2 ก.ย. 2020 เวลา 08:18 • การเกษตร
เด็กเลี้ยงควาย
ตอน..จองขี้ควาย.
ถ่ายโดยคณะสำรวจไทย-ดัตช์
โคควายวายชีพได้ เขาหนัง
เป็นสิ่งเป็นอันยัง. อยู่ไซร้
คนเด็จดับสูญสัง- ขารร่าง
เป็นชื่อเป็นเสียงได้ แต่ร้ายกับดี
โครงโลกนิติ ใจความสำคัญที่บางตอนได้กล่าวไว้ก็น่าคิด วัวควายตายแล้วเนื้อหนังเขากระดูก ล้วนเป็นประโยชน์.....ก็เห็นจะเป็นสัจจะที่น่าคิดนะครับ...
ที่จริงควาย ที่คนสมัยก่อนเลี้ยงเอาไว้นั้นช่วยทำงานได้หลากหลาย เช่นลากเกวียนขนข้าวของ แม้กระทั่งซุงท่อนใหญ่ๆ ควายก็ลากเอามาได้....
ชีวิตเด็กบ้านนอก..ต้องเรียนรู้เอาตัวรอดในการดำเนินชีวิตบนบททดสอบของธรรมชาติที่ไม่ตายตัว....ดังนั้น ผู้เป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายายต้องฝึกลูกหลานของตนแม้จะดูฝืนใจ แต่ผลที่ได้ยามเติบใหญ่คือประสบการณ์ชีวิต....
ชาวนาสมัยรุ่นเก่า การทำนาค่อยเป็นค่อยไปเอาธรรมชาติเป็นเกณฑ์...ปีไหนน้ำเยอะก็ทำนาดำ น้ำน้อยก็ทำนาหว่าน บางปีฝนทิ้งช่วง ไถนาไม่เข้าชาวนาก็พักรอฝนมาโปรด....
พันธุ์ข้าวที่ทำก็มี ข้าวเบา ข้าวหนัก และมีแถม..ข้าวเหนียว นิดหน่อยปลูกไว้เพื่อดัดแปลง ทำเป็นเมนูพิเศษ เช่น ข้าวเม่า ข้าวโปง....
ผมจำได้ดี..ช่วงวัยเด็กห้องเรียนชีวิตอยู่ในท้องนาเห็นพ่อแม่เพื่อนบ้านทำสิ่งต่างๆเราจะเห็นและจดจำ..แต่บางเรื่องทำได้ก็เพราะพ่อแม่พาทำ.....
การหาบข้าวฟ่อนสู่ลานข้าว
สมัยก่อน..การเกี่ยวข้าวไม่เร็วดั่งปัจจุบัน
ข้าวที่เกี่ยว ต้องตากแดดทิ้งไว้ราวสามแดด (ถ้าแดดดี)...หลังจากนั้นก็จะหอบรายข้าว ที่เกี่ยวมารวมมัดเป็นฟ่อนทิ้งไว้ที่นาแล้วทยอยหาบมารวมกองไว้ที่ใดที่หนึ่ง...
นาใคร..ลอมข้าวสูงแสดงว่าผลผลิตดีเจ้าของก็หายเหนื่อย....การลอมข้าวบางทีก็อาศัยลงแขกเอาแรงกัน....ส่วนที่นาผมทำนาไม่มากจึงขนย้ายลอมข้าวมาลอมที่บ้านทีเดียว....
บ้านชันสูตร บางระจัน
แต่ก่อนจะขนข้าวมาลอม...ต้องมีการถากลานเอาหญ้าออก (เพราะสมัยนั้นไม่มีลานตากข้าวเหมือนสมัยนี้) ....
หลังถากลานเสร็จ..คราวนี้ถึงขั้นตอนที่ต้องยาลานข้าวล่ะ พระเอกของเราจะได้แสดงบทนำเสียที่....พระเอกที่ว่า คือเจ้าขี้ควาย ไงละครับ...
เก็บขี้ควายสด
ในช่วงที่ หากมีการทำลานข้าวพร้อมกันหลายบ้าน...ขี้ควาย จะขาดแคลนชาวบ้านก็จะใช้ระบบ เข้าคิวเก็บขี้ควาย...สมัยเป็นเด็ก หน้าที่นี้ทำเป็นประจำเก็บได้ก็หาบมากองที่ลาน...ปล่อยให้พ่อเขาเป็นคนยาลาน..
วิธียาลาน...ก็ไม่ยากนักแต่ต้องมีประสบการณ์ ...นำขี้ควายผสมกับน้ำให้พอดีแล้วย่ำให้เข้ากัน ...ไม่เหลวหรือข้นจนเกินไป...หลังจากนั้นก็เทขี้ควายลงลานดินที่เตรียมไว้ เอาไม้กวาดเกลี่ยให้พอดี....ถ้าบางไปลานก็จะแตกง่าย หนาไปก็เปลืองขี้ควาย....
เตรียมนวดข้าวในลาน
หลังลานนวดข้าว...แห้งดีแล้วการขนย้ายข้าวฟ่อนมาไวที่ลานก็เริ่มได้....ซึ่งสมัยนั้นก็ใช้เกวียนเทียมควายนี่แหละครับ....ผมเองก็ถูกฝึกให้ขับเกวียน....กว่าจะเป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ ก็ปีนหัวคันนามาไม่รู้กีครั้ง....
หลังรวมข้าว..ลงลานหมดแล้วก็เป็นขั้นตอนนวดข้าว ขั้นตอนนี้ก็ไม่พ้นควาย...จำได้ว่าการใช้ควายนวด....บางทีก็ต้องจ่ายค่าแรงให้เจ้าควายบ้าง...แต่ในบางรายที่เค็ม ก็จะใช้ตะกร้อใส่ปากควาย กันควายกินข้าวขณะนวด...
นึกไปก็สงสารควาย...ทำผลผลิตได้จะขอดินบ้างเขาก็หวงเกิดชาติหน้าอย่าได้เป็นควายเลยนะพ่อคุณ....
การนวดข้าว...ส่วนใหญ่ถ้าใช้แรงงานควายจะเลือกเวลาแดดไม่ร้อนนัก เช่น ช่วงเช้าสายนิดๆหรือไม่ก็เย็น...ส่วนภาคค่ำกิจกรรม ลุข้าว หรือฝัดข้าว จะทำโดยคนซึ่งสมันนั้น ก็ไม่พ้นการลงแขกเอาแรงกันเช่นเคย....
เมื่อตะเกียงเจ้าพายุ ถูกจุดขึ้นแล้วนำไปแขวนไว้ที่ลานข้าว..บรรดาเด็กๆก็จะมาเล่นเงาตัวเองแถวนั้น ให้สนุกสนานเพราะในชีวิต..ไม่เห็นแสงสว่างแบบนี้เลยในเวลากลางคืน จะมีก็แค่แสงจาก ใต้ ตะเกียงกระป๋อง....
หลังนวดข้าว ในลานหมดผ่านการฝัดเอาแกลบ และสิ่งเจือบนออกหมดแล้วก็จะเหลือขั้นตอน ขนข้าวใส่ยุ้งฉางของตน...เพื่อนำไปสีเป็นข้าวสารไว้กินหรือไม่ก็ขายในกาลที่เหมาะสมที่ได้ราคา......
บ้านชันสูตร บางระจัน จ.สิงห์บุรี
สังคมชาวนาสมัยนั้น..ไม่ร่ำรวยเงินทองแต่สิ่งที่เขาอยู่กันได้ก็คือ...
การรู้จักพึงพาต้นเอง..แค่มีข้าวกินก็ไม่กลัวอด...สิ่งอื่นๆ พึงพาอาศัยธรรมชาติ และญาติมิตรในชุมชนที่จะหยิบยื่นน้ำใจให้แก่กันด้วยน้ำใสใจจริง...
บ.ชันสูตร บางระจัน พ.ศ.2509-2510
แม้จะจากบ้านนา มาเนิ่นนานแต่ใครบ้างล่ะที่ลืม..รอยไถ รอยควาย รอยเกวียนที่ฝากไว้บนทุ่งนาแห่งนี้.....
ถ่ายโดยคณะสำรวจไทย-ดัตช์
ขอบคุณ..เจ้าของภาพ และมิตรรักนักอ่านทุกท่าน....
สวัสดีครับ
โฆษณา