14 ก.ย. 2020 เวลา 09:31 • ประวัติศาสตร์
ย้อนตำนาน "ผีเปรตอาจารย์กู้" แห่งคำชะโนด คดีข่าวดังสะเทือนคนไทยทั้งประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2543 ก่อนจะถูกจับได้ว่าเป็นผีเปรต "ลวงโลก"
ในเดือนเมษายน ปีพ.ศ.2543 เกิดข่าวฮือฮาสะเทือนคนไทยทั้งประเทศ เมื่อมีการนำเสนอภาพถ่ายบุคคลรูปร่างสูงยาว ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเปรตที่มาปรากฎกายให้เห็นในคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
ภาพถ่ายนี้ หากดูในปัจจุบัน เราคงฟันธงได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่านี่คือภาพที่ถูกจัดแต่งขึ้น ไม่น่าใช่ผีเปรตแน่ๆ แต่หากย้อนกลับไปสักยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ภาพถ่ายนี้กลับทำให้คนบางกลุ่มเชื่ออย่างหัวปักหัวปำว่านี่แหละคือ "เปรตตัวจริง"
รูปถ่ายบุคคลสูงยาว นุ่งผ้าสีดำ กางมือออกข้าง เป็นรูปที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนั้น โดยเฉพาะบุคคลสำคัญที่น่าเชื่อถืออย่าง พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดังด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ลงทุนไปถ่ายภาพชุดนี้ด้วยตัวเอง และยืนยันว่าเปรตมีจริงตามคัมภีร์พระไตรปิฎก
รวมไปถึงพระพยอม กัลยาโณ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้เช่นกัน โดยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นเปรตที่อาศัยอยู่ในคำชะโนดจริงๆ
เมื่อบุคคลที่น่าเชื่อถือออกมาให้ความเห็นแบบนี้ ส่งผลให้กระแสความเชื่อเกี่ยวกับเปรตได้รับความนิยมจากประชาชนทันที
โดยสื่อหลักต่างประโคมข่าวถึงเรื่องนี้กันอย่างยกใหญ่ ด้วยเหตุที่ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกภาพเปรตแบบได้แบบชัดๆ และภาพนี้จะทำให้ผู้คนเข้าหาพระพุทธศาสนามากขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะกับงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาพอดี จึงได้มีการนำเสนอเรื่องเปรต โดยการเทศนา ณ ท้องสนามหลวงต่อหน้าประชาชน ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำกระแสเรื่องเปรตที่คำชะโนดเข้าไปอีก จนทำให้ประชาชนเริ่มหลงเชื่อว่า "เปรตที่คำชะโนด" อาจมีอยู่จริงก็ได้
แต่แน่นอน เมื่อมีคนเชื่อก็ย่อมมีคนไม่เชื่อ และนั่นส่งผลให้การพิสูจน์ได้เริ่มต้นขึ้น โดยนำภาพถ่ายดังกล่าวไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพจากทีมงานสารคดีช่องส่องโลกตรวจสอบ
ซึ่งผลสรุปที่ได้กลับออกมาสวนกระแสสังคม เพราะผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันว่ารูปถ่ายดังกล่าว เป็นรูป "หลอกลวง"
1
มาถึงตอนนี้ กระแสสังคมเริ่มมึนงงกันแล้ว ประชาชนต่างสับสนว่าความจริงคืออะไรกันแน่ ตกลงนี่เป็นเปรตของจริงหรือของปลอม เพราะขนาดพระและผู้มีการศึกษาหลายคนยังบอกว่าเป็นของจริงอยู่เลย
และที่สำคัญมันเกิดคำถามขึ้นมาว่า "ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังภาพถ่ายนี้?"
พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ผู้ที่ยืนยันว่าเปรตมีจริงได้ออกมายอมรับว่า "ตนได้ไปพิสูจน์ที่คำชะโนดเรื่องผีเปรตพร้อมกับอาจารย์ผู้มีวิชาท่านหนึ่ง โดยมีเจตนาเพียงต้องการให้คนเชื่อเรื่องบาป บุญ คุณโทษเท่านั้น"
หลังจากพ.อ.นพ.พงศักดิ์ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบนี้ บุคคลผู้ต้องสงสัยจึงถูกชักโยงไปถึงอาจารย์ที่พ.อ.นพ.พงศักดิ์ได้กล่าวถึง ซึ่งอาจารย์ผู้นั้นได้ทราบว่าคือ "อาจารย์กู้"
อาจารย์กู้ คือชื่อของพระผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีอภิญาณวิเศษ สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ รักษาโรคให้หายได้หมด
ศิษย์ของอาจารย์กู้ล้วนเป็นข้าราชการระดับสูงทั้งทหารยศใหญ่ รวมไปถึงระดับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย คือมีแต่ผู้ที่ดูน่าเชื่อถือทั้งนั้น นั่นจึงทำให้ชื่อเสียงของอาจารย์กู้เป็นที่โด่งดังมาก
แต่พออาจารย์กู้มาตกเป็นข่าวแบบนี้ การเปิดโปงจึงได้เริ่มต้นขึ้น
โดยตำรวจกองปราบปรามได้อาศัยพยานหลังฐานทั้งหมดเพื่อพิสูจน์ว่านี่คือการลวงโลกจริงหรือไม่ จนสุดท้ายได้นำมาสู่การจับกุมของตำรวจในที่สุด
อาจารย์กู้ถูกจับกุมหลังจากมีชาวบ้านมาแจ้งความไว้ โดยอ.กู้ ได้ปฏิเสธข้อหา ฉ้อโกงทรัพย์ แต่วันต่อมา นายตำรวจระดับสูง ได้นำตัว “อาจารย์กู้” มาท้าพิสูจน์ว่าถ้าหากมีอิทธิฤทธิ์จริง ให้เสกก้อนดินที่อยู่ในมือให้เป็นอะไรก็ได้ตามที่อาจารย์กู้ต้องการ
การแสดงปาฏิหาริย์ครั้งนี้ คือการเดิมพันชีวิตของอาจารย์กู้ ลูกศิษย์หลายคนต่างเชื่อมั่นว่าอาจารย์กู้เป็นผู้วิเศษจริง แต่ในขณะที่หลายคนต่างอยากพิสูนจ์ว่าบุคคลผู้นี้จะใช่ของจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
การแสดงปาฏิหาริย์ได้เริ่มต้นขึ้น อาจารย์กู้เปลี่ยนชุดธรรมดามาเป็นชุดนุ่งขาวห่มขาว ในขณะที่สื่อมวลชนต่างรอดูอย่างใจจดใจจ่อ
อาจารย์กู้เริ่มทำพิธี มีการนำธูปกำใหญ่ๆ มาลนมือตนเอง ก่อนที่จะเริ่มเสกก้อนดินที่อยู่ในมือของนายตำรวจ
แต่สุดท้ายแล้ว ปาฏิหาริย์ก็ไม่มีจริง ก้อนดินที่อยู่ในมือตำรวจ อาจารย์กู้เสกมา 4 รอบแล้ว แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
2
และนั่นก็นำไปสู่การตัดสินของสังคมทันทีว่า แท้จริงแล้ว นี่ก็เป็นแค่การลวงโลกเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรวิเศษอย่างที่คนเขาเล่าลือเลย
สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนที่สะท้อนถึงความเชื่อและความงมงายของคนไทย ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ก็ยังมีการหลอกลวงแบบนี้อยู่เรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามขึ้นว่า เมื่อไหร่กันที่สังคมไทยจะก้าวพ้นเรื่องพวกนี้ไปได้สักที
ซึ่งเรื่องที่ว่าไม่ใช่เรื่องของความเชื่อว่าเปรตจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่มันคือเรื่องของการใช้ "เหตุผล" และ "ปัญญา" ในการไตร่ตรองก่อนที่เราจะปักใจเชื่อสิ่งใด เพื่อไม่ให้หลงเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี
ปล.ปัจจุบันอาจารย์กู้ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติและกลับตัวกลับใจ พร้อมสำนึกผิดต่อสิ่งที่ทำมาทั้งหมดแล้ว โดยทางเราหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนให้ใครหลายคนได้ไม่มากก็น้อย
คิดเห็นอย่างไร สามารถแสดงความคิดกันได้อิสระเลยเด้อ
โฆษณา