลาออกจากงานและเดินสายทั่วประเทศ เพื่อเข้าพบนักการเมือง ผู้ว่าการรัฐ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เกี่ยวกับอาชกรทางเพศที่กระทำต่อเด็ก ก่อนหน้านี้ Mark ฟ้องสำนักงานนายอำเภอเขตท้องที่ที่ตามหา Jessica ว่าพวกเขาทำหน้าที่ไม่ดีพอ หรือทำหน้าที่ไม่เต็มที่ (ตอนนั้นเขาโดนวิจารณ์หนักพอควรว่าเป็น “กุ๊ยหิวเงิน”บ้าง เอาความตายของลูกมาอ้างเพื่อหาเงินบ้าง แต่สิ่งที่ Mark ต้องการจริงๆคือการเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นเมื่อนายอำเภอที่รับผิดชอบเรื่องเดินทางมาคุยกับ Mark สองคน แบบไม่มีทนาย ทั้งสองฝ่ายปรับความเข้าใจกัน และ Mark ถอนฟ้องให้ที่สุดค่ะ)
Mark เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อเสนอร่างกฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทษขั้นต่ำสำหรับอาชญากรที่ก่ออาชญากรรมทางเพศต่อเด็ก การเพิ่มโทษ การเพิ่มมาตราการติดตามตัว sex offenders ต่างๆ แม้กระทั่งการเสนอให้ใส่เครื่องติดตามตัวไว้ที่ข้อเท้าของอาชญากรพวกนี้เพื่อให้ถูกตามตัวได้ง่ายๆ พร้อมกับการห้ามคนที่เป็น sex offenders สามารถทำงานในโรงเรียนได้เด็ดขาด (John Couey เคยทำงานที่โรงเรียนประถมที่ Jessica เข้าเรียนนะคะ เป็นเหมือนช่างรับเหมาที่มากับบริษัท outsource น่าจะเพราะเหตุนี้เลยไม่ได้รับการเช็คประวัติ แต่ไม่มีการยืนยันว่า John เห็น Jessica ที่โรงเรียนหรือไม่)
ซึ่งการดำเนินการต่างๆไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ เนื่องจากแต่ละรัฐมีกฎหมายไม่เหมือนกัน การจะเปลี่ยนกฎหมาย ต้องไปทุกรัฐ และพยายามเสนอกับสภาของรัฐนั้น (ในบางรัฐไม่มีใครยอมคุยกับ Mark ด้วยซ้ำ) หากรัฐไหนรับฟังและตกลงและเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ Mark เสนอ กฎหมายนั้นจะถูกเรียกว่า Jessica’s Law ค่ะ ในการเดินทางเพื่อต่อสู่ของ Mark เขาได้พบกับผู้คนมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ Marc Klass พ่อของ Polly Klass ที่มาช่วยเขาต่อสู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่อนั้นเอง
**Remark: หลายคนอาจจะจำเรื่องของ Polly ได้ หากใครจำไม่ได้หรือยังไม่เคยอ่าน ตามไปดูได้ตาม link นะคะ
Mark ขณะที่เข้าพบ Arnold ผู้ว่าการรัฐสมัยนั้นและคนข้างขวาผมสั้นข้าง Arnold คือ Marc Klass พ่อของ Polly
ในชีวิตของ Mark เขาแค่อยากให้เรื่องของ Jessica ไม่เงียบหายไป และอยากให้เรื่องไม่จบที่การตายของ Jessica หากมันจบแค่ที่ John Couey ตาย แล้วลูกหลานคนอื่นละ?? คนอื่นที่ออกล่าเหยื่อเป็นเด็ก ก็สมควรต้องได้รับการลงโทษเหมือนกัน ทำไมปล่อยให้คนพวกนั้นไปอยู่ในสังคม รวมกับเด็กคนอื่นด้วย และพวกมันต้องก่อเหตุกี่ครั้ง ต้องทำร้ายเหยื่อกี่คน ถึงจะมีคำพิพากษาจับพวกมันให้อยู่ในคุกเป็นระยะเวลานาน? ซึ่งการเดินทางของ Mark กับการต่อสู้เพื่อออกกฎหมายดังกล่าวนั้น ถูกทำเป็นหนังสารคดีสั้นๆมีชื่อว่า Jessie’s Dad ค่ะ
ตอนที่ Mark ได้รับเชิญให้ขึ้นพูดในงาน Victim’s Week ที่จัดโดยกระทรวงยุติธรรม เขาได้พูดถึง Jessica ลูกรักของเขาว่า:
“Me and Jessie, we used to argue about who love each other the most. One day, I told her I love you this much (ทำมือประกอบ ดูในรูปนะคะ เพื่อความเข้าใจ) and that means i love you all the way around.” Jessica มองหน้า Mark ผู้เป็นพ่อ ก่อนจะบอกกับเขาว่า “Daddy, I love you this much (ทำมือประกอบ ดูในรูปนะคะ เพื่อความเข้าใจ) and nothing will come between us.”