10 ก.ย. 2020 เวลา 05:05 • ท่องเที่ยว
"กับนิกเอนิกกี้ทรอยจอแดนเมียจอแดนพลธนูมองโกเลียพี่พีทพี่ตุ้ย : เรื่องเหล้า"
20.00
โต๊ะราว 2 เมตร ประดับแสงเทียนในถ้วยสามแก้ว แสงเทียนเหล่านั้นค่อนข้างเกลียดตัวเอง ด้วยหน้าที่ปกติคือสร้างห้วงสงบกลางความมืด เพื่อนรอบกายต้องเป็นฟองไวน์ เส้นสายซอสบนจานอาหารหรู อบอวลวังเวียนบรรยากาศธุรกิจ ความรัก ครอบครัว แม้แต่ศาสนายังยืมตัวไปช่วย
พวกมันรู้สึกผิดที่ผิดทางกับดงแอลกอฮอร์ราคาที่สูบบุหรี่โรงจอดรถ แก้วไร้ทรวดทรงและประชากรเหม็นเหงื่อรอบตัว สายตาทุกคนมองมันเป็นตัวเกะกะจะไล่มันออกเช่นกัน
คนอ้อนวอนกลับเป็นผม เหตุเดียว ความย้อนแย้งคือมหาเสน่ห์
20.30
ฝรั่งลุกลามเร็วกว่ายุงภูเขา โฉบไปมา ด้านหลังเป็นคนไทยเกาะกันยิ่งกว่าปลิง หลังประคบกันหันออกสู่คนอื่น เหมือนค่ายกลป้องกันคนนอก เป็นเรื่องไม่ใหม่
การพยายามจดจำพะเนินชื่อของคนสัญจรเป็นเรื่องเกินตัวเสมอ สตรีคนหนึ่งที่ไม่มีชื่อในความจำเลย แต่กลับจำได้ถึงเม็ดความชื้นเนินสีเนื้อข้างเหวลึกในเสื้อกล้ามดำ และเขาเป็นแฟนของชายร่างใหญ่ไบเกอร์นามจอแดน
ไม่รู้ว่าควรนิยามตัวเองว่าช่างสังเกตหรือจัญไร
.
ใจตอนนั้นอยากก้มหน้าเขียนแม่งทุกอย่างก่อนจะลืม แต่มันคือมารยาททางลบกับคู่สนทนาตรงหน้า น้ำเรื่องราวกำลังเทเข้าปากขวดเรา อย่าเบี่ยงตัวไปทางอื่น อ้าแม่งไว้ก่อน จำเท่าที่จำได้
21.00
นิกคือแคนาเดียนร่างบาง หัวเล็ก ขนหน้าประปราย ทรงคล้าย Shia LaBeouf กับเสื้อกล้ามเซเว่นสีแดง มือกุมบนตักตลอดเวลาไม่ยกแก้ว นิกแนะนำพลพรรคนักปลูกหนวดเคราด้านข้าง นิกกี้ ชาวเบลเยี่ยมหนุ่มขนตางอน หนวดก็งอน อย่างอื่น ไม่รู้ และทรอย (ลืมประเทศ) กับรังนกรังใหญ่ใต้คาง
"นายกินช้างเหรอจอแดน?" นิกถาม
"ใช่ เราชอบเบียร์ช้าง นายชอบลีโอเหรอ" "ลีโออร่อยสุดโว้ย"
"ตรวจลิ้นหน่อยนะจอแดน" ทั้งโต๊ะขำคล้ายจะบูลลี่เบียร์ช้างของจอแดน ผมพลันขำตามด้วยเหตุผลเดียวกัน
.
"แต่สำหรับกูนะเสือ" นิกขยับร่างมากขึ้น เหมือนมันจะไม่ได้สนิทกับจอแดนขนาดนั้น "สิ่งที่ shit ที่สุดคือลาวค่าว(เหล้าขาว) พูดไม่ออกจริงๆ นึกแล้วขนลุก"
.
นิกหลงไหลประเทศไทยอย่างคลุ้มคลั่ง ยกเว้นกรุงเทพ ผมเล่าครั้งที่เคยเข้าค่ายมวยของบัวขาวในเชียงใหม่ นิก เช่นเดียวกับหลายคน เป็นติ่งอย่างโงหัวไม่ขึ้น มันบอกว่าอยากถูกบัวขาวทำร้ายซักครั้งให้ฟิน คล้ายมาโซคิส เราฮากันเหล้าสั่น
.
"กูรักที่นี่มาก มึงควรมาบ่อยๆนะเสือ มันมีความสงบ ร่มรื่นและปาร์ตี้อยู่ร่วมกันได้ดี ดูนี่" นิกหยิบตีนนิกกี้ขึ้นพาดหน้าตัก แง้มตาตุ่มมันพร้อมไหปลาร้าตัวเอง อักษรสีดำ "ปาย" ฝังลึกในผิว
"วันนั้นเมา มีปาร์ตี้ outdoor พอดี" ความไคร่ให้ฝรั่งรักที่นี่คือการมีปาร์ตี้กลางป่าบ่อยมากแทบทุก 2 อาทิตย์ "แล้วกูกับนิกกี้gเมามาก กูถามมันว่า เฮ้ย ไปสักคำว่าปายกันป่าว มันตอบอย่างเมาว่าเอาดิ กูสักตาตุ่มเลย สุดท้ายเลยเป็นอย่างที่เห็น"
ลึกๆแล้ว จะว่าเมาเป็นโชคช่วยให้สลักชื่อปายคงไม่ได้ ไม่งั้น จากแผนท่องเที่ยว 3 วันของนิก คงไม่กลายเป็น 3 ปี
22.00
พี่ตุ้ยเป็นหนุ่มลุคลุงเฒ่าผมยาวดกดำ เสื้อกล้ามสีเทาย้อมด้วยกาลเวลา หมวกห่อไว้กันปลิวเข้าหน้า แกทะเลาะกับกัญชามา ทำให้ขาก้าวเป็นเส้นโค้ง
"ร้านเบอเกอร์พี่ไม่ได้ขายหลายเดือน นี่ว่าจะกลับมาเตรียมตัวขายแล้ว ปัญหาคือรถเข็นเนี่ย มันจอดไว้นาน ขึ้นรา พี่ต้องขอกู้เงินพรุ่งนี้เช้า เอามาทำความสะอาด ไอ้เราอยากขายชุ่ยๆก็ขายได้ แต่ไม่อยากทำ เนอะ" ความเมาคั่นกลางสติพี่ตุ้ย แกเว้นวรรคอย่างลำบากหลายครั้ง
"หลายคนบอกพี่ เฮ้ย ขายเบอเกอร์ต้องมีหน้าร้าน พี่ใช้แต่รถเข็น และเช่าทำเลหน้าร้านเอา สรุปว่าขายดี วันนึงเคยขายได้หลายร้อยชิ้น ทำคนเดียวแทบไม่ทัน พี่ไม่คิดมีลูกมือ เทคนิคย่างเนื้อพี่มันบอกลำบาก หรือพี่งงเองวะ"
.
บางครั้ง เจ้าของเองนั่นแหละ ที่เด่นเกินสินค้า วาทศิลป์ความเป็นกันเองของลวดลิ้นพาให้คนเริ่มหันหัวฟัง การทำให้ร้านเป็นเหมือนอาหารเช้าบ้านเพื่อนคือจุดสร้างเสน่ห์ขึ้น พี่ตุ้ยชอบจะแจกเบอเกอร์ให้คนมาขอหรือบ่นไม่มีตัง แกปฏิเสธข้อดีที่ตัวเองมี หรืออันที่จริงแกเมาเสน่ห์ของตัวเองกันแน่
.
"พี่ไปและ น้องชื่ออะไรนะ พี่จะจำไว้ มาเที่ยวอีก"
"เสือครับ" "โชคดีน้อง พี่ต้องรีบกลับไปนอน เดี๋ยวตื่นไปกู้เงินไม่ทัน เมาชิบหาย" พี่ตุ้ยทิ้งความเงียบไว้บนอากาศ ปล่อยเสียงคนอื่นกลบเกลาตัวเอง
แกก้มหน้าหยิบเศษใบไม้กรอบกลิ่นฉุนขึ้นดอมดม โรยลงกระดาษน้ำตาลบาง ม้วนให้แน่น จุดด้านหน้าปาก สุดหายใจสองสามครั้ง และเดินโบกมือหายไป
23.00
พี่คนไทยหนึ่งคน ณ ปลายโต๊ะ ผมจำชื่อไม่ได้ เลยตั้งชื่อว่าพลธนูมองโกเลีย เพราะแกผอม ผมยาว และหน้าเอเชียรุนแรง แกเริ่มขยับมากกลางโต๊ะ คุยกับผมและเอ (นามสมมติเพื่อนร่วมห้องผู้พามาเที่ยวร้าน) เริ่มประโยคน่ารักสองประโยค "อายุเท่าไหร่กัน" และ "พี่อยากรู้ว่าคนเจนนี้คิดอย่างไรกับระบอบ"
ไฟในดวงใจผมกับเอไม่มีความโลเล เรามองหน้ายิ้มอย่างไม่ปริปาก ตอบสิ่งคล้ายกัน พี่พลธนูมองโกเลียเป็นสิ่งน่าสนใจที่หายไปหลืบโต๊ะอยู่หลายชั่วโมง
ดีกรีทำให้เรื่องราวจับต้นชนปลายไม่ได้ รู้สึกตัวเราคุยกันสองคนเรื่องรัสเซียในศตวรรษที่ 19 และแกรู้เรื่องละเอียดทีเดียว ราวกับแกเคยเป็นพลธนูมองโกเลียจริง
"อยากรู้ประวัติศาสตร์อยุธยาปะ?" น้ำลายแกเหลวกว่าน้ำในแก้ว "ทำไมพี่?" ผมเริ่มใช้ซากสติถาม ทุกสิ่งเริ่มดูวูบวาบแวววาว "ฟังเพลงนี้"
พี่พลธนูมองโกเลียร่ายทำนองเพลงเกี่ยวกับอยุธยา เนื้อร้องคือความเป็นมาของประวัติศาสตร์ไทยทั้งหมด และร้องยาวเหี้ยๆๆๆ แต่แกจำได้ทุกคำทำนอง ผมกับเอหน้าเอ๋อเหรอแดก เพราะภาพตรงนั้นคือเอเชียขี้เมาลงพุงกำลังเต้นรำไทยกลางถนนมืดสนิทโดยไม่สนหมีแปดใดใด
แม้ไอ้นิก นิกกี้ ทรอย จอแดน เมียจอแดน พี่พีทเจ้าของร้าน ทุกคนหยุดชมการแสดงนี้ อย่างมีความสุข ในค่ำคืนอลเวง
00.00
เอกลับบ้านกับนิกกี้ พีพีทปิดร้านเพื่อกลับไปดูแลลูก ฝนเริ่มโรยตัวลงมา ผมกำลังไขมอไซตัวอ้วนพลี บิดหูควบกลับด้วยเสียงร้องลั่นของมัน
.
ผมฟังเสียงลมผิวปากแหลมตลอดทาง แสงไฟเปล่งเบาบางเป็นหย่อม น้ำเมาร้านนี้เป็นรสชาติแก้เหงา ความอุ่นภายในปลดล็อคเกราะปิดกั้นสังคม นัยน์ตาหยดย้อยมองทุกคนทุกชาติเสมอกัน ไร้เพศ ไร้วัย คนเข้าใจการเป็นคนมากขึ้น คนกำลังกลายเป็นคน
นิกบ่นกับผมประโยคหนึ่ง "เสือ มีมุกฮามุกนึง กูเนี่ย โคตรเกลียดพวกฝรั่งเลย" ผมตาโตสงสัย "you are also ฝรั่ง"
"กูหมายถึงพวกฝรั่งหัวสูงหน่ะ มันชอบแบ่งแยกชาติกำเนิด แบ่งแยกคนจากท่าทาง จากความเหม็นของฮิปปี้"
"กูว่ามันก็เป็นคน เสือกลืมกำพืดทำตัวเป็นฝรั่ง"
"แล้วมึงเป็นอะไร ณ ตอนนี้" ผมเท้าคางถามนิก
"ฝรั่งที่ทำตัวเป็นคนขึ้นมั้ง คนเพี้ยนๆหน่ะ"
"คนไทยก็มีนะ ทำตัวไทยๆ กรุงเทพๆ"
"เป็นไงวะ?"
"ถ้ากูเป็น กูคงไม่มานั่งคุยกับมึงหรอกนิก"
.
.
มอไซ ถนน กับผมกำลังก้มหน้าขำ ปายก็ขำเช่นกัน
ผมไม่รู้สึกเหงาเลย
โฆษณา