27 ส.ค. 2020 เวลา 07:20 • ข่าว
EP. 65 “Burn and Rot in Hell”
ในหลายๆเรื่องที่เราเคยเขียนมา ถึงแม้จะเป็นเรื่องโหดร้าย และน่าเศร้า แต่ในเรื่องที่บางทีคนอ่านต้องเบือนหน้าหนี หรือฟังไปมือสั่นไป แต่น้อยๆในบางเรื่อง ยังมีสิ่งดีๆที่เกิดจากโศกนาฎกรรมนั้น
ที่ทุกคนน่าจะคุ้นเคย คงเป็นเรื่องของการออกกฎหมายใหม่มากมาย เพื่อทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการนั้นขึ้นอีก เพื่อปกป้องผู้คนที่อาจจะเป็น “เหยื่อ” ในอนาคต และเพื่อลงโทษอาชญากรให้มันหลาบจำ หรือไม่ให้ออกมาก่อเหตุดังกล่าวอีก
วันนี้เราอยากจะเล่าเรื่องของ Jessica’s law ให้ทุกคนฟัง และการต่อสู้ของพ่อคนนึงที่พยายามจะปกป้องเด็กคนอื่น ไม่ให้ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับ Jessica.
Jessica คือใคร?:
Jessica Lunsford อายุ 9 ขวบ อาศัยอยู่ที่รัฐ Florida สหรัฐอเมริกากับ พ่อ และปู่ย่า
ภาพของ Jessica ที่ทุกคนรู้จัก
ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่ Florida Jessica อาศัยอยู่กับ Mark Lunsford ผู้เป็นพ่อที่รัฐ North Calorina แม่กับพ่อของ Jessica แยกทางกันตั้งแต่ Jessica ยังเด็กมาก และเมื่อแม่แต่งงานใหม่ สร้างครอบครัวกับสามีใหม่ แม่ของ Jessica โทรให้ Mark ไปรับ Jessica มาอยู่ด้วย Mark กลายเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว กระเตงลูกไปทำงานด้วยทุกที Jessica สนิทกับพ่อมาก เพราะทั้งสองมีกันและกันแค่เพียงสองคน
1
หลังจากนั้น ปู่กับย่าของ Jessica ย้ายมาอยู่ที่รัฐ Florida Jessica กับ Mark คิดถึงปู่กับย่ามาก เลยพากันย้ายตามกันมาและย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของปู่กับย่าที่ตั้งอยู่ใน Trailer Park (บ้านในลักษณะนี้ เหมือนจะเป็นตู้ container วางเรียงๆกัน เป็นย่านชุมชนที่ค่อนข้างมีรายได้น้อยค่ะ) Mark ได้งานเป็นคนขับรถบรรทุก และ ปู่กับย่าจะคอยช่วยดูแล Jessica เมื่อ Mark ต้องออกไปทำงาน ทั้งสี่คนอาศัยอยู่ในบ้านด้วยกันอย่างมีความสุข ถึงแม้จะไม่มีเงินมากนัก แต่ Mark ก็ดูแล Jessica เป็นอย่างดี และใช้เวลาว่างทั้งหมดที่มีพา Jessica ไปทำกิจกรรมต่างๆที่เธอชอบ Jessica ไม่ชอบความมืด เธอมักจะเปิดไฟทิ้งไว้ตรงหัวนอนก่อนเข้านอนทุกครั้ง และห้องของ Jessica เต็มไปด้วยตุ๊กตาต่างๆ เพราะ Jessica ชอบกอดตุ๊กตาเหล่านี้ก่อนจะหลับไป เมื่อโตขึ้น Jessica มีความฝันว่าเธออยากจะเป็น Designer แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ชีวิตอันสดใสของเด็กน้อยจะถูกพรากไปจากคนที่รักเธอ ด้วยน้ำมือของปิศาจร้ายที่แอบดูเธออยู่เงียบๆ
3
เกิดอะไรขึ้น?
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ปี 2005 ในคืนนั้น Mark ไปนอนค้างที่บ้านแฟนสาว เขากลับมาที่บ้านในตอนเกือบเช้าตรู่ เพื่อส่งลูกไปโรงเรียน เมื่อ Mark เดินเข้ามาในบ้านตอนนั้นเป็นเวลาตีห้ากว่าๆ ฟ้ายังไม่สว่างดี เขาได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกในห้อง Jessica ดัง Mark รู้สึกแปลกใจว่าทำไม Jessica ไม่ลุกขึ้นมาปิดเสียงนาฬิกาปลุกจึงเดินเข้าไปหาลูกในห้อง แต่ในห้องนั้น Mark กลับพบกับคาวมว่างเปล่า Mark ยังไม่ตกใจในตอนแรก แต่เขาเริ่มตามหา และเรียกชื่อลูกในบ้าน จนกระทั่งพบว่าประตูบ้านนั้นไม่ได้ล็อก ในตอนนี้ Mark เริ่มสติแตก เขาโทรหาตำรวจในทันที เจ้าหน้าที่มาถึงไม่นานหลังจากที่ได้รับแจ้งและเริ่มค้นหาตัว Jessica ในทันที
1
ผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว อาสามัคร รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ พากันออกค้นหา Jessica ทั่วบริเวณดังกล่าว ตำรวจนำสุนัขดมกลิ่นมาเพื่อตามหากลิ่น Jessica มีการใช้ Helicopter บินขึ้นหา Jessica จากบนฟ้า และกระทั่งมีนักประดาน้ำ ลงไปงมหาในบึงที่อยู่ห่างออกไปไม่มาก แต่ไม่ว่าจะใช้กำลังคนระดมหาตัว Jessica มากซักเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของ Jessica
1
เจ้าหน้าที่ไม่พบร่องรอยการงัดแงะเข้ามาในบ้าน รวมกับการให้ปากคำของ Mark และพ่อแม่ของตัวเองว่า ประตูบ้านอาจจะไม่ได้ล็อก (บางบ้านเป็นแบบนี้นะคะ ไม่ค่อยล็อกประตูบ้านแน่นหนาเท่าไหร่ เพราะเหมือนคิดว่าแถวที่อยู่นั้นค่อนข้างปลอดภัย)
ในตอนแรก ตำรวจตั้งข้อสงสัยว่า แม่ของ Jessica มารับตัวเธอไปหรือเปล่า แต่ในที่สุดประเด็นเหล่านี้ถูกตัดออกไป เพราะ Angie แม่ของ Jessica ไม่มาหา Jessica มากกว่า 4 ปีแล้ว (Angie แม่ของ Jessica ยกสิทธิการเลี้ยงดู Jessica ให้ Mark ตั้งแต่ Jessica อายุได้เพียงขวบกว่า)
หลังจากตัดประเด็นเรื่องการถูกลักพาตัวโดยผู้ปกครองอีกฝ่าย และทุกครั้งที่มีเด็กหาย สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่จะทำ คือการตรวจสอบหาคนที่มีประวัติอาชญากรรมทางเพศ และไป “เยี่ยม” คนเหล่านี้ที่บ้านในทันที เพื่อสอบปากคำเบื้องต้น
** กฎหมายที่อเมริกา กำหนดให้คนที่มีประวัติอาชญากรรมทางเพศหรือ Sex Offender ต้องลงทะเบียนที่อยู่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเปลี่ยนที่อยู่กี่ครั้งและย้ายไปอยู่ที่ไหน กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ทัณฑ์บน นอกจากจะทำให้ตามตัวได้เมื่อเกิดเหตุแบบนี้แล้ว กฎหมายยังไม่ให้ Sex Offender อยู่อาศัย หรือทำงานใกล้กับสถานที่ที่เข้าถึงเด็กได้ เช่น สนามเด็กเล่น หรือโรงเรียน เป็นต้น
ตำรวจมาสะดุดกับรายชื่อชื่อนึงในทะเบียน Sex Offender Registry ที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่แถวๆนั้น ชายที่ตำรวจกำลังพุ่งเป้าติดตามตัวอยู่คือ John Evanders Couey วัย 46 ปี John นั้นมีประวัติอาชญากรรมแบบโชกโชนหรือยาวเป็นหางว่าว John ถูกจับข้อหาบุกรุกเข้าไปปล้นขโมยของผู้คนในบ้านถึง 24 ครั้ง พกพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ที่แย่ที่สุดคือ John เคยโดนจับในปี 1978 เพราะดันไปล่วงละเมิดทางเพศเด็กผู้หญิงที่เข้าไปเจอในบ้าน (ตอนเข้าบ้านจะไปยกเค้าบ้านเขา) หลังจากนั้น John ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 10 ปี แต่ได้รับทัณฑ์บนให้ออกมานอกคุกในปี 1980 (ขออนุญาตมองบน 🙄) ยังไม่พอ ในปี 1991 John ถูกเจ้าหน้าที่จับอีกครั้งเพราะไปเอามือจับลูบคลำเด็กอายุเพียงแค่ 5 ขวบเท่านั้น (ออกมาแค่ไม่นาน ทำอีกแล้ว น่าเอาหม้อตีหัวยิ่งหนัก) และก็เหมือนเดิม ถึงแม้จะจับได้ และถึงแม้จะเข้าคุกไแล้ว แต่ด้วยความที่สมัยนั้น กฎหมายคงไม่แน่นหนาพอ John ได้รับการปล่อยตัวออกมาเร็วกว่ากำหนดเหมือนเดิม
มีคนแจ้งเบาะแสกับตำรวจถึงที่อยู่จริงๆของ John Couey ว่า จริงๆแล้ว John นั้นย้ายเข้าไปอยู่ร่วมกับพี่สาวต่างมารดาที่มีชื่อว่า Dorothy Dixon ซึ่งบ้านของ Dorothy นั้น………...อยู่ตรงข้ามกับบ้านของ Jessica ห่างออกไปเพียงแค่ 90 กว่าเมตรเท่านั้น ตำรวจขอเข้าตรวจสอบบ้านของ Dorothy ทันที แม้จะไม่เจอกับ John Couey แต่ตำรวจกลับพบหลักฐานสำคัญ
ในบ้านหลังนั้นมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย Dorothy, Matt (แฟนหนุ่มของ Dorothy), Madie (ลูกสาวของ Dorothy), Gene (ลูกเขยของ Dorothy) และ Joshua ลูกชายของ Madie กับ Gene (ซึ่งแปลกมาก อยู่กันเยอะแบบนี้แปลกแน่ๆ ที่นี้ครอบครัวมักไม่อยู่ด้วยกันนะคะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ) ตำรวจถึงกับเรียกบ้านหลังดังกล่าวว่าเป็น “crack house” และทุกคนในบ้านดูจะติดยาอย่างหนัก แต่ตำรวจไม่พบตัว John และทุกคนในบ้าน ไม่รู้ว่า John อยู่ไหน
1
**ก่อนหน้านี้ตำรวจเคยไปที่บ้านของ Dorothy เพื่อสอบถามถึง Jessica มาแล้ว แต่ในตอนนั้นตำรวจไม่รู้ว่า John มาอยู่อาศัยกับ Dorothy ตำรวจเลยไม่ได้เข้าไปตรวจสอบในบ้านหลังดังกล่าว
หลังจากที่รู้ว่า John เคยเข้าพักอาศัยในบ้านของ Dorothy ตำรวจเข้าไปค้นหาพยานหลักฐานและตัวของ Jessica ในบ้านดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปรกติ หากแต่ในห้องที่ John เคยใช้เป็นห้องนอนนั้น ตำรวจกลับพบรอยคราบเลือดบนที่นอนของ John ตำรวจส่งคราบเลือดดังกล่าวไปตรวจสอบ ก่อนจะออกประกาศตามหาตัว John ในทันที
1
วันที่ 17 มีนาคม ปี 2005 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว John Couey ได้ที่เมือง Augusta รัฐ Georgia โดยพนักงานที่ทำงาน ณ shelter ของคนไร้บ้านจำหน้า John Couey ได้จากข่าวที่ออกในทีวีและโทรแจ้งตำรวจ John Couey ถูกส่งตัวกลับมาสอบสวนที่รัฐ Florida
John Couey ขณะถูกนำตัวขึ้นศาล
Finding Jessica:
ในตอนแรก John ปฏิเสธลูกเดียว เขาไม่รู้ไม่เห็นอะไรเกี่ยวกับเด็กอายุ 9 ขวบที่หายไปทั้งสิ้น ที่ John ย้ายไปที่รัฐ Georgia (หลังจาก Jessica หายตัวไปสองอาทิตย์) ก็เพียงแค่ไปหางานทำเท่านั้น แต่ในที่สุดเมื่อถูกตำรวจเค้นหนักเข้าเรื่อยๆ John ก็เริ่มทนไม่ไหว และสารภาพ….. และนี่เป็นสิ่งที่ John บอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Jessica
2
🐬ในคืนวันเกิดเหตุ ประมาณ ตีสาม John (ผู้ซึ่งเมายาอย่างหนัก) เดินเข้าไปในบ้านของ Jessica ผ่านประตูหน้าบ้านอย่างง่ายดาย เพราะประตูไม่ได้ล็อก (😰) John ปลุก Jessica ก่อนจะขู่ไม่ให้ Jessica ร้องหรือตะโกน ให้เดินตามเขามาเงียบๆ John เคยเห็น Jessica เล่นอยู่หน้าบ้านและเฝ้ามองมานานแล้ว ในตอนนั้นเขาคิดว่า Jessica มีอายุเพียงแค่หกขวบ
🐬Jessica ขอร้องว่า ขอเอาตุ๊กตาปลาโลมาของเธอไปด้วยได้ไหม John อนุญาติ ตุ๊กตาปลาโลมาสีม่วงตัวนี้เป็นตุ๊กตาที่ Mark พ่อของ Jessica เล่นเกมส์ชนะมาให้กับ Jessica ในงาน State Fair (ประมาณงานวัดฝรั่ง) อาทิตย์ที่ผ่านมา
🐬 John พา Jessica เดินออกมา และเข้าไปในห้องนอนของ John (บ้านของ Dorothy) โดยเอาตัว Jessica ลอดเข้ามาผ่านทางหน้าต่าง (คาดว่าเพื่อไม่ให้คนอื่นในบ้านเห็น)
🐬John ขัง Jessica ไว้ในตู้เสื้อผ้า ก่อนจะข่มขืนเธอหลายครั้ง Jessica ไม่ได้กินอาหารอะไรเลย และ John เก็บตัว Jessica ไว้ทรมานและข่มขืนจนเวลาผ่านไปสามวันด้วยกัน (😩 ยิ่งกว่าเดรัจฉาน) ในบางครั้ง John ยังพา Jessica มาดูพวกเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวที่พากันตามหา Jessica ผ่านทางหน้าต่างห้องนอนตัวเองอีกด้วย
**เจ้าหน้าที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติงาน เป็นหน่วยงานกลางในการตามหาตัว Jessica อยู่หน้าบ้านของ Jessica เอง และมองเห็นบ้านของ Dorothy ที่ John แอบอยู่ได้ชัด
🐬ในวันที่ตำรวจมาเคาะบ้านของ Dorothy ในครั้งแรก John เอาตัว Jessica ไปซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้า (แต่ดันอ้างว่าเด็กกลัวเลยวิ่งไปหลบเอง) และบอกกับตำรวจว่า เขาหวังเหลือเกินในวันนั้น หากตำรวจเดินเข้ามาในบ้านและขอค้นบ้านซักเล็กน้อย Jessica ก็คงจะยังไม่ได้ และตำรวจน่าจะหยุดเขาไว้ได้ (#@%^VS โทษคนอื่นไม่มีโทษตัวเองเลยนะ ความผิดคนอื่นทั้งนั้น)
และในที่สุดสิ่งที่ตำรวจกลัวมากที่สุดก็มาถึง เมื่อถามว่า John เอาตัว Jessica ไปทิ้งไว้ไหน??? คำสารภาพของ John ทำเอาเราเสียน้ำตาเลยค่ะ
John ไม่รู้จะทำไงกับ Jessica และตอนนี้เหมือนว่าเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกันค้นหาตัว Jessica หนักขึ้น John บอกกับ Jessica ว่าจะพา Jessica ไปส่งบ้าน แต่ Jessica ห้ามร้องและเพื่อไม่ให้คนเห็น Jessica ต้องลงไปนอนอยู่ในถุงพลาสติกสำดำขนาดใหญ่ (ถุงขยะ) แล้ว John จะแบก Jessica ไปไว้ที่หน้าบ้าน Jessica ยอมอย่างโดยดี เพราะเธอน่าจะอยากกลับบ้าน John เอาสายไฟพันแขน Jessica พร้อมกับตุ๊กตาปลาโลมา Jessica กอดตุ๊กตาไว้แน่น ก่อนที่ John จะเอาถุงขยะอีกใบมาห่อร่างของ Jessica แล้วมัดปากถุง…..ก่อนจะเอา Jessica ไปวางไว้ในหลุมที่เขาขุดรอไว้ หลังบ้านของ Dorothy นั้นเอง (ตอนขุดก็ขุดทั้งๆที่มีเจ้าหน้าที่อยู่เต็มพื้นที่นั้นแหละค่ะ)
บ้านของ Dorothy Dixon ที่ John ก่อเหตุทำร้าย Jessica และข้างๆบันไดหลังบ้านคือที่ที่เขาขุดหลุมฝัง Jessica ทั้งเป็น
ตำรวจรุดไปที่เกิดเหตุ แต่ก็รู้ทั้งรู้ในใจว่า เวลาผ่านมาเกือบเดือนแล้ว ตำรวจเจอกับหลุมที่ลึกลงไปประมาณ 2 ฟุตครึ่ง ในหลุมมีถุงพลาสติกสีดำที่ห่อหุ้มร่างของ Jessica ไว้ เมื่อแกะออกมา ศพนั้นยังกอดตุ๊กตาปลาโลมาของรักชิ้นสุดท้ายของ Jessica ไว้แน่น ร่างของ Jessica เริ่มเน่าเปื่อย เจ้าหน้าที่ชันสูตรพบว่า Jessica พยายามใช้นิ้วสองนิ้วฉีกถุงออกมาได้ (นิ้วสองนิ้วนี้กลายเป็นกระดูกไปแล้ว) แต่ขาดใจตายในที่สุดจากการถูกฝังทั้งเป็น
John Couey กล่าวกับตำรวจว่า เขาไม่แมนพอที่จะแทง หรือทุบตี หรือรัดคอ Jessica ให้ตายได้ แต่ก็ปล่อย Jessica ไปไม่ได้เช่นกัน เลยตัดสินใจ ฝังเธอทั้งเป็นแทน (โอ้ยยยยยย)
ตุ๊กตาปลาโลมาที่พบพร้อมกับศพ Jessica และตัวอย่างแบบเดียวกันที่เจ้าหน้าที่ใช้จำลองในศาล
การพิจารณาคดีในศาล:
เมื่อถูกนำตัวไปพิจารณาคดีในศาล ผู้พิพากษาไม่ยอมให้เอาคำสารภาพของ John มาเป็นหนึ่งในพยานหลักฐาน เพราะตอนที่เขาถูกนำตัวไปสอบสวน John ร้องขอให้มีทนายอยู่ด้วย แต่ตำรวจปฏิเสธและถามคำถามเขาต่อ (เห็นไหมคะ ถ้าทำอะไรไม่รัดกุม มันจะเป็นแบบนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นี้เลยค่อนข้างระวังตัวพอสมควร) แต่ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องใช้คำรับสารภาพของ John หรอกค่ะ เพราะ DNA ที่เก็บได้จากเบาะที่นอน (รอยเลือดที่ตำรวจเจอ) มีทั้ง DNA ของ Jessica DNA และคราบอสุจิของ John อยู่ในรอยเลือดดังกล่าว แถมตำรวจยังเจอรอยนิ้วมือ Jessica อยู่ในตู้เสื้อผ้าของ John อีกด้วย
Mark พ่อของ Jessica ไปที่ศาลพร้อมกับจ้อง John ด้วยสายตาเคียดแค้น เมื่อถึงคราวขึ้นให้การ Mark ขึ้นให้การทั้งน้ำตา "I hope you see the tears at night when she asked you if she could go home. You will never hurt another child again." และขอให้ศาลกับลูกขุนพิจารณาลงโทษประหารชีวิต John Couey
Mark ขณะที่นั่งอยู่ในศาล ฟังอัยการบรรยายให้ศาลและลูกขุนฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Jessica สายตาของ Mark จับจ้องอยู่ที่ John และหากใครได้ดูคลิปนี้จะเห็นว่า Mark น้ำตาไหลตลอดเวลา
ในตอนที่ขึ้นศาลพิจารณาคดี ทนายของ John พยายามสู้ว่า เขาเป็นคนวิกลจริต สติไม่สมประกอบ แต่ก็ไม่รอด ศาลพิพากษาลงโทษประหารชีวิต John Couey ในวันที่ 24 สิงหาคม ปี 2007 เป็นที่น่าเสียดายที่ John Couey เสียชีวิตด้วยโรงมะเร็ง (anal cancer) ในปี 2009 ก่อนที่จะได้รับโทษประหารชีวิต
1
**นอกจากนี้แล้ว Dorothy Dixon พี่สาวต่างมารดากับ Madie หลานสาวของ John ถูกตำรวจจับข้อหาให้การเท็จกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากทั้งสองคนเป็นคนซื้อตั๋วรถบัส (ซื้อในนามของ Madie) ให้กับ John เพื่อให้เขาหนีการจับกุมไปอยู่ที่รัฐ Georgia
Jessie’s Dad:
หลังจากเรื่องของ Jessica จบลง Mark ลาออกจากงานและเดินสายทั่วประเทศ เพื่อเข้าพบนักการเมือง ผู้ว่าการรัฐ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เกี่ยวกับอาชกรทางเพศที่กระทำต่อเด็ก ก่อนหน้านี้ Mark ฟ้องสำนักงานนายอำเภอเขตท้องที่ที่ตามหา Jessica ว่าพวกเขาทำหน้าที่ไม่ดีพอ หรือทำหน้าที่ไม่เต็มที่ (ตอนนั้นเขาโดนวิจารณ์หนักพอควรว่าเป็น “กุ๊ยหิวเงิน”บ้าง เอาความตายของลูกมาอ้างเพื่อหาเงินบ้าง แต่สิ่งที่ Mark ต้องการจริงๆคือการเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นเมื่อนายอำเภอที่รับผิดชอบเรื่องเดินทางมาคุยกับ Mark สองคน แบบไม่มีทนาย ทั้งสองฝ่ายปรับความเข้าใจกัน และ Mark ถอนฟ้องให้ที่สุดค่ะ)
Mark เดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อเสนอร่างกฎหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทษขั้นต่ำสำหรับอาชญากรที่ก่ออาชญากรรมทางเพศต่อเด็ก การเพิ่มโทษ การเพิ่มมาตราการติดตามตัว sex offenders ต่างๆ แม้กระทั่งการเสนอให้ใส่เครื่องติดตามตัวไว้ที่ข้อเท้าของอาชญากรพวกนี้เพื่อให้ถูกตามตัวได้ง่ายๆ พร้อมกับการห้ามคนที่เป็น sex offenders สามารถทำงานในโรงเรียนได้เด็ดขาด (John Couey เคยทำงานที่โรงเรียนประถมที่ Jessica เข้าเรียนนะคะ เป็นเหมือนช่างรับเหมาที่มากับบริษัท outsource น่าจะเพราะเหตุนี้เลยไม่ได้รับการเช็คประวัติ แต่ไม่มีการยืนยันว่า John เห็น Jessica ที่โรงเรียนหรือไม่)
ซึ่งการดำเนินการต่างๆไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ เนื่องจากแต่ละรัฐมีกฎหมายไม่เหมือนกัน การจะเปลี่ยนกฎหมาย ต้องไปทุกรัฐ และพยายามเสนอกับสภาของรัฐนั้น (ในบางรัฐไม่มีใครยอมคุยกับ Mark ด้วยซ้ำ) หากรัฐไหนรับฟังและตกลงและเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ Mark เสนอ กฎหมายนั้นจะถูกเรียกว่า Jessica’s Law ค่ะ ในการเดินทางเพื่อต่อสู่ของ Mark เขาได้พบกับผู้คนมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ Marc Klass พ่อของ Polly Klass ที่มาช่วยเขาต่อสู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่อนั้นเอง
**Remark: หลายคนอาจจะจำเรื่องของ Polly ได้ หากใครจำไม่ได้หรือยังไม่เคยอ่าน ตามไปดูได้ตาม link นะคะ
Mark ขณะที่เข้าพบ Arnold ผู้ว่าการรัฐสมัยนั้นและคนข้างขวาผมสั้นข้าง Arnold คือ Marc Klass พ่อของ Polly
ในชีวิตของ Mark เขาแค่อยากให้เรื่องของ Jessica ไม่เงียบหายไป และอยากให้เรื่องไม่จบที่การตายของ Jessica หากมันจบแค่ที่ John Couey ตาย แล้วลูกหลานคนอื่นละ?? คนอื่นที่ออกล่าเหยื่อเป็นเด็ก ก็สมควรต้องได้รับการลงโทษเหมือนกัน ทำไมปล่อยให้คนพวกนั้นไปอยู่ในสังคม รวมกับเด็กคนอื่นด้วย และพวกมันต้องก่อเหตุกี่ครั้ง ต้องทำร้ายเหยื่อกี่คน ถึงจะมีคำพิพากษาจับพวกมันให้อยู่ในคุกเป็นระยะเวลานาน? ซึ่งการเดินทางของ Mark กับการต่อสู้เพื่อออกกฎหมายดังกล่าวนั้น ถูกทำเป็นหนังสารคดีสั้นๆมีชื่อว่า Jessie’s Dad ค่ะ
ตอนที่ Mark ได้รับเชิญให้ขึ้นพูดในงาน Victim’s Week ที่จัดโดยกระทรวงยุติธรรม เขาได้พูดถึง Jessica ลูกรักของเขาว่า:
“Me and Jessie, we used to argue about who love each other the most. One day, I told her I love you this much (ทำมือประกอบ ดูในรูปนะคะ เพื่อความเข้าใจ) and that means i love you all the way around.” Jessica มองหน้า Mark ผู้เป็นพ่อ ก่อนจะบอกกับเขาว่า “Daddy, I love you this much (ทำมือประกอบ ดูในรูปนะคะ เพื่อความเข้าใจ) and nothing will come between us.”
ความเห็นส่วนตัว>> อย่าลืมล็อคบ้านกันนะคะทุกคน สามีเราแต่ก่อนอยู่ที่ประเทศไทยก็ไม่ค่อยล็อก มาอยู่นี่ยังดี ยังล็อกบ้าง กลัวคนเข้ามาขโมยหมาแมว 😅
EP. เก่าๆดูได้อีกทางที่นี้ค่ะ
Blockdit:
Facebook Page:
โฆษณา