6 ก.ย. 2020 เวลา 07:59 • กีฬา
การย้ายทีมแต่ละครั้งของติอาโก้ อัลคันทาร่า คือมหากาพย์อย่างแท้จริง เราจะย้อนไปดูเรื่องราวตอนเขาย้ายทีมจากบาร์ซ่า มาบาเยิร์นในปี 2013 ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่า ทำไมการย้ายมาลิเวอร์พูลในเวลานี้มันยากนัก
ในการที่สโมสรจะซื้อผู้เล่นสักคนได้สำเร็จ ต้องมีสามองค์ประกอบรวมกัน
- ตัวนักเตะอยากย้ายมาร่วมทีม
- ผู้จัดการทีมอยากได้ ไว้ใช้งาน
- ผู้บริหารทีมมองว่าเป็นการซื้อที่เหมาะสม
ถ้าผิดจากข้อใดข้อหนึ่ง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จก็เกิดขึ้นได้ยาก ตัวอย่างเช่น กรณีของลีโอเนล เมสซี่ กับแมนฯซิตี้นั้น ตัวนักเตะก็สนใจอยากย้ายทีม ข้อแรกผ่าน มาข้อสองผู้จัดการทีม เป๊ป กวาร์ดิโอล่าก็อยากได้ไว้ใช้งาน อันนี้แน่นอน ผ่านอีก
แต่สุดท้ายก็มาติดข้อ 3 คือ ค่าฉีกสัญญายังมีอยู่ และถ้าแมนฯซิตี้จะเอาต้องจ่ายเงิน 700 ล้านยูโร ซึ่งใครจะไปจ่ายไหว ตัวเลขนี้ ผู้บริหารมองว่าไม่เหมาะสมที่จะซื้อ ดังนั้นดีลก็ต้องระงับเอาไว้ก่อน 1 ปี ซีซั่นหน้าค่อยว่ากันใหม่
สำหรับการซื้อตัวติอาโก้ อัลคันทาร่า กองกลางทีมชาติสเปนของบาเยิร์น มิวนิค ในปี 2013 ก็เกิดขึ้นได้จากองค์ประกอบทุกอย่างลงล็อกพอดี 1 2 3 มันทำให้การซื้อขายลุล่วงได้สำเร็จ
เราจะย้อนไปดูดีลในอดีตวันนั้น ซึ่งพอจะอธิบายเหตุการณ์ การซื้อขายในปัจจุบันระหว่างบาเยิร์นกับลิเวอร์พูลได้อยู่เหมือนกัน
[ 1- นักเตะอยากย้าย ]
คุณพ่อของติอาโก้ เป็นนักฟุตบอลชื่อมาซินโญ่ โดยมาซินโญ่ อยู่ในทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลกปี 1994 ด้วย
ติอาโก้มีพ่อแม่เป็นบราซิล แต่มาเกิดที่อิตาลี เพราะตอนนั้นคุณพ่อค้าแข่งอยู่ที่สโมสรเลชเช่ จากนั้นพ่อของเขาย้ายมาเล่นที่สเปนกับสโมสรบาเลนเซีย ทำให้เขาก็ย้ายถิ่นฐานตามพ่อมาด้วย
ติอาโก้ ย้ายมาสังกัดลา มาเซีย ตอนอายุ 14 ปี จากนั้นในปี 2008 ก็ได้เลื่อนมาเล่นทีมบาร์เซโลน่า เบ ก่อนจะได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่แบบจริงๆจังๆ ในซีซั่น 2010-11
ในซีซั่น 2010-11 นี่คือปีที่บาร์เซโลน่าแข็งแกร่งที่สุด กองกลางสามคนประกอบไปด้วย ชาบี เอร์นันเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า และ เซร์คิโอ บุสเกตต์ ที่คือสามประสานที่ใครหน้าไหน ก็แย่งตำแหน่งไม่ได้ทั้งนั้น แต่ถึงกระนั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังให้ติอาโก้ลงเล่นเยอะพอสมควร โดย 38 นัดในลาลีกา ติอาโก้ลงตัวจริง 6 นัด สำรอง 17 นัด ซึ่งก็ถือว่าเยอะแล้ว สำหรับดาวรุ่งที่อายุเพิ่งจะ 21 ปี
ช่วงซัมเมอร์ปี 2011 ติอาโก้ ถูกเรียกติดทีมชาติสเปน ชุดยู-21 ลงแข่งรายการ ยู-21 ชิงแชมป์ยุโรป ปรากฏว่าเขาพาทีมชาติคว้าแชมป์ได้อย่างสวยงาม โดยในนัดชิง ติอาโก้ยิงฟรีคิก 40 หลา เข้าประตูแบบเหนือชั้นสุดๆ
แฟนบอลบาร์ซ่าชอบติอาโก้ มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาเป็นเด็กฝึกหัดของสโมสร ผลงานกับทีมชาติก็โดดเด่น แถมทักษะก็เป็นเลิศ เขาจับบอลได้อย่างนิ่มนวล เลี้ยงบอลเก่ง จ่ายคิลเลอร์พาสได้ดี
สื่อในสเปน วิเคราะห์ว่า "ติอาโก้ เป็นผู้เล่นที่มีความหวือหวา อย่างชาบี อิเนียสต้า และฟาเบรกาส อาจเป็นนักเตะที่เล่นชัวร์ คิดคำนวณทุกอย่างในหัวอย่างดี แต่ติอาโก้จะกล้าได้กล้าเสียมากกว่า"
แม้จะกล้าได้กล้าเสีย แต่เรื่องเบสิคที่สุดอย่างการจ่ายบอลเท้าสู่เท้า ซึ่งเป็นหัวใจของบาร์ซ่า เขาก็ไม่ได้ด้อยคุณภาพเลย สถิติการจ่ายบอลเข้าเป้าของเขาสูงถึง 94% เพื่อนๆสามารถพักบอลไว้กับเขาได้เสมอ เพราะเขาจะไม่เสียบอลแน่ๆ
หลังได้แชมป์ยูโร ยู-21 สองสโมสรจากอังกฤษ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับเชลซี ยื่นข้อเสนอ 10 ล้านยูโร ให้กับบาร์ซ่า เพื่อซื้อติอาโก้ แต่บาร์ซ่าไม่ขาย และต่อสัญญาให้กับนักเตะออกไปอีก พร้อมให้ความหวังว่า จะให้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงมากขึ้น
ในซีซั่น 2012-13 กวาร์ดิโอล่าลาออกไปแล้ว ตีโต้ บีลาโนบา ขึ้นมาเป็นเฮดโค้ชแทน ในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล ติอาโก้เริ่มได้รับความไว้วางใจมากขึ้น หลังจากอิเนียสต้ามีอาการบาดเจ็บ เขาได้ลงเล่นแทน และออกสตาร์ตตัวจริงติดกันสองนัด (นัดที่ 4-5) แต่จากนั้นพอมานัดที่ 6 ที่เจอกับเซบีญ่า ติอาโก้ ได้รับบาดเจ็บ ต้องพัก 2 เดือนเต็ม และพอหายกลับมา เขาก็ต้องกลับไปนั่งสำรองอีกครั้ง
ติอาโก้นั้นมีความมั่นใจในตัวเอง เขาคิดว่าศักยภาพของตัวเองก็ไม่ได้เป็นรองตัวเลือกอื่นๆ แต่ในมุมของโค้ช ยังมองเขาเป็นตัวเลือกที่ 5 ในแผงกองกลาง เป็นรองทั้ง อิเนียสต้า, ชาบี, บุสเกตต์ และ ฟาเบรกาส
ในลาลีกาฤดูกาล 2012-13 ติอาโก้ลงเล่นไป 1402 นาที จากทั้งหมด 3420 นาที คิดเป็น 41% เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมาก โดยตอนนั้น ใครๆก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าเขาไปอยู่กับทีมอะไรก็ได้ในโลก ที่ไม่ใช่บาร์ซ่าเขาจะเป็นตัวจริงแน่นอน
สถิติกองกลางของบาร์ซ่าในซีซั่น 2012-13
อันเดรียส อิเนียสต้า : ตัวจริง 31 สำรอง 7 ยิงประตู 3 แอสซิสต์ 16
เซร์คิโอ บุสเกตต์ : ตัวจริง 31 สำรอง 6 ยิงประตู 1 แอสซิสต์ 2
ชาบี เอร์นันเดซ : ตัวจริง 30 สำรอง 6 ยิงประตู 5 แอสซิสต์ 8
เชส ฟาเบรกาส : ตัวจริง 32 สำรอง 2 ยิงประตู 11 แอสซิสต์ 11
ติอาโก้ อัลคันทาร่า : ตัวจริง 15 สำรอง 12 ยิงประตู 2 แอสซิสต์ 5
อเล็กซ์ ซง : ตัวจริง 17 สำรอง 3 ยิงประตู 1 แอสซิสต์ 0
จะเห็นได้ชัดว่า สถิติตัวเลขของติอาโก้ ลงเล่นน้อยกว่าใครเพื่อน และถ้าวัดที่การลงตัวจริง เขาได้ลงเล่นน้อยกว่าอเล็กซ์ ซงด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับนักเตะวัย 22 ปี ที่มั่นใจว่าตัวเองก็มีของ การได้เล่นแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย มันไม่ดีต่อพัฒนาการเรื่องฝีเท้าเลย
ปัญหาคือในซีซั่น 2012-13 บาร์เซโลน่าได้แชมป์ลาลีกาอย่างสวยงาม และนักเตะกองกลางทุกคน ก็ไม่มีใครคิดย้ายทีมไปไหน ซึ่งทำให้ติอาโก้ ต้องกลับมาคิดว่า จะเอาไงดี ถ้าอยู่บาร์ซ่าต่อ ก็ต้องเป็นสำรองต่ออีกนั่นแหละ แล้วคำถามคือ มันไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะได้โอกาสตอนไหน จะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่
Bleacher Report สื่อฟุตบอลจากสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่า "Thiago Is at a Career Roadblock" หรือเส้นทางอาชีพของติอาโก้เจอสิ่งกีดขวางซะแล้ว เพราะอยู่บาร์ซ่าต่อไปเขาอาจได้แชมป์ไปเรื่อยๆก็จริง แต่ความโดดเด่นในฐานะนักเตะก็จะถูกจำเป็นแค่อะไหล่สำรองเท่านั้น
ชนวนที่ทำให้ติอาโก้อยากย้ายมากขึ้น คือวันที่ 27 พฤษภาคม 2013 บาร์เซโลน่าเซ็นสัญญาซื้อเนย์มาร์ มาจากซานโตส โดยเบอร์ที่เนย์มาร์ใส่กับทีมเดิม และกับทีมชาติบราซิลคือหมายเลข 11 และมีข่าวลือหนาหูมากว่า บาร์ซ่าก็เตรียมยกเสื้อเบอร์ 11 ให้เนย์มาร์จริงๆ
แฟนบอลตอนนี้ สกรีนเสื้อเบอร์ 11 ที่มีชื่อเนย์มาร์กันแล้ว ทั้งๆที่เนย์มาร์ยังไม่ได้ประกาศว่าจะใส่เบอร์อะไรเลยด้วยซ้ำ
ปัญหาคือ เจ้าของเบอร์เสื้อ 11 คนปัจจุบัน คือติอาโก้นั่นเอง มันเป็นความรู้สึกแปลกๆ เหมือนว่าคนที่ใส่เบอร์ 11 ก็ควรเป็นตัวจริง เป็นตัวหลักของทีม แล้วเขาที่เป็นสำรองมาตลอด จะมีสิทธิ์จริงๆหรือ ที่จะใส่เบอร์นี้
แรงกดดันหลายๆเรื่อง รุมเร้าให้ติอาโก้ ต้องมองหาทางออกอื่นๆ และนั่นคือการย้ายออกจากบาร์เซโลน่า
แม้ทุกคนรู้ว่าติอาโก้พร้อมย้าย แต่เจ้าตัวก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ โดยกล่าวว่า "ผมยังมีความสุขดีกับบาร์เซโลน่า ส่วนอนาคตของผมน่ะหรือ? เอาไว้จบยูโร ยู-21 ค่อยว่ากัน"
[ 2- ผู้จัดการทีมอยากได้ ]
องค์ประกอบส่วนแรก คือนักเตะอยากย้ายเกิดขึ้นแล้ว สเต็ปต่อมา ต้องดูในมุมผู้ซื้อ คือผู้จัดการทีมต้องอยากได้นักเตะคนนี้ไว้ใช้งาน
เราเคยเห็นหลายเคส ที่นักเตะพยายามจะอ่อยให้สโมสรอื่นมาซื้อตัวเองไป แต่เมื่อโค้ชพิจารณาแล้วคิดว่าซื้อมาก็ไม่ได้ใช้ พวกเขาก็จะไม่ยื่นข้อเสนอเข้าไป
แต่กับกรณีของติอาโก้นั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่ายืนยันหนักแน่นว่านี่คือคนที่เขาต้องการจริงๆ
ในซีซั่น 2012-13 หลังจากบาเยิร์น แยกทางกับจุ๊ปป์ ไฮย์เกส ก็สามารถเจรจาดึงกวาร์ดิโอล่า มาเป็นโค้ชคนใหม่ได้สำเร็จ ซึ่งว่ากันตรงๆก็เซอร์ไพรส์เหมือนกันที่เป๊ปเลือกบาเยิร์น เนื่องจากเขาได้รับข้อเสนอจากหลายสโมสรที่ให้เงินมากกว่าบาเยิร์นเสียอีก
"ถ้าเกิดวัดกันที่เรื่องเงินอย่างเดียว บาเยิร์น มิวนิค คงไม่มีโอกาสได้ตัวกวาร์ดิโอล่า" คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก้ ประธานสโมสรบาเยิร์นกล่าว ตอนเซ็นสัญญาได้สำเร็จ
เป๊ป มีบุคลิกที่ผู้บริหารบาเยิร์นทุกคนชอบมาก นั่นคือมีความคิดสร้างสรรค์ ชอบสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และชอบทำงานของตัวเองไปเงียบๆ โดยไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องการบริหาร
สิ่งที่เป๊ปขอตอนเซ็นสัญญาคือสิทธิ์ในการคุมทีมเต็มรูปแบบ โดยห้ามถูกแทรกแซงจากอำนาจเบื้องบน ส่วนตัวผู้เล่น เขาจะขอให้สโมสรซื้อตัวที่เขาคิดว่าต้องการจริงๆเท่านั้น
เป๊ป เริ่มต้นทำงานวันแรกที่บาเยิร์น มิวนิค ในวันที่ 26 มิถุนายน 2013 ซึ่งเขาเองพอใจมากกับทีมชุดนี้ มีทั้งฟรองค์ ริเบรี่, อาร์เยน ร็อบเบน, โทนี่ โครส, ฟิลิปป์ ลาห์ม, ดาวิด อลาบา, มานูเอล นอยเออร์, มาริโอ เกิตเซ่ และ โทมัส มุลเลอร์ ในสภาพทีมโดยรวมแข็งแกร่งพออยู่แล้ว
กลุ่มผู้บริหารของบาเยิร์น ถามว่าเป๊ปต้องการใครอีกไหม ซึ่งเป๊ปให้คำตอบว่า คนเดียวที่เขาอยากได้คือ ติอาโก้ อัลคันทาร่า จากบาร์เซโลน่า
"ใช่ ผมต้องการเซ็นสัญญาเขา ผมแจ้งรุมเมนิกเก้ กับแมทเธียส ซามเมอร์ไปแล้ว ตอนนี้ผมไม่รู้ความคืบหน้า ก็คงได้แต่รอเหมือนทุกคน" กวาร์ดิโอล่ากล่าว
"แน่นอน ผมรู้ว่าไม่มีใครอยากย้ายออกจากบาร์ซ่า แต่นักเตะทุกคนต้องการเวลาลงเล่น ติอาโก้เขาอยากเล่น และนี่ล่ะคือสิ่งที่เราจะมอบให้เขาได้ ติอาโก้สามารถเล่นในตำแหน่งหมายเลข 6, 8, 10, 11 และแม้แต่หมายเลข 7 ได้"
"ติอาโก้เล่นได้ยอดเยี่ยมถึง 3-4 ตำแหน่ง และเขาโดดเด่นเรื่องการเลี้ยงบอลดวลตัวต่อตัวกับคู่แข่ง ผมรู้จักเขาดี และรู้ว่าติอาโก้มีคุณภาพแค่ไหน เขาคือผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม"
"และสำหรับผมในซัมเมอร์นี้ ถ้าไม่ได้ตัวติอาโก้ ผมก็ไม่เอาใครทั้งนั้น ตอนนี้ซามเมอร์กับรุมเมนิกเก้ รู้เหตุผลของผมแล้วว่าทำไม ต้องเป็นติอาโก้คนเดียวเท่านั้น"
บาเยิร์น มิวนิค ในยุคจุ๊ปป์ ไฮย์เกส คือทีมที่เล่นเกมโต้กลับเร็วอย่างมีประสิทธิภาพมาก แต่เมื่อกวาร์ดิโอล่าเข้ามาคุม เขาจะเปลี่ยนจากทีมที่เล่นบอลเร็ว ฉาบฉวย กลายมาเป็นทีมที่เน้นการต่อบอล เน้น Possession Game ครองบอลให้เยอะที่สุด และเอาชนะคู่แข่งอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจำเป็นที่ต้องมีนักเตะที่เข้าใจแนวคิดของเขาอยู่ในทีมด้วย
จริงๆเป๊ป ก็เห็นแววติอาโก้ตั้งแต่คุมบาร์ซ่าแล้ว เพราะเขาเองเป็นคนดันติอาโก้มาเล่นชุดใหญ่เอง เพียงแต่เป๊ปลาออกไปก่อน ก็เลยไม่ได้มีโอกาสใช้งานแบบเต็มๆ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันอีกครั้ง เขาก็ไม่อยากพลาดโอกาสนี้ไป
ไม่บ่อยนัก ที่เราจะเห็นผู้จัดการทีมประกาศชัดเจนว่าอยากได้ใคร แต่กวาร์ดิโอล่า รู้ดีว่านี่คือคีย์แมนที่ทีมต้องมีจริงๆ ดังนั้นเขาจึงยืนยันหนักแน่นกับผู้บริหาร และประกาศกับสื่อ เพื่อให้ติอาโก้ได้รู้ว่าเขาอยากได้ตัวมากแค่ไหน
"ถ้าไม่ได้ติอาโก้ ก็ไม่เอาใครเลย"
สำหรับผู้บริหารของบาเยิร์น เมื่อกวาร์ดิโอล่าออกปากขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไร คุณก็ต้องพยายามเอาตัวนักเตะมาให้ได้ เพราะสโมสรเองก็ไม่อยากทำให้ผู้จัดการทีมผิดหวังเหมือนกัน
[ 3- การซื้อขายเหมาะสม ]
นักเตะมีใจอยากย้าย ผู้จัดการทีมอยากได้ ทีนี้ก็อยู่ที่การจัดการของสโมสรแล้วว่า จะซื้อขายเข้าทีมอย่างไร
ในโลกฟุตบอลมีกรณีศึกษาเยอะมาก ที่นักเตะอยากย้าย โค้ชอยากได้ แต่ดีลไม่เกิดขึ้น เพราะสโมสรมองว่าราคาแพงเกินพอดี
เหมือนกรณีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ เมื่อช่วงต้นปี คือตัวนักเตะเองก็กล่าวว่าเขาพร้อมแล้วที่จะย้ายออกจากซัลซ์บวร์ก และอยากย้ายมาเล่นในอังกฤษด้วยเพราะสามารถพูดอังกฤษได้คล่องแคล่ว
ขณะที่โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมปีศาจแดงก็เอ่ยปากชมฮาแลนด์ไม่หยุด ทั้งสองคนเคยร่วมงานกันที่สโมสรโมลด์มาก่อน และโซลชาก็อยากได้ฮาแลนด์ไว้ใช้งานอีกรอบที่โอลด์แทรฟฟอร์ด
แต่สุดท้าย ซัลซ์บวร์ก และเอเยนต์ของตัวฮาแลนด์ เรียกร้องข้อเสนอที่ฝั่งแมนฯยูไนเต็ดมองว่า "แพงเกินไป" ไม่คุ้มค่ากับที่ต้องจ่าย สุดท้ายดีลก็เลยล่ม แล้วเป็นดอร์ทมุนด์ที่แย่งตัวไปได้สำเร็จ
กรณีแบบนี้ มันสื่อให้เห็นว่า ในเกมการซื้อขาย แค่ความต้องการไม่พอ แต่ต้องมีความเหมาะสมรวมอยู่ด้วย
สำหรับติอาโก้นั้น บาร์ซ่าเองก็ไม่อยากขาย เพราะจริงๆเก็บไว้อีก 2-3 ปี พอชาบีรีไทร์ ติอาโก้ก็สามารถเสียบเข้ามาแทนได้ทันที
บาร์ซ่าแจ้งกับสโมสรที่สนใจว่า ถ้าอยากซื้อก็ต้องจ่ายค่าฉีกสัญญาในราคา 90 ล้านยูโร ซึ่งถ้าเป็นราคานี้จริงๆ บาเยิร์นเองก็จ่ายไม่ไหว
อย่างไรก็ตามบาร์ซ่านั้น "พลาด" ในเรื่องของรายละเอียดค่าฉีกสัญญา เพราะ ตอนที่เซ็นกันในปี 2011 ระบุดีเทลเอาไว้ว่า ติอาโก้ต้องได้ลงเล่นเป็นจำนวน 60% ของเกมทั้งหมดในฤดูกาล และใน 60% นั้นต้องได้ลงเล่นอย่างน้อย 30 นาที
ถ้าหากบาร์ซ่าไม่สามารถทำตามเงื่อนไขนี้ได้ ค่าฉีกสัญญาจะลดราคาจาก 90 ล้านยูโร เป็น 18 ล้านยูโรทันที
บาร์ซ่ามีเกมทั้งหมด 60 นัดในฤดูกาล ติอาโก้ได้ลง 36 นัด (คิดเป็น 60% พอดีเป๊ะ) แต่ทว่าใน 36 เกมที่เขาลงเล่น ได้ลงเกิน 30 นาทีแค่ 21 นัดเท่านั้น
เงื่อนไขฉีกสัญญาจึง Triggered ลดราคาเหลือแค่ 18 ล้านยูโร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ย่อมเยามาก ซึ่งในราคานี้ บาเยิร์นสามารถซื้อได้แล้ว
แต่ปัญหาของบาเยิร์น คือพวกเขาต้องสู้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเอ็ด วู้ดเวิร์ด ที่อยากได้ตัวเช่นกัน
ติอาโก้นั้นสนใจทั้งบาเยิร์น และแมนฯยู เพราะบาเยิร์นมีกวาร์ดิโอล่า แถมเพิ่งเป็นแชมป์ยุโรปมา แต่ฝั่งแมนฯยู ก็เพิ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก นอกจากนั้นในทีมก็มี ดาบิด เด เกอา เพื่อนซี้ของเขาที่ติดทีมชาติยู-21 ด้วยกัน เล่นอยู่ด้วย
ดังนั้นจุดนี้ จึงเป็นการสู้กันของสองสโมสร ว่าใครจะมีข้อเสนอที่ดีกว่ากัน
สัญญาฉบับเดิมที่ติอาโก้ รับอยู่กับบาร์ซ่าเขาได้ค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 35,000 ยูโร ซึ่งแน่นอนการย้ายทีมเขาต้องได้ค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่แล้ว
ฝั่งแมนฯยูไนเต็ด จะจ่ายค่าฉีกสัญญา 18 ล้านยูโร พร้อมให้ค่าเหนื่อย 135,000 ยูโรต่อสัปดาห์ มากกว่าที่ติอาโก้ได้รับจากเดิมเกิน 3 เท่า ซึ่งเป็นข้อเสนอที่น่าดึงดูดมาก
ขณะที่ฝั่งบาเยิร์น มิวนิค ระบุว่าพวกเขาจะไม่ใช้อ็อปชั่นฉีกสัญญา 18 ล้านยูโร แต่จะจ่าย 25 ล้านยูโรให้บาร์เซโลน่า ส่วนค่าเหนื่อยจะจ่ายให้ติอาโก้ 70,000 ยูโรต่อสัปดาห์เท่านั้น
นี่เป็นดีลที่วัดใจติอาโก้เลยว่า เขาจะเลือกทางไหน ซึ่งแมนฯยูไนเต็ดมองว่าจะเสียเงินแพงกว่าทำไม ในเมื่อค่าฉีกสัญญาก็ระบุชัดเจนที่ 18 ล้าน เอาเงินมาโปะให้นักบอลดีกว่า เพราะใครๆเห็นรายได้เพิ่มจากเดิม 3-4 เท่าก็ตาลุกวาวทั้งนั้น
แต่ในมุมของบาเยิร์นมองต่างกัน บาเยิร์นมองว่า เหตุผลที่ติอาโก้ต้องการย้าย ไม่ใช่เรื่องเงินเป็นหลัก แต่เพื่อโอกาสลงสนามที่มากขึ้น ดังนั้นเขาไม่ได้แยกจากบาร์เซโลน่าด้วยความโกรธเคืองอะไร ติอาโก้ยังรักบาร์ซ่าอยู่ และถ้าดีลนี้ทำให้บาร์ซ่าได้เงินมากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ตัวติอาโก้น่าจะสบายใจมากกว่า
และสุดท้าย ฝั่งบาเยิร์นเลือกได้ถูกต้อง ติอาโก้ ยืนยันว่าจะไม่ใช้อ็อปชั่นฉีกสัญญา และปฏิเสธข้อเสนอแมนฯยูไนเต็ดไป จากนั้นสองสโมสรบาร์ซ่า กับบาเยิร์น ก็เข้ากระบวนการซื้อขายตามปกติ และดีลจบที่ 25 ล้านยูโร
ติอาโก้ได้รับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นไม่เยอะเท่าข้อเสนอจากแมนฯยูไนเต็ดก็จริง แต่เขาเองก็สามารถบอกคนอื่นได้ว่า ไม่ได้ย้ายเพราะปัจจัยเรื่องเงินเป็นหลัก และอย่างน้อย ความสัมพันธ์ของเขากับแฟนบาร์ซ่าก็ยังโอเคอยู่ เพราะติอาโก้ก็แสดงให้เห็นว่า จริงๆเขาก็ยังแคร์สโมสรอยู่นะ เขาเลือกเส้นทางที่ทำให้สโมสรได้เงินเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมตั้ง 7 ล้านยูโร แม้จะได้รายได้น้อยลงก็ตามที
สุดท้ายดีลนี้เลยจบลง ในราคาที่บาเยิร์น และ บาร์ซ่ารับได้ 25 ล้านยูโร สำหรับดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการ ก็ไม่ใช่อะไรที่แพงเกินไป
14 กรกฎาคม 2013 ติอาโก้ ย้ายทีมมาเล่นให้บาเยิร์น มิวนิคอย่างเป็นทางการ และ ณ จุดนี้เอง เขาก็ค่อยๆพัฒนาตัวเอง กลายเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดในโลก ได้อย่างน่าประทับใจ
[ ดีลอดีต ถึงดีลปัจจุบัน ]
จากเรื่องของติอาโก้ ในปี 2013 เขาอยู่บาเยิร์นมา 7 ปี ช่วยทีมได้แชมป์มากมาย และในปีนี้ เขามีข่าวอีกครั้งว่าอาจจะย้ายทีม และทีมที่เป็นข่าวมานานหลายสัปดาห์ก็คือลิเวอร์พูล
คำถามคือ ลิเวอร์พูลจะได้ตัวติอาโก้ไหม? เราก็ต้องอ้างอิงจาก 3 องค์ประกอบ ว่ามันครบหรือเปล่า
- ตัวนักเตะอยากย้ายมาร่วมทีม
- ผู้จัดการทีมอยากได้ ไว้ใช้งาน
- ผู้บริหารทีมมองว่าการซื้อขายมันเหมาะสม
ข้อ 1 ตัวนักเตะอยากย้ายทีมไหม คำตอบคือ ใช่
ติอาโก้ เหลือสัญญาอีก 1 ปี ซึ่งบาเยิร์นยื่นข้อเสนอฉบับใหม่ให้แล้ว แต่นักเตะยืนยันว่า "ต้องการหาความท้าทายใหม่" ซึ่งคำว่าความท้าทายใหม่ ก็คงไม่ได้แปลว่าจะกลับสเปน หรือจะไปเล่นทีมอื่นในเยอรมัน แต่การย้ายไปลีกอื่น อย่างพรีเมียร์ลีก ก็ดูมีแนวโน้มมากที่สุด
ข้อ 2 ผู้จัดการทีมอยากได้ ไว้ใช้งานหรือไม่ คำตอบคือ มีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น
ปกติเจอร์เก้น คล็อปป์ไม่เอ่ยถึงนักเตะของทีมอื่น แต่กับติอาโก้ เขาเคยกล่าวถึง 2 หน ครั้งแรกคล็อปป์พูดว่า "ติอาโก้ อัลคันทาร่า เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม แต่เขาก็เป็นนักเตะของบาเยิร์น มิวนิค ดังนั้นผมไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้"
จากนั้นครั้งที่ 2 คล็อปป์บอกว่า "ติอาโก้ เป็นผู้เล่นที่ดีจริงๆ ผมชอบเขามากนะ แต่ทั้งหมดที่ผมพูดได้คือแค่นี้"
จากคำพูดแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ถ้าให้วิเคราะห์กันคือคล็อปป์เองก็อยากได้ อาจจะไม่ได้เอ่ยปากโต้งๆ เหมือนกวาร์ดิโอล่าในปี 2013 แต่จากลักษณะนิสัยของคล็อปป์การพูดระดับนี้ ก็ถือว่าเยอะแล้ว
และ ข้อ 3 ผู้บริหารทีมมองว่าการซื้อขายมันเหมาะสมหรือไม่
ถ้ามองว่านักเตะอยากย้าย และผู้จัดการทีมสนใจ ถ้าการย้ายจะไม่เกิดขึ้น ก็จะติดขัดตรงที่ผู้บริหารทีม
ราคาที่บาเยิร์น เสนอมาคือ 30 ล้านยูโร ถามว่าแพงไหม ในสายตาของแฟนบอลทั่วไป ดีกรีนักเตะระดับนี้ก็ไม่แพง ติอาโก้อายุ 29 ปี ร่างกายฟิตสมบูรณ์มาก เป็นกำลังหลักให้ทีมชาติสเปนในปัจจุบันอีกต่างหาก
แต่ในมุมของลิเวอร์พูล อาจมองว่านักเตะเหลือสัญญาอีกแค่ 1 ปี อีก 3 เดือนกว่าๆ เข้ามกราคม 2021 เมื่อไหร่ก็เซ็นฟรีล่วงหน้าแล้วนะ ไม่ต้องเสียสักปอนด์เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นตัวเลข 30 ล้านยูโร ไม่ใช่ราคาที่บาเยิร์นจะตั้งไว้สูงขนาดนั้นได้
นอกจากนั้น การได้ตัวมาตอนนี้ แล้วจะบริหารจัดการอย่างไรกับกองกลางที่มี
ตอนนี้มิดฟิลด์ลิเวอร์พูลประกอบไปด้วย เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์, อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, ฟาบินโญ่, ไวจ์นัลดุม, นาบี เกอิต้า และ เคอร์ติส โจนส์ จำนวนผู้เล่นรวม 7 คน ถ้าติอาโก้มา ก็เป็น 8 แล้วจะจัดสรรลงสนามอย่างไร
แผนปกติของลิเวอร์พูลใช้กองกลาง 3 คน ในระบบ 4-3-3 แต่ถ้าสังเกตในเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุดกับแบล็คพูล ลิเวอร์พูลใช้ 4-2-3-1 แปลว่าโควต้ากองกลางจะเหลือแค่ 2 คนเท่านั้น ซึ่งถ้าคล็อปป์ยึดระบบนี้ ในการแข่งจริง แล้วซื้อติอาโก้เข้ามา จนมีกองกลาง 8 คน เอามาแย่งตำแหน่ง 2 โควต้า มันคงจะชุลมุนมาก
คือถ้าได้ติอาโก้ ก็แปลว่าต้องลดจำนวนกองกลางลง ปล่อยขายไปบ้าง 1-2 คน ให้ทีมบาลานซ์กว่านี้ แต่ในเมื่อลิเวอร์พูลยังไม่ขายใครเลย แล้วจะไปเอาคนใหม่มาอีก มันก็ยุ่งเหยิงกันไปใหญ่
1
ถ้าถามว่าลิเวอร์พูลมีเงินไหม มันมีอยู่แล้ว 30 ล้านยูโร มันไม่ได้ลำบากอะไรขนาดนั้น แต่จุดสำคัญของการซื้อขาย มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องสมดุลของทีมด้วย
ลิเวอร์พูลเพิ่งจะได้แชมป์ลีกมาด้วยแกนหลักชุดนี้ และจุดที่เด่นมากๆ ของทีมนี้ คือบรรยากาศในทีมที่เพอร์เฟ็กต์มาก ดังนั้นการปล่อยใครสักคนออกไป ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย อาจส่งผลกระทบต่อสปิริตทีมโดยไม่รู้ตัว
และว่ากันตามจริง นักเตะลิเวอร์พูลโดยรวมก็ยังมีมาตรฐานดีอยู่ (99 แต้มในพรีเมียร์ลีก) คือไม่ได้แย่ถึงขั้นต้องปฏิวัติโดยเร็ว ดังนั้นการรักษาน้ำใจคนที่ยังอยู่ก็จำเป็นเหมือนกัน
[ บทสรุปดีลติอาโก้ ]
ดีลลิเวอร์พูลกับติอาโก้นั้น ถ้าไม่มีการปล่อยใครสักคนออกไป ก็ยากที่จะซื้อคนใหม่เข้ามา
ติอาโก้เป็นผู้เล่นคุณภาพ ไม่มีข้อสงสัย และราคา 30 ล้านยูโรก็ถูกเหมือนได้เปล่า แต่การซื้อขายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ถ้าลิเวอร์พูลจะซื้อจริงๆก็ซื้อได้ แต่ชีวิตจริงไม่เหมือนกับเกม FM ที่เราจะซื้อนักเตะมากองรวมกันได้ มันต้องหักลบเหตุผลอื่นด้วยว่า จะทำให้ทีมเสียสมดุลหรือไม่
ความเห็นตอนนี้กับดีลติอาโก้ แบ่งเป็นสองมุม ฝั่งที่ต้องบอกว่าต้องซื้อก็มี ตัวอย่างเช่น แกรี่ เนวิลล์ นักวิเคราะห์จากสกายสปอร์ตกล่าวว่า "ลิเวอร์พูลมีสองปีที่ยอดเยี่ยม แต่ผมคิดว่ามันยากที่พวกเขาจะป้องกันแชมป์ได้ ทางเดียวที่พวกเขาจะทำได้ คือต้องซื้อติอาโก้มาให้ได้ เพื่อทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นอีก ผมคิดว่ามันเป็นดีลที่จำเป็นจริงๆ"
มุมของแกรี่ เนวิลล์ ชี้ว่าลิเวอร์พูลใช้ทีมชุดเดิมซ้ำมา 2 ปีแล้ว และในวงการฟุตบอล แม้แต่ทีมที่แกร่งที่สุดก็ยังต้องปรับไลน์อัพบ้าง ไม่ใช่ยึดผู้เล่นชุดเดิมตลอดเวลา
แต่ฝั่งที่บอกว่า ติอาโก้ไม่จำเป็นขนาดนั้นก็มี ตัวอย่างเช่นสตีฟ นิโคล อดีตกองหลังลิเวอร์พูลให้สัมภาษณ์ว่า "ถ้าไวจ์นัลดุมไม่ได้อยากย้าย ผมก็ไม่เห็นว่าเราต้องเปลี่ยนกองกลางอะไร เพราะทีมชุดนี้ก็สมดุลอยู่แล้ว ผมไม่เถียงว่าติอาโก้คือนักเตะที่ยอดเยี่ยม แต่ทำไมคุณต้องมาเดิมพันด้วยล่ะ ยังไงทีมชุดนี้ก็เพิ่งเอาชนะทุกทีมในลีกมาได้"
มุมของนิโคลมองว่า ลิเวอร์พูลชุดปัจจุบัน คือทีมที่แข็งแกร่งมากๆในซีซั่นก่อน และตราบใดก็ตามที่ยังไม่พ่ายแพ้ ก็ไม่เห็นต้องรีบร้อนซื้อตัวใหม่ขนาดนั้น
กลายเป็น 2 มุมที่แฟนๆก็ถกเถียงกัน คือติอาโก้น่ะดีแน่นอน แต่เอามาแล้ว จะจัดสรรอย่างไรนี่คือคำถาม
สำหรับสถานการณ์การซื้อขายยังคงยืดเยื้อต่อไป
นักเตะอยากย้าย ผู้จัดการทีมอยากได้ แต่ปัจจัยมันไม่ลงตัวดีลก็ยังไม่เกิด
อย่างไรก็ตามโลกของฟุตบอลนั้น แน่นอนว่าเปลี่ยนไปทุกวัน ก่อนตลาดซื้อขายจะปิดตัวในวันที่ 5 ตุลาคม อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
#THIAGO
โฆษณา