2 ก.ย. 2020 เวลา 08:08 • บันเทิง
ปริศนาพระเจ้าตากสิน 2-2 (จบ)
ตีพิมพ์ วารสาร พล.ร.๖ และ กกล.สุรนารี เมื่อปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๒ เดือนมกราคม – มีนาคม ๒๕๕๒
เมื่อ ๗ ต.ค.๕๑ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) ที่ยังคงยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ ได้เคลื่อนขบวนมาปิดล้อมรัฐสภา ไม่ให้บรรดา ส.ส. เข้าแถลงนโยบาย ส.ส.ฝ่ายค้านเป็นนกรู้ไม่เข้ามาประชุมสักคน ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม ทำให้ผู้ประท้วง มีทั้งบาดเจ็บ ขา-แขนขาด และเสียชีวิต ว่ากันว่าเพราะแก๊สน้ำตาที่มาจากประเทศจีน เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็บาดเจ็บไปเป็นร้อย อีกทั้งพันธมิตรฯขับรถกระบะพุ่งเข้าฝ่าแนวรับของตำรวจ แล้วถอยเหยียบซ้ำอีก จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้บางคนดูแล้วมันส์มาก บางคนก็สงสารทั้ง ๒ ฝ่าย
วันที่เขียนต้นฉบับนี้เป็นคืนวันที่ ๒๘ พ.ย.๕๑ กลุ่มพันธมิตรฯ (อีกแล้ว) เข้าปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ได้ ๒ วันแล้วครับ แค่ ๒ วันนักท่องเที่ยว นักเดินทางทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติตกค้างหลายหมื่นคน สินค้านำเข้า-ส่งออกติดค้างมากมายหลายเที่ยว นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างก็บอกว่าประเทศไทยจะเสียหายประมาณหนึ่งถึงสองแสนล้านบาท เฉลี่ยวันละประมาณแสนล้านบาท (โห) แม้จะปิดแค่ ๒ - ๓ วันนั้น แต่ไทยต้องใช้เวลาฟื้นฟูเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ลดความเสี่ยงของนักลงทุน และนักท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อย ๒ ปี น่าสงสารประเทศจริง ๆ
เหนื่อยและท้อไหมครับ ทีนี้มาว่าเรื่องของเรา (พระเจ้าตากสิน) ต่อจากฉบับที่แล้วกันดีกว่า ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเพื่อความสนุกน่ะครับ ว่าพระเจ้าตากสิน และพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นคนคนเดียวกัน ด้วง – ทองด้วง – พระยาจักรี – เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก – ร.๑ เป็นคนคนเดียวกัน และ มา – บุญมา – พระยาสุรสีห์ – กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ก็เป็นคนคนเดียวกัน (จะบอกทำไมนี่) ทีนี้ขอเริ่มจากเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเป็นภาษาชาวบ้านเหมือนเดิมนะครับ ว่ากันเลย...
วันที่พระเจ้าตากสินขี่ม้าพาทหาร ๕๐๐ นายตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมาจากกรุงศรีฯ และปราบทหารพม่าตามรายทางมาเรื่อยถึง ๔ ครั้ง วันนั้นเป็นวันที่ ๔ ม.ค.๒๓๑๐ วันนี้จึงเป็นวันทหารม้าครับ พอถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งเจอผู้เฒ่าคำเป็นคนเลี้ยงนก ก็เอานกที่เลี้ยงไว้มาทำอาหารเลี้ยงคณะของพระเจ้าตาก หมู่บ้านนี้จึงชื่อว่าพรานนก
เหตุที่หนีออกมาทางภาคตะวันออกนี้ เพราะทรงเห็นว่าแถวนี้เป็นเขตปลอดทัพใหญ่ของพม่า และมีเมืองใหญ่คือเมืองจันทบุรี
แต่พอเข้าเขตชลบุรีได้ระยะหนึ่งทรงเห็นว่ากองกำลังของท่านเหน็ดเหนื่อยมามาก ก็ทรงให้พักทัพที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งหมู่บ้านนี้จึงชื่อว่าทัพพระยา แต่บางบันทึกบอกว่ามาพักทัพตอนที่จะนำกองเรือเข้ากอบกู้กรุงศรีอยุธยา เอาเป็นว่าพักทัพที่นี่ทั้งขาไป – ขากลับ ก็แล้วกัน แต่ที่แน่ๆ ปัจจุบันนี้คือ “พัทยา” ครับ
หลังจากกรุงศรีฯแตกผู้คนทั้งขุนนางทั้งบ่าวก็กระจัดกระเจิงกระจายไปทั่ว พอหลังจากได้ข่าวว่าพระเจ้าตากสินตั้งกองกำลังมั่นคงที่จะกู้ชาติ นายบุญมา(เจ้าพระยาพระยาสุรสีห์) จึงไปชวนพี่ชายทองด้วง (ร.๑) ที่เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ไปร่วมกู้ชาติกับพระเจ้าตาก นายทองด้วงบอกว่าไปด้วยไม่ได้เนื่องจากภรรยากำลังตั้งครรภ์ (ท้อง ร.๒) แต่ได้มอบเงินทอง และดาบให้ พร้อมกับบอกให้นายบุญมาไปรับแม่ของพระเจ้าตากซึ่งลี้ภัยกรุงแตกมาอยู่ที่บ้านแหลมเพชรบุรี ไปพบพระเจ้าตากด้วยเผื่อจะได้ความดีความชอบ
หลังจากกู้กรุงศรีอยุธยาสำเร็จและเห็นว่าบ้านเมืองถูกพม่าปล้น และจุดไฟเผาอย่างราบคาบย่อยยับ พระเจ้าตากจึงได้ไปยืมเงินกษัตริย์จีน (ฮ่องเต้) โดยอาศัยเส้นสายภายในที่พระองค์เองก็เป็นคนเชื้อสายจีนเหมือนกันจึงยืมง่าย เมื่อยืมเงินมาแล้วก็นำมาเป็นทุนในการกอบกู้บูรณะชาติบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ จนมั่นคงแข็งแรง พอครบกำหนดสัญญาทางเจ้าหนี้(จีน)เริ่มทวงถาม พระองค์ก็ทรงคิดว่าถ้าจะใช้คืนก็สามารถใช้หนี้ได้ แต่เงินจะหมดคลังหลวงไม่เหลือให้ใช้ในการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป ครั้นจะเก็บภาษีแพงขึ้นจากประชาชน ก็เกรงว่าจะทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ถ้าไม่ใช้หนี้คืนจีนก็จะยึดเมือง และถือว่าอาณาจักรธนบุรี เป็นเมืองขึ้นของจีน
พระองค์ไม่อยากเบี้ยวครับ แต่เพื่อชาติบ้านเมือง จึงทรงวางแผนกับเพื่อนสนิท คือพระยาจักรี โดยวางแผนให้พระยาจักรี ยกทัพไปปราบเขมรที่กำลังคิดแข็งเมือง และให้นำลูกชายที่เป็นองค์รัชทายาทของพระองค์ไปด้วย เพราะพิจารณาแล้วว่าองค์รัชทายาทคงไม่สามารถปกครองบ้านเมืองและรับมือกับพม่าได้ รับสั่งกับพระยาจักรีว่าเมื่อปราบเขมรได้แล้วให้ลูกชายพระองค์อยู่ปกครองเมืองเขมร พระองค์จะเสด็จออกบวช แล้วสร้างเรื่องกบฏขึ้นในกรุงธนบุรี พระองค์จะแสร้งเป็นบ้า จะได้พ้นจากความเป็นกษัตริย์ แล้วให้พระยาจักรียกทัพมาปราบกบฏ อีกเพราะขณะนั้นเห็นว่าพม่ากลัวพระยาจักรีมาก และเป็นบุคคลเดียวที่มีขีดความสามารถที่จะป้องกันประเทศจากภัยคุกคามภายในและภายนอกได้ในสถานการณ์ขณะนั้น
เมื่อพระองค์แกล้งบ้าก็ทำเป็นว่าตัวเองศึกษาธรรมะจนสำเร็จอรหันต์ แล้วบังคับให้พระสงฆ์ใหญ่น้อยมาเคารพกราบไหว้ จนเกิดความแตกแยกวุ่นวายขึ้นในพระนคร
เมื่อพระยาจักรีนำทัพกลับมาตั้งอยู่ที่ “วัดสะแก” และปราบกบฏแล้วทำเป็นสอบสวนหาคนผิด แล้วสั่งประหารชีวิตพระเจ้าตากสินโดยการทุบด้วยท่อนจันทน์ พวกข้าราชบริพารอัญเชิญ ร.๑ ให้เถลิงราชสมบัติเป็น ร.๑ โดยพระองค์สระผม และแต่งกาย เตรียมตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่วัดนี้ วัดนี้จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดสระเกศ”
เมื่อพระเจ้าตากสิน(ลูกหนี้)ตาย สัญญากู้เงินที่ทำไว้ก็สิ้นสุดเป็นโมฆะ ไม่ต้องใช้หนี้ครับ
แต่คนที่ตายแทนเป็นทหารคนสนิทที่หน้าตาคล้ายพระองค์ พอตกกลางคืนก็ลงเรือที่ ร.๑ จัดเตรียมไว้ให้หลบหนีไปพักที่ราชบุรีก่อนแล้วต่อไปที่บ้านแหลมเพชรบุรี แล้วไปสร้างตำหนักอยู่ที่เขาวังใกล้วัดอินคีรี (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียนพรหมนุสรณ์) เมื่อเริ่มมีข่าวออกไปก็หลบไปอยู่ที่ถ้ำเขาหลวงเมืองเพชรบุรี (ร.๔ เคยธุดงค์มาที่นี่ครั้งแรก พ.ศ.๒๓๗๐ เมื่อยังผนวชก่อนครองราชย์) เขาหลวงนี้น่าไปเที่ยวมากครับ และสุดท้ายไปยังนครศรีธรรมราชในพื้นที่ อ.ลานสกา จากนั้นก็มาบวชที่ ถ้ำวัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี นครศรีธรรมราช ผู้เขียนเคยไปดูมาแล้วน่าสนใจมากครับพิพิธภัณฑ์ที่เขาจัดแสดงพวกสิ่งของเครื่องใช้ที่ขุดพบในถ้ำดูสูงศักดิ์ดูมีราคามากเกินกว่าชาวบ้านธรรมดาจะใช้ครับ
ว่ากันว่าพระเจ้าตากหลบจากธนบุรีพร้อมด้วยหม่อมประยงค์น้องสาวร่วมสายพระโลหิตมีนายชิตกับนายชุบผู้ใกล้ชิดตามมาด้วย เมื่อทั้งสองเป็นไข้ป่าตาย ทรงนำกระดูก(อัฐิ)ทั้งสองบรรจุไว้ในรูปปั้นยักษ์ที่รักษาประตูถ้ำวัดเขาขุนพนมครับ
เมื่อบวชได้ระยะหนึ่งพระเจ้าตากสินก็ประชวรด้วยโรคไข้ป่า (บางบันทึกว่าเป็นวัณโรค) จึงลาสิกขาออกมาอยู่กับลูกชาย(ลับ)คือเจ้าพระยานคร (น้อย) ที่เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ในสมัย ร.๓ ไม่นานพระองค์ก็สวรรคต มีหลักฐานอ้างอิงว่ามีใบบอกแจ้งจากเจ้าเมืองนครศรีฯ เข้าไปบอกในเมืองหลวงกรุงเทพฯ ว่า “ท่านข้างในสิ้นแล้ว” ส่วนพระบรมศพนั้นได้ตั้งทำการพระเมรุที่ชายทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราช
เอกสารต่างประเทศ โดยผู้ค้นคว้าของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ระบุว่า พระอัฎฐิ์ (กระดูก) ของพระเจ้าตากสิน อยู่ร่วมกับกระดูกเจ้าพระยานคร (น้อย) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (บุตรชาย) ในสถูปของพระเจดีย์ต้นหว้าหกต้นซึ่งชาวบ้านเรียกว่าเจดีย์ดำในวัดพระมหาธาตุวรวิหาร (วัดมหาธาตุเมืองนคร) ก็วัดที่เขาชอบไปปลุกเสกองค์จตุคามกันนั่นแหละครับ ผู้เขียนเองก็เคยไปร่วมพิธีการจัดสร้างปลุกเสกมาแล้ว “รุ่นรวยทั้งโคตร” (ขอโฆษณาหน่อย – สนใจติดต่อผู้เขียนครับ)
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ากันว่าชุมชนรอบเขาขุนพนมนั้น ไม่ใช่ชุมชนธรรมดาเมื่อดูจากแผนผังและลักษณะที่ตั้งทำเลการจัดตั้งแล้ว น่าจะเป็นเสมือนชุมชนในการเฝ้าระวังถวายความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญของชาติอย่างแน่นอนครับ
ทั้งหมดนั้นเก็บบันทึกมาจากตำนานเรื่องเล่าลือต่าง ๆ ของคนในพื้นที่ครับโดยเฉพาะคนในตระกูลของพระเจ้าตากสิน คือตระกูล ณ นคร ต่อไปเป็นเรื่องตามพงศาวดาร และจดหมายเหตุต่างๆ ที่จริงมีเยอะมากและขัดแย้งกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้บันทึก เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสผู้เขียนจะคัดลอกแล้วประมวลจากบางฉบับที่หาอ่านยาก ๆ นะครับ
เรื่องที่ว่าพระเจ้าตากสินบังคับและลงโทษพระสงฆ์นั้น น่าจะเริ่มหลังจากกรุงศรีอยุธยาถูกพม่า ปล้นและจุดไฟเผาอย่างราบคาบย่อยยับ รวมทั้งกวาดสมบัติทุกอย่าง ในช่วงนั้น พวกพม่าได้เกณฑ์ผู้คนขุดคุ้ยหาสมบัติของแผ่นดิน ทั้งได้เกณฑ์พระสงฆ์ให้เที่ยวบอกแหล่งที่ซ่อนสมบัติ กรุต่าง ๆ เจดีย์ วัดวาอารามถูกทำลายลงเพื่อการขุดค้นหาสมบัตินั้น พระสงฆ์หลายรูปได้ประพฤติตนเยี่ยงโจรรวมหัวกับพม่า
และเมื่อครั้งที่ผู้คนแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามีหลายก๊ก ก๊กที่ร้ายกาจที่สุดคือก๊กเจ้าพระฝางซึ่งมีหัวหน้าเป็นพระภิกษุ แต่เสพสุรา ฆ่าคน และทำลามกอนาจารต่าง ๆ เจ้าพระฝางในเครื่องแต่งกายของบรรพชิต(พระ) คุมกองทัพสงฆ์ออกจี้ปล้นทรัพย์สินของราษฎรทำให้เสียภาพลักษณ์ของพระศาสนาอย่างร้ายแรง
ครั้นพระเจ้าจากสินได้กู้แผ่นดินคืน พระเหล่านั้นก็ยังดำรงตนเป็นพระอยู่เพราะคิดว่าหามีผู้ใดรู้เห็นในการกระทำของตนเอง บางรูปได้ดิบได้เป็นถึงชั้นราชาคณะ พระเจ้าตากได้สอบสวนแล้วพบว่าเป็นจริง ท่านจึงสั่งให้สึกทั้งหมดและสั่งให้ประหารชีวิตเสีย นี่กระมังจึงทำให้เกิดข่าวลือว่าพระองค์เป็นบ้าเฆี่ยนฆ่าพระสงฆ์
ส่วนเรื่องที่ประชาชนเริ่มโกรธเกลียดพระเจ้าตากสิน เพราะในปลายรัชกาลของพระองค์ ทรงดำเนินนโยบายเกี่ยวกับภาษีอากรและการคลังในทางที่ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่คนจำนวนหนึ่ง และเป็นคนเหล่านี้เองได้โฆษณาเกี่ยวกับอาการวิกลจริตของพระองค์
ซึ่งน่าจะมาจากเชื้อสายขุนนางเก่ากรุงศรีอยุธยาที่หลงเหลืออยู่ เมื่อเห็นว่าพระเจ้าตากสินที่เป็นแค่คนธรรมดาขึ้นมาเป็นกษัตริย์ ก็ไม่พอใจเมื่อรวมตัวกันได้ในพื้นที่อำนาจเก่าของตนก็เริ่มสร้างข่าวไม่ดีใส่ร้ายพระองค์ ทั้งยังเรียกเก็บภาษีประชาชนเองอย่างแพง และยุยงจนประชาชนเริ่มไม่พอใจ พระเจ้าตากสิน
โดยเริ่มจากได้ก่อกบฏขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา จนพระยาอินทรอภัยผู้รักษากรุงเก่าต้องหลบหนีมายังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินรับสั่งให้พระยาสรรค์ขึ้นไปสืบสวนเอาตัวคนผิดมาลงโทษ แต่พระยาสรรค์กลับไปเข้ากับพวกกบฏ และยกพวกมาปล้นพระราชวังกรุงธนบุรีในวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๕
พอทัพกบฏถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที พวกกบฏที่แอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีก็ก่อการจลาจลขึ้น ความทราบถึงพระเจ้าตากสิน ทรงเสด็จตื่นบรรทมออกบัญชาการต่อสู้อย่างเข้มแข็ง เพราะยังไม่ทรงทราบว่าเป็นข้าศึกต่างเมืองยกมา หรือเป็นแต่คนทรยศชาติไทยคิดก่อการกบฏขึ้น จวนรุ่งสว่าง ทหารหลวงยิงเรือพวกกบฏล่ม และกองเรือฝ่ายกบฏเริ่มถอยแล้ว ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเห็นว่า พวกกบฏล้วนเป็นคนไทยทั้งนั้น ก็สลดสังเวชพระราชหฤทัยมาก เวลาบ้านเมืองเป็นอันตรายเสียแก่พม่าข้าศึก หามีคนกล้าหาญสะสมกำลังยกมาต่อสู้พม่าไม่ พระองค์สู้พลีพระชนม์ชีพเข้ามาต่อสู้พม่า จนปราบปรามลงราบคาบ กู้ชาติไทยกลับเป็นอิสระ ให้ไทยมีชาติพ้นจากความเป็นทาสพม่า ทรงพยายามทุกทางที่จะให้ไทยเจริญอย่างรวดเร็ว ให้ไทยทุกคนได้ทำมาหากินเป็นสุขสมบูรณ์ ไม่ให้ศัตรูดูหมิ่น ไม่ให้ต่างชาติเหยียดหยาม แม้จะต้องเหนื่อยหนักเท่าไร ก็มิได้ทรงยอมท้อถอย อุตส่าห์ก่อกู้ และสร้างชาติไทยจนเป็นปึกแผ่นดำรงความเป็นไทยอย่างมั่นคง ซึ่งพี่น้องชาวไทยผู้รักชาติควรจะปลื้มใจที่สุด แต่ไฉน จึงมีชาวไทยบางหมู่คิดกบฏต่อพระองค์ เพราะเขาได้รับความเดือดร้อนอย่างไรหรือ หรือว่าเพราะเขาต้องการความเป็นใหญ่เป็นโตครอบงำชาติไทยต่างหาก (จากปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ เดือนธันวาคม ๒๕๒๔)
เมื่อถึงวาระสุดท้าย มิใช่หมดโอกาสปราบกบฏ แต่เป็นวิสัยพระมหากษัตริย์ ทรงพยายามแต่จะให้การเป็นไปโดยสงบทุกทาง ซึ่งผู้ที่ใช้ความไตร่ตรองสักหน่อย ก็จะมองเห็นพระราชหฤทัยอันเต็มด้วยพระมหากรุณาอย่างสุดซึ้ง ในชั้นต้นพวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก ๓ เดือน
อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิด ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไขเสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ทรงขัดข้องอย่างใด ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน ๔ แรม ๑๒ ค่ำ ที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอนว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว ๓ เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม (เหมือนคราวเสด็จออกทรงผนวชในรัชกาลที่ ๕)
เหตุไฉนพวกกบฏจึงขอให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จออกทรงผนวช ทำไมจึงไม่บุกบั่นเข้าถึงพระองค์ แล้วจับสำเร็จโทษเสียเล่า ข้อนี้คงเป็นเพราะกำลังของพวกกบฏยังไม่พอจะทำได้เช่นนั้นประการหนึ่ง หรือบางทีอีกประการหนึ่งคงเป็นเพราะราษฎรไม่ต้องการเช่นนั้น แม้ว่าเหล่าราษฎรที่ถูกหลอกให้เข้ากับกองทัพมาทำการกบฏ ก็คงจะไม่ลืมพระคุณ ถึงกับคิดฆ่าพระองค์ทีเดียว ขอเพียงให้พระองค์ทรงผนวชชั่วคราวเท่านั้นก็พอแล้ว หากพวกกบฏแท้ ๆ จะคิดหักหาญเกินไป ความลับก็จะแดงขึ้นถึงกับต้องปะทะกับราษฎรอีกก็เป็นได้ จึงจำใจขอเพียงให้ทรงผนวช ๓ เดือน เพื่อให้ถูกใจราษฎรที่หลงเชื่อคำปลุกปั่นพลาง ๆ เมื่อราษฎรกลับคืนบ้านเรือนของตนหมดแล้ว เรื่องต่อไปค่อยคิดอ่านภายหลังก็คงได้
พวกกบฏบังคับให้พระเจ้าตากสินออกผนวช และคุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) แล้วพระยาสรรค์ได้ตั้งตนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และ เจ้าพระยาพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ซึ่งไปราชการทัพเมืองกัมพูชา และยกกำลังเข้าตีเมืองเสียมราฐ เมื่อทราบข่าวการจลาจลในกรุงธนบุรี จึงรีบยกทัพกลับ ขณะนั้นเป็นเดือน เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕
เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว ๑๒ วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๓) พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ยกทัพเข้ามาตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลบ้านปูน ตอนเหนือพระราชวังหลวง
พวกชาวกรุงเก่าถูกหลอกให้เฮโลเข้ามาทำการกบฏต่อพระเจ้าตากสินของตนเอง แต่ผลแห่งการกบฏนั้น พวกราษฎรคงนึกไม่ถึงว่าจะเป็นเหตุให้พระเจ้าตากสินของตนต้องถูกปลงพระชนม์
ทัพของเจ้าพระยาจักรีมาถึงเมืองธนบุรีในวันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๕ หลังจากที่รบกันกลางเมือง มาได้เพียง ๔ วัน ส่วนกองทัพของเจ้าพระยาสุรสีห์ก็ตามกลับมาถึงหลังจากนั้นอีก ๙ วันกองทัพของเจ้าพระยาจักรีมาถึงธนบุรีในตอนเช้าในวันนั้น (ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๕ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทุมาศ หน้า ๑๓๑) และในที่ประชุมขุนนางนั้นก็ได้ปรึกษาโทษของพระเจ้ากรุงธนบุรี จำเลยคือพระเจ้ากรุงธนบุรีก็อาจถูกพันธนาการอยู่ในที่นั้นด้วย (พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี แผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาที่ ๔, พระนคร, กองวิชาการ, กระทรวงธรรมการ, ๒๔๗๙., หน้า ๒๐๗)
มีการกล่าวโทษพระองค์ด้วยประการต่าง ๆ ในขณะที่อำนาจที่แท้จริงตกอยู่ในมือของเจ้าพระยาจักรีเสียแล้ว การไต่สวนที่ทำให้ดูประหนึ่งเป็นมติความเห็นชอบของชนชั้นผู้นำก็สิ้นสุดลง จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุมก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ (โซ่ตรวน) พระเจ้าตากสินจึงบอกว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ (พระยาจักรี) จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้นพระยาจักรีได้ทอดพระเนตรเห็นก็โบกพระหัตถ์ไม่ให้นำมาเฝ้า ผู้คุมและเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย แล้วรับสั่งให้เอาศพไปฝังไว้ ณ วัดบางยี่เรือใต้" (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม, พระนคร, โรงพิมพ์หมอบรัดเล, จ.ศ. ๑๒๒๕. หน้า ๖๕๐)
อันที่จริงก่อนที่พระเจ้ากรุงธนบุรีจะถูกปลงพระชนม์นั้น ได้มีขุนนางที่ฝักใฝ่อยู่ข้างพระองค์ได้ถูกประหารไปแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดบางยี่เรือ (วัดอินทาราม) ใกล้ตลาดพลูคลองบางหลวง บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (ต้นสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า ๕๐ นาย
ครั้นเมื่อเจ้าพระยาสุรสีห์ (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท) เสด็จกลับมาถึงพระนคร ปรึกษาราชการแผ่นดินด้วยกันกับพี่ชายพระยาจักรีแล้ว ให้ตำรวจไปจับตัวข้าราชการทั้งปวง บรรดาที่มีความผิดขุ่นเคืองกับพระองค์มาแต่ก่อนให้ประหารชีวิตเสียสิ้นทั้งแปดสิบคนเศษ" (พระราชพงศาวดารกรุงสยาม, พระนคร, โรงพิมพ์หมอบรัดเล, จ.ศ. ๑๒๒๕. หน้า ๖๕๒) รวมขุนนางและเจ้านายในราชวงศ์ธนบุรีที่ถูกประหารในการผลัดแผ่นดินครั้งนั้นร่วม ๑๕๐ คน
รัฐประหารครั้งนี้เป็นการรัฐประหารที่นองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย เพราะการผลัดแผ่นดินครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงไม่แต่เพียงผู้ครองราชบัลลังก์เท่านั้น แต่เป็นผลบั้นปลายของการต่อสู้กันทางอุดมการณ์มาเป็นเวลาหลายปี (จากหนังสือการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี นิธิ เอียวศรีวงศ์)
ต่อจากนั้นพระยาจักรี (ด้วง) ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขไทย เริ่มการสร้างพระราชวังใหม่ที่ฟากตะวันออก ตรงที่ตั้งค่ายมั่นทหารบกของกรุงธนบุรี ริมฉางหลวง ฝ่ายพระราชวงศ์พระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และ สมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา แต่กระนั้นพระราชวงศ์พระเจ้าตากสินยังคงสืบสายไม่ขาดมาจนถึงทุกวันนี้ (ดูหนังสือไทยต้องจำ และลำดับสกุลเก่า ภาค ๔ ของกรมศิลปากร)
ตลอดรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงขยายพระราชอาณาจักรของกรุงธนบุรีออกไปกว้างใหญ่ไพศาลกว่าสมัยกรุงศรีอยุธยา ทิศเหนือตลอดอาณาจักรล้านนา ทิศใต้ตลอดเมืองไทรบุรีและตรังกานู ทิศตะวันออกตลอดกัมพูชาจดญวนใต้ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือตลอดเวียงจันทน์หัวเมืองพวนเมืองหลวงพระบางและหัวพันทั้งห้าทั้งหก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ตลอดเมืองพุทไธมาศ ทิศตะวันตกจดเมืองมะริดและตะนาวศรี
เมื่อข่าวการปลงพระชนม์สมเด็จพระเจ้าตากสินแพร่ออกไปแล้ว เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริด อันเป็นเมืองสำคัญทางภาคตะวันตก ก็หลุดลอยไปจากไทย ตกอยู่แก่พม่าในปีนั้นเอง ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับไทยต้องช่วยญวนรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ไตเซิง) ๒ ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน และเสียประโยชน์อีกมาก
โดยเหตุผลทางการเมือง เมื่อมีการปราบดาภิเษกเกิดขึ้น และมีความจำเป็นต้องปลงพระชนม์ชีพสมเด็จพระเจ้าตากสินจริง คณะผู้ที่คิดอ่านเรื่องนี้จะต้องหาทางรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งหลายชั้นหลายตอน หากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนาน อาจเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯทรงเปลี่ยนพระทัยได้ (“การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” โดยคุณนิธิ เอียวศรีวงศ์)
ขอลงข้อความต่อไปนี้ให้อ่านนะครับ จำไม่ได้ว่าใครเขียนครับ พอดีจดไว้ในสมุดบันทึก ดังนี้
พระองค์หนึ่งต้องถูกบันทึกว่าเป็นผู้ที่วิกลจริตจากการปฏิบัติธรรม ทั้งที่พระองค์ทรงลึกซึ้งในวิปัสนากรรมฐานที่ไม่ทำให้ใครเสียสติได้เพราะเป็นธรรมแห่งสติปัญญา อีกพระองค์หนึ่งต้องถูกบันทึกว่าเป็นกบฏชิงราชบัลลังก์ ฆ่าผู้มีพระคุณ ซึ่งไม่มีวันที่นักรบผู้เปี่ยมกตัญญูจะทำได้ แต่ทั้งสองพระองค์เต็มใจรับข้อกล่าวหานี้ที่จะมีขึ้นไปอีกยาวนานหลายร้อยปี นั่นก็เพราะเป็นทางเดียวที่ทำให้สยามประเทศคงอิสรภาพอยู่ได้ ทหารนับแสนได้พลีชีพเพื่อแผ่นดิน ทั้งสองพระองค์ก็ทรงเป็นทหารที่หลั่งเลือดเพื่อแผ่นดินเหมือนกัน เรื่องราชสมบัติเกียรติยศล้วนเป็นเรื่องเล็ก หากเทียบกับผืนแผ่นดินที่จะยั่งยืนต่อไปในภายภาคหน้า ถึงลูกหลานจะเข้าใจท่านทั้งสองผิดไปเพราะประวัติศาสตร์ที่ท่านทั้งสองจำใจสร้างขึ้น ก็ดีเสียกว่าไม่มีแผ่นดิน ไม่มีอิสรภาพ หรือไม่มีลูกหลาน ยอมให้นึกถึงท่านไม่ว่าทางใดก็ตาม เปรียบเสมือนที่ในหลวงของเราเคยดำรัสไว้ ว่าการปิดทองหลังพระเป็นการทำความดีที่ไม่จำเป็นให้ใครต้องรู้ ซึ่งหากไม่มีผู้ที่ปิดทองหลังพระแล้ว พระจะเป็นพระที่เรืองรองทั้งองค์ได้อย่างไร นี่คือวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่และสูงส่งยิ่งของมหาบุรุษทั้งสองพระองค์
“ตัวเรารู้ดีว่า มิใช่คนสยามหากแต่เป็นคนจีน แต่ก็เกิดในแผ่นดินนี้ต้องรักในแผ่นดินนี้ บัดนี้ ได้กอบกู้อิสรภาพคืนแก่แผ่นดินนี้ จะปกปักรักษา และฟื้นฟูพระพุทธศาสนากลับมารุ่งเรือง แต่ยังไม่ลืมว่าแผ่นดินนี้เป็นของชาวสยาม หากมีชาวสยามผู้ใดสามารถดูแลรักษาแผ่นดินนี้แลพระพุทธศาสนาได้ดียิ่งกว่าเราแล้วไซร้ เราเต็มใจยกแผ่นดินที่เรากู้มานี้ให้โดยมิเสียดาย” นี่คือคำจารึก แห่งองค์พระเจ้าตากสิน มหาราชของชาวไทย ครับ
เกือบลืมครับเคยมีคนจุดประกายประเด็นที่ว่าอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินทำไมหน้าตาพระองค์ถึงทะมึนตึงเคร่งเครียดเคร่งขรึมนัก เหมือนกับไปโกรธใครมา ม้าทรงแม้จะเป็นตอนยืนไม่ใช่ตอนวิ่งก็มองเห็นมัดกล้ามเนื้อเป็นรอนๆ และหางก็ชี้เหมือนตอนม้าวิ่ง ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอนุสาวรีย์ ร.๕ (พระบรมรูปทรงม้า) แล้วคนละอย่างเลยเพราะหน้าตาดูอิ่มเอิบยิ้มแย้ม ม้าทรงก็ยืนสี่ขาไม่ได้วิ่งเหมือนกันแต่ทำไมดูสงบเสงี่ยมนัก ประเด็นนี้ถกเถียงกันเป็นวงกว้างมากจนเกิดการแตกแยกทางความคิดไปต่างๆ นาๆ แต่เมื่อมาถามอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ปั้นตอนแรกท่านก็อ้ำอึ้งไม่อยากตอบ แต่พอถามมากๆ เข้าท่านก็เฉลยเพื่อลดความขัดแย้งซะเลย ว่า
อนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินนั้นปั้นขึ้นในตอนที่อารมณ์ของท่านมุ่งมั่นจะกอบกู้ชาติบ้านเมือง หน้าตาจึงออกมาในลักษณะนั้นทั้งคนทั้งม้าอิงจากศิลปะไทย ส่วนอนุสาวรีย์ ร.๕ นั้นเป็นตอนที่หลังจากพระองค์ทรงจัดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาประเทศชาติจนเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยประเทศแล้ว ทรงเห็นว่าอาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข ก็ทรงสบายพระทัยมีความสุขจนอมยิ้มไปด้วยครับเพราะอิงศิลปะโรมัน
ต่อไปเป็นตอนที่แฟนวารสารรุ่นเล็ก (นักเรียน-ลูกทหาร) ชอบครับ เป็นตอนแนะนำหนังสืออ่านเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ และความสนุกสนาน ที่จริงมีมากมายหลายเล่ม แต่คัดมาเฉพาะที่สนุกๆ นะครับ
เล่มแรกเป็นเรื่อง “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของสุภา ศิริมานนท์ เขียนเสร็จตั้งแต่ ๑๘ ก.ค.๒๔๙๖ ทิ้งไว้เกือบ ๕๐ ปี และผู้เขียนตายไปแล้ว ๑๖ ปี จึงได้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นเหตุการณ์ช่วงกบฏกรุงธนบุรี และคืนวันที่ ๕ เม.ย.๒๓๒๕ (ร.๑ ครองราชย์ ๖ เม.ย.) ระหว่างที่พระเจ้าตากสินหนีออกจากกรุงธนบุรีไปนครศรีธรรมราช
เล่มที่ ๒ เรื่อง “ใคร? ฆ่าพระเจ้าตากสิน” ของแม่ชีภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ พิมพ์ครั้งแรกปี ๒๕๑๖ ครั้งที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๑ เล่มนี้เป็นอีกแง่มุมที่น่าสนใจต่างจากเล่มแรกครับ
เล่มสุดท้ายผมผู้เขียนชอบมากครับเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง “ตากสินมหาราชชาตินักรบ” ผู้เขียนเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อ Claire Keefe – Fox คุณกล้วยไม้ แก้วสนธิ เป็นคนแปล พิมพ์ครั้งแรกปี ๒๕๔๙ ครั้งที่ ๑๐ พ.ศ.๒๕๕๐ (๒ ปี พิมพ์ตั้ง ๑๐ ครั้ง คิดดู) พระเอกของเราชื่อ มาธิว เป็นองครักษ์ (บอดี้การ์ด) พระเจ้าตาก ที่มาของเค้าโครงเรื่องเล่มนี้มาจากจดหมายเหตุและพงศาวดารของต่างชาติในยุคนั้น และมีเหตุการณ์กบฏด้วยสนุกมากครับ
หน้ากระดาษเหลือนิดหน่อยครับ ไม่มีอะไรมากอยากจะเตือนท่านผู้อ่านว่า ในปี ๒๕๕๒ นี้มีดวงดาวเคลื่อนพร้อมกัน ๔ ดวง ซึ่งทุกปีดวงดาวจะเคลื่อนปีละ ๑ – ๒ ดวง แต่ปีนี้เคลื่อน ๔ ดวงครับ มีดาวมฤตยู ดาวเสาร์ ดาวราหู และดาวพฤหัสบดี และที่สำคัญดาวมฤตยู เคลื่อนมาอยู่ในราศี มีน ครับ แล้วมันเกี่ยวอะไร ครับไม่มีอะไรมากเพียงแค่จะบอกว่าครั้งสุดท้ายที่ดาวเคลื่อนพร้อมกัน ๔ ดวงเหมือนกับปีนี้ ก็คือเมื่อ ๒๔๒ ปีผ่านมาแล้ว นั่นคือ พ.ศ.๒๓๑๐ นั่นเอง ปีนั้นไทยเราเกิดความแตกแยก จนเราต้องเสียกรุงศรีอยุธยา และเกิดวีรบุรุษผู้กู้ชาติคือพระเจ้าตากสินมหาราช ส่วนในปีนี้ถึงแม้อาจมีวีรบุรุษ แต่ก็ไม่อยากให้ชาติบ้านเมืองต้องแตกแยกแตกความสามัคคี และแตกต่างทางความคิดอย่างรุนแรงอย่างปีนั้นหรอกน่ะครับ
“ไม่มีประวัติศาสตร์ของชาติไหนที่จะถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทุกอย่างครับ” ฉบับหน้าพบกันใหม่
>>>ขอขอบพระคุณ ทุกบทความ ทุกถ้อยคำ ทุกภาพ สำหรับผู้บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ทุกท่านทุกสำนักพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารคำพูดบทสนทนา ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้ฟังได้อ่านได้สัมผัสได้จดจำจนเกิดบันทึกนี้ครับ เยอะมากจนไม่สามารถพิมพ์ให้เครดิตไม่พอไม่ไหว ขอบพระคุณครับ<<<
โฆษณา