12 ก.ย. 2020 เวลา 14:35 • ประวัติศาสตร์
• เบียทริซ เซนซี (Beatrice Cenci)
โศกนาฏกรรมของหญิงสาว ผู้ได้รับความอยุติธรรมจากสังคม
เบียทริซ เซนซี (Beatrice Cenci) เป็นชื่อของหญิงสาวชาวอิตาลีคนหนึ่ง โดยเธอเกิดในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1577 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี
โดยบิดาของเบียทริซ มีชื่อว่า เคานต์ ฟรานซิสโก้ เซนซี (Count Francisco Cenci) ซึ่งเป็นขุนนางที่ทรงอิทธิพลอย่างมากภายในกรุงโรม ในช่วงเวลานั้น
ทว่าฟรานซิสโก้ ผู้เป็นบิดาของเบียทริซ กลับมีนิสัยที่โหดร้าย อารมณ์ร้อน และชอบความรุนแรง บ่อยครั้งที่ฟรานซิสโก้ มักจะทำร้ายร่างกายสมาชิกภายในครอบครัวของเขา หรือแม้กระทั่งคนรับใช้ในบ้าน ที่ต่างก็ถูกฟรานซิสโก้ทำร้ายร่างกายอยู่เป็นประจำ
เบียทริซและสมาชิกคนอื่น ๆ ของครอบครัว อยู่ภายใต้ความหวาดกลัวของฟรานซิสโก้
แต่สิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุด ก็คือการที่ฟรานซิสโก้มักที่จะล่วงละเมิดทางเพศ และข่มขืนเบียทริซผู้เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตน ตั้งแต่เบียทริซยังอยู่ในช่วงวัยเด็ก อย่างไม่รู้สึกผิดต่อสิ่งที่ตนได้กระทำ
ในที่สุด เบียทริซก็ไม่อาจทนต่อความเลวร้าย ที่บิดาของเธอได้กระทำต่อครอบครัวได้อีกต่อไป ดังนั้นเบียทริซจึงได้ขอความช่วยเหลือ จากสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 (Pope Clement VIII) ผู้ปกครองกรุงโรมในช่วงเวลานั้น เพื่อให้ช่วยจัดการกับฟรานซิสโก้
สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ผู้ปกครองแห่งกรุงโรม (ดำรงตำแหน่ง 1592-1605)
แต่ด้วยอิทธิพลอันมากล้นของฟรานซิสโก้ เขาจึงปฏิเสธที่จะเข้าพบกับพระสันตะปาปา และยังได้กักขังสมาชิกในครอบครัว รวมไปถึงคนรับใช้ ไว้ที่คฤหาสน์ของเขา ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโรม
ต่อจากนั้น ฟรานซิสโก้ก็ยิ่งทำการทรมาน และทำร้ายร่างกายสมาชิกในครอบครัวของเขามากยิ่งขึ้น นับเป็นช่วงเวลาของขุมนรก ที่เบียทริซและสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ต้องพบเจอ
ท้ายที่สุด เบียทริซและสมาชิกครอบครัวเซนซีคนอื่น ๆ ทั้ง ลูเครเซีย (Lucrezia) ผู้เป็นแม่เลี้ยงของเธอ, เจียโคโม (Giacomo) พี่ชายของเธอ และเบอร์นาโด้ (Bernardo) น้องชายต่างแม่ของเธอ รวมไปถึงเหล่าคนรับใช้ในบ้าน ก็ได้ร่วมกันวางแผนที่จะยุติเรื่องราวนี้ ซึ่งก็คือการสังหารฟรานซิสโก้นั้นเอง
** ฟรานซิสโก้ มีภรรยาอยู่ 2 คน โดยคนแรกมีชื่อว่า เออร์ซิเลีย (Ersilia) ซึ่งเป็นมารดาของเจียโคโม และเบียทริซ
ส่วนภรรยาคนที่ 2 ของฟรานซิสโก้ ก็คือ ลูเครเซีย ซึ่งมีลูกชายก็คือ เบอร์นาโด้
และแล้วในเช้าวันหนึ่งของปี 1598 สมาชิกครอบครัวเซนซีทั้ง 4 คน ก็เริ่มแผนการสังหาร โดยเริ่มจากวางยานอนหลับให้กับฟรานซิสโก้ จากนั้น ลูเครเซียและเบอร์นาโด้ก็ได้นำค้อนและมีด มาจ้วงแทงฟรานซิสโก้จนกระทั่งเขาเสียชีวิต
หลังจากนั้นพวกเขา ก็ได้โยนศพของฟรานซิสโก้ลงไปที่ระเบียงด้านล่าง เพื่อแสร้งว่าเป็นอุบัติเหตุหรือการฆ่าตัวตายของฟรานซิสโก้เอง
แต่ไม่นานนัก ทางเจ้าหน้าที่ของกรุงโรม ก็สืบทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด และได้ทำการจับกุมตัวสมาชิกครอบครัวเซนซีทั้ง 4 คน และคนรับใช้ทั้งหมด ในข้อหาฆาตกรรมฟรานซิสโก้ ซึ่งมีโทษสูงสุดคือการประหารชีวิต
เบียทริซถูกเจ้าหน้าที่ทรมาน เพื่อให้เธอยอมรับสารภาพ
ในช่วงเวลาที่มีการพิจารณาคดีนี้ เรื่องราวของความเลวร้ายต่าง ๆ นา ๆ ที่ฟรานซิสโก้ได้กระทำต่อครอบครัวนั้น ก็ได้ถูกพูดถึงและแพร่กระจายไปยังผู้คนทั่วกรุงโรม
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนในกรุงโรมจึงได้เรียกร้องต่อสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 เพื่อขอให้พระองค์ช่วยละเว้นโทษให้กับครอบครัวเซนซี
แต่สมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ก็ไม่สามารถที่จะลดหย่อนโทษได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า โทษดังกล่าวเป็นโทษที่ร้ายแรง เพราะถือว่าเป็นการปิตุฆาต (ฆ่าบิดาของตัวเอง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ร้ายแรงอย่างมากในศาสนาคริสต์ และหากมีการละเว้นโทษ ก็อาจจะมีคดีแบบนี้เกิดขึ้นได้อีก
ในที่สุดการพิจารณาคดีก็จบลงที่ ลูเครเซีย, เจียโคโมและเบียทิซ ถูกตัดสินโทษให้ประหารชีวิต ในขณะที่เบอร์นาโด้ ถูกตัดสินใจโทษให้จำคุก
และในเช้าของวันที่ 11 กันยายน 1599 การประหารชีวิตของครอบครัวเซนซีก็เริ่มต้นขึ้น โดยเจียโคโมเป็นคนแรกที่ถูกประหารชีวิต ซึ่งเขาถูกประหารโดยวิธีการม้าแยกร่าง (คือการนำเชือกที่ผูกเข้ากับม้า ผูกไว้ที่มือและขาของนักโทษ ก่อนที่จะสั่งให้ม้าวิ่งไปทั้ง 4 ทิศ เพื่อให้ร่างกายของนักโทษหลุดออกเป็นเสี่ยง ๆ)
เบียทริซขึ้นสู่หลักประหาร
และคนถัดมาที่ถูกประหารชีวิต ก็คือ ลูเครเซีย ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยเบียทริซ ซึ่งในวันนั้นเธอมีอายุได้ 22 ปี ซึ่งทั้งคู่ก็ได้ถูกประหารชีวิตโดยการตัดคอ นับเป็นจุดสิ้นสุดของโศกนาฏกรรมอันน่าขมขื่นของครอบครัวเซนซี
เพชรฆาตชูศีรษะของเบียทริซ ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของฝูงชนที่ร่วมดูการประหารชีวิตในวันนั้น
นับแต่นั้นมา เรื่องราวของ เบียทริซ เซนซี ก็ได้ถูกพูดถึงในหมู่ผู้คนชาวยุโรป ในฐานะที่เธอเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิของสตรี
และอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้คนมักจะจดจำในตัวของเบียทริซ ก็คือ ภาพวาดใบหน้าอันงดงามของเธอ ซึ่งถูกวาดโดยศิลปินชาวอิตาเลียน ที่มีชื่อว่า กีโด เรนี (Guido Reni)
Guido Reni (1575-1643)
ซึ่งเชื่อกันว่า ภาพวาดภาพนี้ เรนีได้วาดขึ้น ในตอนที่เบียทริซถูกคุมขังในที่จองจำ
กีโด เรนี กำลังวาดภาพของเบียทริซ ในขณะที่เธอถูกจองจำ
*** Reference
#HistofunDeluxe
โฆษณา