15 ก.ย. 2020 เวลา 13:09 • ประวัติศาสตร์
"วันนี้ในอดีต" วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) - อังกฤษนำรถถังมาใช้เป็นครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1
#รถถัง #อังกฤษ #วันนี้ในอดีต
กองทัพบกอังกฤษนำรถถัง ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ลับระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มาใช้เป็นครั้งแรกในยุทธการซอมม์
รถถังเริ่มถูกคิดค้นโดยอังกฤษ และปรากฏตัวครั้งแรก ในสนามรบเมื่อ กันยายน 1916 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ทางตะวันตก ทั้งสองครั้ง ยังใช้การรบในแบบหลบในสนามเพลาะ ปืนกล และ การกั้นรั่วลวดหนาม ใช้ในการทำแนวป้องกัน ดังนั้นสถานการณ์การรบจึงหยุดนิ่ง
ทางอังกฤษต้องการอาวุธใหม่ ในการทำลายแนวลวดหนาม ข้ามผ่าสนามเพลาะ และป้องกันปืนกลได้ดี อาวุธใหม่นี้ส่งผลให้เกิดรถถังขึ้นมา เมื่อทางอังกฤษพัฒนารถถังได้ พวกเข้าบอกว่ามันเป็นอุปกรณ์สำหรับขนย้ายน้ำในการปกปิดความจริง เนื่องจากรูปร่างเป็นทรงเพชร อังกฤษจะขนานนามมันว่า 'รถถัง' และใช้ชื่อนี้มาจนทุกวันนี้
รถถังของอังกฤษ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
รถถังเริ่มนำมาใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งแรกโดยอังกฤษ ได้แก่ Mark IV tank เพื่อใช้มันสนับสนุนทหารราบในการฝ่าทะลุแนวสนามเพลาะ พวกมันถูกใช้ในยุทธการซอมม์ในจำนวนน้อยมาก ในช่วงที่มันถูกสร้างขึ้นมันถูกเรียกว่ายานลำเลียงน้ำเพื่อปกปิดวัตถุประสงค์การใช้งานจริงของมัน คำว่า"แท็งค์" (tank) นั้นมาจากคำว่า "Water tank" ที่แปลว่าถังน้ำ ด้วยวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุนทหารราบมันจึงทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 5-6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การมาของ Mark IV tank ทำให้ฝ่ายเยอรมันพัฒนารถถังของตนเอง ได้แก่ A7V เพื่อตอบโต้ฝ่ายอังกฤษ
ฝรั่งเศสเป็นชาติแรกในโลกที่พัฒนารถถังที่ติดตั้งปืนบนป้อมซึ่งหมุนได้ 360 องศาได้แก่ Renault FT และใช้พลรถถังเพียง 2 คน ในการควบคุมรถถัง ต่างจาก Mark IV tank ของอังกฤษที่ต้องใช้พลรถถังถึง 8 คนในการควบคุม และ A7V ของเยอรมนีที่ใช้พลรถถัง 18 คน
แผนภาพโครงสร้างของรถถัง
การพัฒนาในสงครามของมันเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มันเป็นแนวคิดหลักของสงครามยานเกราะซึ่งอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นบทบาทหลักในสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตได้นำรถถังที-34 มาใช้ มันเป็นหนึ่งในรถถังที่ดีที่สุดในสงครามและเป็นต้นตำรับของรถถังหลัก เยอรมนีใช้การโจมตีสายฟ้าแลบ ซึ่งเป็นยุทธวิธีในการใช้กองกำลังรถถังเป็นหลักโดยมีปืนใหญ่และการยิงทางอากาศเข้าสนับสนุนเพื่อเจาะทะลุแนวป้องกันของศัตรู
ส่วน "ยุทธการแม่น้ำซอมม์" นั้น ถือว่าเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ มีทหารตายหลายแสน ยุทธการแม่น้ำซอมม์ (Battle of Somme) เป็นสมรภูมิรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เนื่องจากมีทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและไม่มีผู้ชนะอีกด้วย
การขนส่งรถถังของอังกฤษที่ถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ไปยัง Cornell University ในนิวยอร์ก ปี 1926
แม่น้ำซอมม์ เป็นแม่น้ำที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส และยังเป็นสมรภูมิรบระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส และฝ่ายเยอรมนี การสู้รบเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 1916 โดยฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศสมีความต้องการที่จะตีฝ่าแนวป้องกันของเยอรมนี ตั้งแต่ป่าอันเคอร์ ยาวไปจนถึงตอนเหนือของแม่น้ำซอมม์ ที่รวมระยะทางได้กว่า 24 กิโลเมตร
โดยอังกฤษจะนำทัพบุกทางตอนเหนือของแม่น้ำซอมม์ ในขณะที่ทางตอนใต้เป็นหน้าที่ของฝรั่งเศสที่จะนำกองทัพตีฝ่าแนวป้องกันของเยอรมนี
กองทัพอังกฤษได้ระดมยิงปืนใหญ่เพื่อทำลายแนวป้องกันของเยอรมนี และระดมกำลังพลทั้งหมดบุกโจมตีแนวป้องกันของเยอรมนีนานถึง 8 วันติดต่อกัน แต่ฝ่ายเยอรมนีเองก็สามารถตั้งรับได้อย่างเหนียวแน่นด้วยแนวรั้วลวดหนามและป้อมปืนกล รวมถึงนำ "แก๊สมัสตาร์ด" เข้ามาใช้ จนทำให้ทหารอังกฤษที่บุกเข้าในแนวป้องกันของเยอรมนีเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่าในวันแรกของการบุก ทหารอังกฤษเสียชีวิตไปราว 50,000 นาย เลยทีเดียว
แม่น้ำซอมม์ สมรภูมิรบของสงครามโลกครั้งที่ 1
ขณะเดียวกัน กองทัพฝรั่งเศสสามารถฝ่าแนวป้องกันของเยอรมนีทางใต้ได้สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันรุกและรับเช่นนี้ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง ยุทธการแม่น้ำซอมม์จึงยุติลง โดยไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงบนสมรภูมิแห่งนี้ โดยฝ่ายอังกฤษสูญเสียทหารไป 456,000 นาย ฝรั่งเศส 200,000 นาย และเยอรมนี 500,000 นาย รวมแล้วมีทหารเสียชีวิตทั้งหมดมากกว่าหนึ่งล้านนายเลยทีเดียว
โฆษณา