Bob Woodward ตำนานที่ยังมีชีวิต นักข่าวผู้เปิดโปงทำเนียบขาว (ถึง 2 ครั้ง) เขาเป็นใครมาจากไหน มาย้อนดูผลงานในอดีตที่ทำให้เขาเป็นที่โด่งดัง เรื่องราวมันเป็นยังไง #เดี๋ยวสรุปให้ฟัง
📌คำเตือน : บทความนี้ยาวที่สุดตั้งแตเปิดเพจมา แต่รับรองว่ามันส์…
1) เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวที่มีคลิปเสียงของ Donald Trump ยอมรับว่ารู้ว่า COVID-19 นั้นเป็นโรคร้ายแรงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว… แต่พยายาม “ทำให้มันดูเหมือนไม่ร้ายแรง” ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา อ้างว่าเพื่อไม่ให้ประชาชนแตกตื่นและเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก…
2) คลิปเสียงที่ว่านี้ มีที่มาจากชายที่ชื่อว่า “บ๊อบ วูดเวิร์ด (Bob Woodward)” นักเขียนและอดีตนักข่าวระดับตำนานจากหนังสือพิมพ์ The Washington Post ที่ได้สัมภาษณ์ Donald Trump ถึง 18 ครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม ปี 2019 จนถึง กรกฎาคม ปี 2020 ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการเขียนหนังสือเล่มใหม่ของเขา “Rage” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Donald Trump โดยตรง…
3) คลิปเสียงที่ว่านี้ ชัดเจนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วว่า Donald Trump รู้ว่า COVID-19 ไม่ใช่โรคหวัดธรรมดา… แต่อันตรายกว่าถึง 5 เท่า! แต่ลุงบ๊อบแกก็ใช้เวลาถึง 7 เดือนกว่าจะปล่อยคลิปเสียงนี้ออกมาสู่สาธารณะ จึงเป็นที่ถกเถียงในสังคมว่ามัน “เหมาะสม” หรือไม่ที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานขนาดนี้…
โดยเฉพาะการจงใจปล่อยออกมาในช่วงวัน “ใกล้เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่” ดูเหมือนการกระทำนี้จะไม่ค่อยรับผิดชอบต่อสังคมเท่าไหร่นักโดยเฉพาะในฐานะที่แกเคยเป็นนักข่าวใหญ่ที่เคยทำคดีที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาอย่าง “คดี Watergate”
หนังสือ RAGE โดย Bob Woodward
วันนี้แอดมินจะพาไปย้อนดูประวัติของบ๊อบ วูดเวิร์ด และผลงานในช่วงยุค 70s กับ #คดีWatergate ที่ทำให้แกเป็นที่โด่งดังในวงการสื่อสารมวลชน เกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น แกมีส่วนยังไงบ้าง ลองไปตคดี Watergate เรื่องอื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา
📍คดี Watergate
4) ย้อนกลับไปเมื่อปี 1972 หรือเกือบๆ 50 ปีที่แล้ว… มีเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองอยู่เรื่องนึงที่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลอเมริการวมถึงเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนที่อเมริกานั่นเคลมว่าตัวเอง “ยึดมั่น” ในจุดนี้มาโดยตลอด คดีที่ว่านี้ก็คือ คดี Watergate หรือที่รู้จักกันในชื่อ Watergate Scandal…
ผลจากคดีนี้… สร้างสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อเมริกามาก่อน คือการทำให้ประธานาธิบดีในขณะนั้น “ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon)” ต้องประกาศ #ลาออก จากตำแหน่ง นับเป็นประธานาธิบดีคนเดียวที่ลาออกจากตำแหน่งในประวัติศาสตร์อเมริกา… และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจำนวนมากต้องติดคุก
5) เรื่องมันเริ่มต้นจากกลางดึกในคืนวันที่ 17 มิ.ย. 1972 ชาย 5 คนได้แอบงัดเข้าไปในที่ทำการใหญ่ของพรรคเดโมแครต (Democrat Party) ณ อาคารวอเตอร์เกต (Watergate Complex) กรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อลักลอบ #ติดตั้งเครื่องดักฟัง หวังใช้ข้อมูลการดักฟังนี้เป็นข้อได้เปรียบในการเอาชนะทางการเมือง แต่ก็โดนตำรวจจับได้ และเริ่มการสืบสวนไปถึงที่มาและผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลัง
6) ในขณะนั้นนักข่าวหนุ่ม “บ๊อบ วูดเวิร์ด” วัย 29 ปี และ “คาร์ล เบิร์นสไตน์” วัย 28 ปี สองนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ชื่อดัง “The Washington Post” ได้รับมอบหมายให้ไปติดตามการเตรียมตัวดำเนินคดีผู้ต้องหา 5 คนนี้ แต่ก็พบว่า หนึ่งในผู้ต้องหา “เจมส์ แม็คคอร์ด (James McCord) ไม่ใช่โจรธรรมดา แต่กลับทำงานด้านความปลอดภัยให้กับคณะทำงานสำหรับการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ของประธานาธิบดีนิกสัน… รวมถึงเคยเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ FBI และ CIA ที่ปลดเกษียณแล้ว…
Bob Woodward และ Carl Bernstein ในยุค 1970s
เรื่องนี้จึงดูแล้วไม่น่าจะใช่คดีธรรมดา เพราะมีผู้ต้องหาที่ทำงานให้กับคณะทำงานของประธานาธิบดีนิกสันที่สังกัดพรรครีพับลิกัน (Republican Party) ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองโดยตรงกับพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยถัดไปที่กำลังจะถึงในไม่กี่เดือนข้างหน้า…
7) ในฝั่งของการสืบสวนคดีจากเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ และ FBI พบว่าคดีไม่ค่อยคืบหน้าไปสักเท่าไหร่นัก และดูเหมือนจะถูกทำให้เป็นคดีโจรกรรมธรรมดา ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพราะรัฐบาลนิกสันสั่งเตะตัดขาเอาไว้ให้คดีนี้ไม่เป็นข่าวดัง แต่… เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ สำหรับบ๊อบและคาร์ล สองนักข่าวไฟแรงจาก The Washington Post…
8) บ๊อบและคาร์ลที่ดูเหมือนจะพบกับทางตันในการสืบหาข่าว ก็ได้พบกับหนึ่งใน “แหล่งข่าว” ที่ดังที่สุดตลอดกาล ที่ใช้นามแฝงว่า “ดีพ โธรต (Deep Throat)” ที่คอยลักลอบส่งข่าวให้กับบ๊อบถึงคดีนี้ จนทำให้บ๊อบสามารถตีข่าวจนเกิดเป็นประเด็นสังคมต่อเนื่องได้เรื่อยมา โดยบ๊อบได้สัญญาว่าจะปิดบังตัวตนจนกว่าเขาจะเสียชีวิตลง จนกระทั่งในปี 2002 หรือประมาณ 30 ปีถัดมา พึ่งได้ออกมาเปิดเผยตัวว่าเขาคือ “มาร์ค เฟลท์ (Mark Felt)” อดีตรองผู้อำนวยการ FBI ในขณะนั้น…
9) ย้อนกลับมาที่คดี… เมื่อทีมสอบสวนสืบลึกลงไปเรื่อยๆ ก็พบว่ามีเช็กเงินสด 25,000 ดอลล่าร์ถูกฝากเข้าไปในบัญชีของหนึ่งในผู้ต้องหา ซึ่งเช็กใบนั้นได้มีการประทับตราว่าให้ใช้เป็นเงินทุนสำหรับ “การเลือกตั้งประธานาธิบดีของนิกสัน” ทางบ๊อบและคาร์ลจึงตีพิมพ์เรื่องราวนี้ลง The Washington Post ทำให้สังคมกลับมาสนใจข่าวนี้อีกครั้งหนึ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของความลับที่ถูกเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ
10) หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีนิกสันประกาศว่าเขาได้ให้ทีมทำการสอบสวนแล้ว และไม่พบว่าทำเนียบขาว (White House) มีส่วนร่วมใดๆ กับคดีการโจรกรรมนี้ทั้งสิ้น และในเดือนพฤศจิกายน 1972 นิกสันก็ชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 จนได้…
11) บ๊อบและคาร์ลยังคงใช้เวลาเกือบ 2 ปีนับตั้งแต่การโจรกรรมในการขุดคุ้น ค้นหาข้อมูล สืบเสาะเส้นทางการเงินไป และนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องในหน้าหนังสือพิมพ์ของ The Washington Post โดยอาศัยแหล่งข่าวจำนวนมากที่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าไหร่ เสมือนโดนสั่งจากเบื้องบนให้ “ห้ามพูด” ถึงเรื่องนี้…
แต่ก็ได้แหล่งข่าวอย่าง Deep Throat ใช้วิธีไม่ให้ข่าวตรงๆ แต่ใช้วิธี “ยืนยัน” ว่าสิ่งที่บ๊อบและคาร์ลสืบค้นมาได้นั้นมัน “ถูกต้อง” หรือไม่ เพราะถ้า Deep Throat ให้ข่าวโดยตรง ก็อาจจะความลับแตกได้ว่าข้อมูลพวกนี้มาจากเขา…
12) ผลจากการนำเสนอข่าวของบ๊อบและคาร์ลอย่างต่อเนื่องในฐานะสื่อสารมวลชน ทำให้สังคมกดดันภาครัฐให้สอบสวนคดีนี้อย่างเข้มข้นขึ้น จนทำให้หนึ่งในผู้ต้องหาต้องยอมรับว่าการโจรกรรมนี้เป็นเพียงหนึ่งในจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ของทฤษฎีสมคบคิดที่พัวพันผู้มีอิทธิพลจากหลากหลายหน่วยงานของรัฐบาล
การนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องของสื่อในยุคนั้น
13) เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้พบว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐอยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งนี้ สูงขึ้นเรื่อยๆ จากคณะทำงาน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ในรัฐบาล ไปจนถึงคนใกล้ชิดของประธานาธิบดี และมีหลักฐานว่าตัวประธานาธิบดีนิกสันเองนั้นก็มีส่วนรู้เห็นในการ “ปิดบัง” คดี Watergate โดยหลักฐานนั้นก็คือ “คลิปเสียง” หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “The Smoking Gun”
14) ย้อนกลับไปเมื่อปี 1971 ปธน.นิกสันได้สั่งให้ติดตั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงในห้องทำงานของเขาหลากหลายแห่ง รวมถึงในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ในทำเนียบขาว… เพื่อบันทึกการสนทนาทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว
15) นิกสันถูกตัดสินให้ส่งคลิปเสียงทั้งหมดนี้มาใว้เป็นหลักฐานในการสืบสวน ในวันที่ 5 สิงหาคม 1974 คลิปเสียงเหล่านั้นจึงได้ถูกปล่อยออกมา… ซึ่งก็พบว่านิกสันได้ทำการสั่งให้หน่วยงาน CIA บอก FBI ให้หยุดการสืบสวนคดี Watergate เนื่องจากเป็นเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” มีการแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานจำนวนมาก
และที่สำคัญคือในคลิปเสียงนี้ มีช่วงหนึ่งที่หายไปถึง “18 นาทีครึ่ง” ซึ่งไม่สามารถตอบได้ว่าหายไปไหน และทำเนียบขาวไม่สามารถให้คำอธิบายใดๆ ได้เลยว่า 18 นาทีครึ่งนี้ นิกสันพูดเรื่องอะไร… ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร…
16) วันที่ 8 สิงหาคม 1974 หรือ 3 วันหลังจากการส่งมอบคลิปเสียงให้หน่วยงานสืบสวน… ประธานาธิบดีนิกสันได้ #ประกาศลาออก ผ่านโทรทัศน์แห่งชาติ โดยให้เหตุผลว่า “เขาไม่มีฐานเสียงมากเพียงพอในสภาเพื่อที่จะให้เขาปฏิบัติภารกิจจนครบวาระอีกต่อไป” โดยไม่ได้ให้เหตุผลการลาออกใดๆ ที่เป็นการยอมรับว่าเขามีส่วนรู้เห็นกับคดี Watergate เลยแม้แต่น้อย โดยการลาออกจะมีผลในเวลาเที่ยงตรงของวันที่ 9 สิงหาคม 1974
17) วันที่ 9 สิงหาคม 1974 รองประธานาธิบดี “เจอรัลด์ ฟอร์ด Gerald Ford” สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 38 ต่อจากริชาร์ด นิกสัน และได้ #ทำการอภัยโทษ ให้กับนิกสัน ทำให้นิกสันพ้นจากข้อกล่าวหาทุกอย่างและไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมายใดๆ…
18) เรื่องนี้จบลงที่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี Watergate จำนวน 41 คนถูดตัดสินให้มีความผิด และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายตามความหนักเบาของโทษของแต่ละคน… และมีการปฏิรูปหน่วยงานรัฐมากมายให้มีความโปร่งใสและมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น
19) จากคดี Watergate นี้ สื่อมวลชนอย่างหนังสือพิมพ์ The Washington Post รวมถึง The New York Times ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเกาะติดการสืบสวนคดีนี้อย่างต่อเนื่องถึง 2 ปีจึงได้รับคำชื่นชมจากสังคมในฐานะการเป็นสื่อที่มีส่วนในการเปิดโปงความผิดอันร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของอเมริกา นับเป็นการทำงานของสื่อที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง ทำให้ บ๊อบ วูดเวิร์ด กลายมาเป็นตำนานของนักข่าวผู้โด่งดังจนถึงปัจจุบัน…
Bob Woodward ในวัย 77 ปี
ปัจจุบันบ๊อบ วูดเวิร์ดอายุ 77 ปี ไม่ได้เป็นนักข่าวประจำที่ The Washington Post แล้ว แต่ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่ง Associate Editor (รองบรรณาธิการใหญ่) แห่ง The Washington Post ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตำนานนักข่าวของสำนักข่าวแห่งนี้ แต่ก็ยังคงเขียนข่าวและบทความลงอยู่เป็นระยะๆ และหนังสือเรื่อง Rage นี้ถือเป็นหนังสือเล่มที่ 20 ของเขาในฐานะนักเขียน…
#สรุปแล้ว ย้อนกลับมาที่เรื่อง Donald Trump กับการปกปิดเรื่องความร้ายแรงของ COVID-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันเกือบ 200,000 คน และมีผู้ติดเชื้อทะลุ 6,000,000 คน นับว่าเป็นข่าวใหญ่ที่ต้องคอยจับตาว่าสังคมจะออกมากดดันอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ส่งผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2020 นี้อย่างแน่นอน…
#ทิ้งท้าย คิดเห็นยังไงกับการกระทำของบ๊อบ วูดเวิร์ด ที่ไม่ยอมปล่อยคลิปเสียงของ Donald Trump ทั้งๆ ที่รู้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว คิดว่าหากปล่อยคลิปตั้งแต่ตอนนั้นจะสามารถเปลี่ยนความคิดคนอเมริกัน และอาจมีส่วนช่วยให้อัตราการเสียชีวิตไม่สูงเป็นอันดับหนึ่งแบบนี้ได้หรือไม่ ลอง comment กันเข้ามาได้นะครับ : )