28 ส.ค. 2020 เวลา 03:05 • การศึกษา
สงครามโลกครั้งที่ 1 World War I
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (อังกฤษ: World War I หรือ First World War) ยังเป็นที่รู้จักกันคือ "สงครามโลกครั้งแรก" หรือ "มหาสงคราม" (Great War) เป็นสงครามทั่วโลกที่กินเวลาจากวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 โดยถูกอธิบายอย่างใคร่ครวญว่าเป็น "สงครามเพื่อยุติสงครามทั้งหมด"[5] มันนำไปสู่การระดมพลบุคลากรทางทหารมากกว่า 70 ล้านนาย รวมทั้งชาวยุโรป 60 ล้านคน ทำให้เป็นหนึ่งในสงครามขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์[6][7] นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในความขัดแย้งที่อันตรายร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์[8] โดยมีผู้เสียชีวิตประมาณเก้าล้านคนและพลเรือนเสียชีวิต 13 ล้านคนอันเป็นผลโดยตรงจากสงคราม[9] ในขณะที่ได้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สเปนในปี ค.ศ. 1918 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 17 - 100 ล้านคนทั่วโลก[10][11]
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
WWImontage.jpg
(เรียงตามเข็มนาฬิกาเริ่มจากภาพบนสุด
สภาพภูมิประเทศหลังการระดมยิงปืนใหญ่ระหว่างยุทธการที่แม่น้ำซอมม์ รถถังมาร์ค 5 ข้ามแนวฮินเดนบวร์ค เรือหลวง อิรีซิสทิเบิล อัปปางหลังชนทุ่นระเบิดในดาร์ดาเนลส์ พลปืนกลวิกเคอส์ชาวบริติชสวมหน้ากากกันแก๊สระหว่างยุทธการที่แม่น้ำซอมม์ เครื่องบินขับไล่อัลบาทรอส เด3 ของยักด์ชตัฟเฟิล 11
วันที่
28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 – 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 (การสงบศึก)
สถานที่
ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง หมู่เกาะแปซิฟิก จีน และนอกชายฝั่งอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
ผลลัพธ์
ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะ
ชัยของฝ่ายมหาอำนาจกลางในแนวรบด้านตะวันออกเป็นโมฆะเพราะปราชัยในแนวรบด้านตะวันตก
จักรวรรดิในยุโรปภาคพื้นทวีปทุกแห่งล่มสลาย (รวมทั้งเยอรมนี รัสเซีย ตุรกีและออสเตรีย-ฮังการี)
การปฏิวัติรัสเซียและสงครามกลางเมืองรัสเซีย และการสถาปนาสหภาพโซเวียตในเวลาต่อมา
ความไม่สงบและการปฏิบัติอย่างกว้างขวางทั่วทวีปยุโรปและเอเชีย
การก่อตั้งสันนิบาตชาติ
ดินแดน
เปลื่ยน
การสถาปนาประเทศใหม่ในทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง
การโอนอาณานิคมและดินแดนของเยอรมนี เขตของอดีตจักรวรรดิออตโตมัน เขตของอดีตจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีและสหภาพโซเวียตให้ประเทศอื่น
คู่ขัดแย้ง
ฝ่ายสัมพันธมิตร:
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 ฝรั่งเศส
สหราชอาณาจักร จักรวรรดิบริติช
สหราชอาณาจักร สหราชอาณาจักร
แคนาดา แคนาดา
ออสเตรเลีย
อินเดีย
นิวซีแลนด์
Dominion of Newfoundland Red Ensign.svg นิวฟันด์แลนด์
แอฟริกาใต้
จักรวรรดิรัสเซีย รัสเซีย (1914–17)
จักรวรรดิญี่ปุ่น ญี่ปุ่น
ราชอาณาจักรอิตาลี อิตาลี (1915–18)
สหรัฐ (1917–18)
ราชอาณาจักรเซอร์เบีย เซอร์เบีย
ราชอาณาจักรมอนเตเนโกร มอนเตเนโกร
ราชอาณาจักรโรมาเนีย โรมาเนีย (1916–18)
เบลเยียม เบลเยียม
ไทย สยาม (1917–18)
สาธารณรัฐจีน (2455-2492) จีน (1917–18)
ราชอาณาจักรกรีซ กรีซ (1917–18)
โปรตุเกส โปรตุเกส (1916–18)
...และอื่น ๆ
ฝ่ายมหาอำนาจกลาง:
จักรวรรดิเยอรมัน เยอรมนี
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ออสเตรีย-ฮังการี
จักรวรรดิออตโตมัน
บัลแกเรีย บัลแกเรีย (1915-18)
...และอื่น ๆ
ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ฝ่ายสัมพันธมิตร:
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 แรมง ปวงกาเร
ฌอร์ฌ เกลม็องโซ
สหราชอาณาจักร เอช. เอช. แอสควิธ
เดวิด ลอยด์ จอร์จ
เบลเยียม อัลแบร์ที่ 1 แห่งเบลเยียม
จักรวรรดิรัสเซีย นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย
ราชอาณาจักรอิตาลี วิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 3 แห่งอิตาลี
วิตโตรีโอ ออร์ลันโด
สหรัฐ วูดโรว์ วิลสัน
จักรวรรดิญี่ปุ่น โยชิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น
Flag of Serbia (1882–1918).svg ปีเตอร์ที่ 1 แห่งเซอร์เบีย
ราชอาณาจักรโรมาเนีย เฟอร์ดินานด์ที่ 1 แห่งโรมาเนีย
ราชอาณาจักรกรีซ อีเลฟเทริออส เวนิเซลอส
ไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งสยาม
และคนอื่น ๆ...
ฝ่ายมหาอำนาจกลาง:
จักรวรรดิเยอรมัน ไคเซอร์วิลเฮล์มที่ 2
จักรวรรดิเยอรมัน จอมพลฮินเดินบวร์ค
จักรวรรดิเยอรมัน พลเอกลูเดินดอร์ฟ
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ไคเซอร์ฟรันซ์ โยเซฟที่ 1
ไคเซอร์คาร์ลที่ 1
จักรวรรดิออตโตมัน สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 5
สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 6
ราชอาณาจักรบัลแกเรีย ซาร์เฟอร์ดินานด์ที่ 1
และคนอื่น ๆ...
กำลัง
[1]
จักรวรรดิรัสเซีย 12,000,000 คน
จักรวรรดิอังกฤษ 8,841,541 คน[2][3]
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 8,660,000 คน[4]
ราชอาณาจักรอิตาลี 5,615,140 คน
สหรัฐ 4,743,826 คน
ราชอาณาจักรโรมาเนีย 1,234,000 คน
จักรวรรดิญี่ปุ่น 800,000 คน
ราชอาณาจักรเซอร์เบีย 707,343 คน
เบลเยียม 380,000 คน
ราชอาณาจักรกรีซ 250,000 คน
ไทย 1,600 คน
รวม : 42,961,450 คน
[1]
จักรวรรดิเยอรมัน 13,250,000 คน
จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี 7,800,000 คน
จักรวรรดิออตโตมัน 2,998,321 คน
บัลแกเรีย 1,200,000 คน
รวม : 25,248,321 คน
กำลังพลสูญเสีย
เสียชีวิต :
5,525,000 คน
บาดเจ็บ :
12,831,500 คน
สูญหาย :
4,121,000 คน
รวม :
22,477,500 คน
เสียชีวิต :
4,386,000 คน
บาดเจ็บ :
8,388,000 คน
สูญหาย :
3,629,000 คน
รวม :
16,403,000 คน
AD-thai.svg
บทความนี้ใช้ระบบคริสต์ศักราช เพราะอ้างอิงคริสต์ศักราชและคริสต์ศตวรรษ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 กัฟรีโล ปรินซีป ชาวเซิร์บบอร์สเนีย นักชาตินิยมยูโกสลาฟ ได้ลอบปลงพระชนม์ อาร์ชดยุก ฟรันซ์ แฟร์ดีนันท์ รัชทายาทแห่งออสเตรีย-ฮังการี ในเมืองซาราเยโว ได้นำไปสู่วิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคม[12][13] ในการตอบสนอง ออสเตรีย-ฮังการีได้ยื่นคำขาดต่อเซอร์เบีย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม คำตอบของเซอร์เบียได้ล้มเหลวในการสร้างความพึงพอใจให้กับชาวออสเตรีย และทั้งสองฝ่ายต่างได้เข้าสู่สงคราม
เครือข่ายของพันธมิตรที่ประสานกันได้ขยายวิกฤตจากปัญหาทวิภาคีในคาบสมุทรบอลข่านจนไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับส่วนใหญ่ของยุโรป ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1914 มหาอำนาจของยุโรปได้ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มพันธมิตร: ไตรภาคี ประกอบไปด้วยฝรั่งเศส รัสเซีย และบริติช และไตรพันธมิตรของเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลี ไตรพันธมิตร เป็นเพียงการป้องกันโดยธรรมชาติทำให้อิตาลีอยู่ห่างจากสงครามจนถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1915 เมื่อเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ภายหลังจากความสัมพันธ์กับออสเตรีย-ฮังการีได้ย่ำแย่ลง[14] รัสเซียรู้สึกว่าจำเป็นต้องให้การสนับสนุนแก่เซอร์เบียและอนุมัติการระดมพลทหารบางส่วน ภายหลังจากออสเตรีย-ฮังการีได้เข้ายึดครองกรุงเบลเกรด เมืองหลวงของเซอร์เบีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม[15] การระดมพลทหารอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซียได้ถูกประกาศในช่วงค่ำของวันที่ 30 กรกฎาคม วันต่อมา ออสเตรีย-ฮังการีและเยอรมนีได้ทำแบบเดียวกัน ในขณะที่เยอรมนีได้เรียกร้องให้รัสเซียยกเลิกการะดมพลทหารภายในเวลาสิบสองชั่วโมง[16] เมื่อรัสเซียไม่ปฏิบัติตามคำเรียกร้อง เยอรมนีจึงประกาศสงครามกับรัสเซียในวันที่ 1 สิงหาคมเพื่อให้การสนับสนุนแก่ออสเตรีย-ฮังการี ตามหลังด้วยในวันที่ 6 สิงหาคม ฝรั่งเศสได้สั่งให้ระดมพลทหารอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้การสนับสนุนแก่รัสเซีย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม[17]
ยุทธศาสตร์ของเยอรมนีในการทำสงครามสองแนวรบกับฝรั่งเศสและรัสเซียคือ การรวบรวมกองทัพจำนวนมากในตะวันตกอย่างรวดเร็วเพื่อเอาชนะฝรั่งเศสภายในเวลาหกสัปดาห์ จากนั้นก็สัปเปลี่ยนกองกำลังไปยังทางตะวันออกก่อนที่รัสเซียจะระดมพลทหารได้อย่างเต็มที่ สิ่งนี้เป็นที่รู้จักกันในเวลาต่อมาคือ แผนชลีเฟิน[18] เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เยอรมนีได้เรียกร้องให้เคลื่อนทัพผ่านทางเบลเยียมโดยเสรี ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบรรลุชัยชนะอย่างรวดเร็วต่อฝรั่งเศส[19] เมื่อคำเรียกร้องได้ถูกปฏิเสธ กองทัพเยอรมันจึงบุกครองเบลเยียมในวันที่ 3 สิงหาคม และประกาศสงครามกับฝรั่งเศสในวันเดียวกัน รัฐบาลเบลเยียมได้เรียกร้องสนธิสัญญาลอนดอน ค.ศ. 1839 และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาฉบับนี้ บริติชจึงประกาศสงครามกับเยอรมนี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม บริติชและฝรั่งเศสยังได้ประกาศสงครามกับออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ญี่ปุ่นได้เข้าข้างกับบริติช ได้เข้ายึดครองดินแดนของเยอรมันในจีนและแปซิฟิก ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1914 จักรวรรดิออตโตมันได้เข้าสู่สงครามโดยอยู่ฝ่ายมหาอำนาจกลาง ได้ทำการเปิดแนวรบในคอลเคซัส เมโสโปเตเมีย และคาบสมุทรไซนาย สงครามเป็นการสู้รบกันใน (และดึงดูดเข้ามา) ดินแดนอาณานิคมของมหาอำนาจแต่ละฝ่ายได้กระจายความขัดแย้งไปยังแอฟริกาและทั่วโลก ฝ่ายภาคีและประเทศพันธมิตรต่างๆ ก็ได้กลายเป็นที่รู้จักกันคือ ฝ่ายสัมพันธมิตร ในขณะที่การรวมกลุ่มของออสเตรีย-ฮังการี เยอรมนี และประเทศพันธมิตรต่างๆ ได้กลายเป็นที่รู้จักกันคือ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง
เยอรมันได้รุกเข้าสู่ฝรั่งเศสได้หยุดชะงักลงในยุทธการที่มาร์น และในช่วงปลายปี ค.ศ. 1914 แนวรบด้านตะวันตกได้เข้าสู่สงครามการบั่นทอนกำลัง โดยมีการขุดแนวสนามเพลาะเป็นเส้นทางยาวที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจนถึงปี ค.ศ. 1917 (แนวรบด้านตะวันออก ซึ่งตรงกันข้าม ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนกันโดยดินแดนขนาดใหญ่มาก) ในปี ค.ศ. 1915 อิตาลีได้เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรและเปิดแนวรบในเทือกเขาแอลป์ บัลแกเรียได้เข้าร่วมกับฝ่ายมหาอำนาจกลางในปี ค.ศ. 1915 และกรีซได้เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปี ค.ศ. 1917 ซึ่งได้ขยายสงครามในคาบสมุทรบอลข่าน สหรัฐอเมริกาในช่วงแรกได้วางตัวเป็นกลาง แม้ว่าจะยังคงวางตัวเป็นกลาง ก็ได้กลายเป็นผู้จัดส่งที่สำคัญที่สุดในการส่งวัสดุสงครามให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร ในท้ายที่สุด ภายหลังจากการจมเรือพาณิชย์ของอเมริกันโดยเรือดำน้ำเยอรมัน คำประกาศของเยอรมนีว่ากองทัพเรือจะกลับมาโจมตีอย่างต่อเนื่องต่อการเดินเรือที่เป็นกลาง และมีการเปิดเผยว่าเยอรมนีได้พยายามปลุกระดมให้แม็กซิโกริเริ่มทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาจึงประกาศสงครามกับเยอรมนี เมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1917 กองทัพอเมริกันที่ได้รับการฝึกฝนซึ่งยังไม่ได้เริ่มออกเดินทางไปยังแนวหน้าในจำนวนมากมาย จนกระทั่งกลางปี ค.ศ. 1918 แต่กองกำลังรบนอกประเทศอเมริกันซึ่งท้ายที่สุดก็มีจำนวนทหารถึงสองล้านนาย[20]
แม้ว่าเซอร์เบียจะพ่ายแพ้ไปในปี ค.ศ. 1915 และโรมาเนียก็ได้เข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรในปี ค.ศ. 1916 แต่กลับประสบความพ่ายแพ้ในปี ค.ศ. 1917 ไม่มีประเทศชาติมหาอำนาจใดถูกโค่นล้มออกจากสงครามจนถึงปี ค.ศ. 1918 ปี การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ในรัสเซีย ได้เข้ามาแทนที่อำนาจของพระเจ้าซาร์โดยรัฐบาลเฉพาะกาล แต่ความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องกับความสิ้นเปลืองของสงคราม จนนำไปสู่การปฏิวัติเดือนตุลาคม การก่อตั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต และลงนามในสนธิสัญญาเบรสท์-ลีตอฟสก์โดยรัฐบาลใหม่ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1918 เป็นอันสิ้นสุดของการมีส่วนร่วมของรัสเซียในสงคราม ตอนนี้ เยอรมนีได้เข้าควบคุมยุโรปตะวันออกและย้ายกองกำลังรบจำนวนมากไปยังแนวรบด้านตะวันตก การใช้กลยุทธ์ใหม่ การรุกของเยอรมันในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1918 ได้ประสบความสำเร็จในช่วงแรก ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ล่าถอยและยืนหยัดไว้ กองกำลังสำรองสุดท้ายของเยอรมันได้หมดลง เมื่อกองกำลังทหารอเมริกันที่มีความสดใหม่ 10,000 นายได้เดินทานถึงทุกๆ วัน ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ขับไล่เยอรมันกลับไปในการรุกร้อยวัน การโจมตีอย่างต่อเนื่องซึ่งเยอรมันไม่อาจตอบโต้ได้เลย[21] ต่อมาได้มีประเทศในฝ่ายมหาอำนาจกลางได้ประกาศที่จะถอนตัว ประเทศแรกคือ บัลแกเรีย ต่อจากนั้นก็เป็นจักรวรรดิออตโตมัน และจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี เมื่อพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นในประเทศบ้านเกิด และกองทัพก็ไม่เต็มใจที่จะต่อสู้รบอีกต่อไป จักรพรรดิวิลเฮ็ล์มได้สละราชบังลังก์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน และเยอรมนีได้ลงนามในการสงบศึก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 เป็นอันสิ้นสุดลงของการสู้รบ
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในบรรยากาศทางการเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมของโลก สงครามและผลผวงโดยฉับพลันได้จุดประกายการปฏิวัติและการก่อการกำเริบมากมาย บิ๊กโฟร์ (บริติช ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และอิตาลี) ได้กำหนดเงื่อนไขของพวกเขาเกี่ยวกับประเทศมหาอำนาจที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสนธิสัญญาต่างๆ ที่ได้ตกลงกันในการประชุมสันติภาพปารีส ค.ศ. 1919 ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ สนธิสัญญาสันติภาพของเยอรมัน: สนธิสัญญาแวร์ซาย[22] ในท้ายที่สุด อันเป็นผลมาจากสงคราม จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี จักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิออตโตมัน และจักรวรรดิรัสเซียต่างได้ล่มสลายไปเสียแล้ว และประเทศรัฐใหม่จำนวนมากได้ถูกก่อตั้งขึ้นจากส่วนที่เหลือของพวกเขา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงสุดท้าย ฝ่ายสัมพันธมิตรจะได้รับชัยชนะ(และการก่อตั้งสันนิบาตชาติในช่วงการประชุมสันติภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการเกิดสงครามขึ้นในอนาคต) สงครามโลกครั้งที่สองได้เกิดขึ้นตามมาในอีกยี่สิบปีต่อมา
โฆษณา