18 ก.ย. 2020 เวลา 13:21 • หุ้น & เศรษฐกิจ
โอกาสหรือคุมกำเนิด สินเชื่อดิจิทัล Digital Personal Loan ?
“สินเชื่อดิจิทัล ถูกตั้งใจมาช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำ กลุ่มที่ไม่สามารถพิสูจน์รายได้ และกลุ่มที่ไม่มีทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นหลักประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ประกอบธุรกิจสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลทางเลือกต่าง ๆ ในการให้บริการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงช่วยสร้างข้อมูลรอยเท้าดิจิทัล (digital footprint) ในระบบการเงินให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการใช้บริการทางการเงินอื่น ๆ ในอนาคต” ผู้ว่าการ ธปท.
ถ้าอ่านตามเจตนาของสินเชื่อดิจิทัล หมายถึงมีการเปลี่ยนแปลงจากสินเชื่อส่วนบุคคลดั้งเดิมอยู่ 2 ประเด็น คือ 1. สมัครและอนุมัติสินเชื่อผ่านระบบดิจิทัลจากใบสมัครกระดาษ 2. ใช้ข้อมูลทางเลือกเป็นข้อมูลประกอบในการอนุมัติสินเชื่อจากข้อมูลการเงินในบัญชีธนาคารเป็นหลัก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญต่อโอกาสของธุรกิจการเงิน หรือ Fintech และแก้ปัญหาสินเชื่อนอกระบบได้ดีขึ้น
แต่ถ้าลงมาดูใน ประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ของธนาคารแห่งประเทศไทย กลับพบเงื่อนไขหลายอย่าง ที่จะกลายเป็นเงื่อนไขให้ สินเชื่อดิจิทัลนี้ ไม่มีวันประสบความสำเร็จ
เงื่อนไขคือวงเงินสินเชื่อดิจิทัลถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 6 เดือน เงื่อนไขนี้หมายถึง กลุ่มลูกค้าจะเหลือเพียงเฉพาะกลุ่มเล็กๆที่ ต้องการวงเงินน้อย ระยะเวลาสั้นๆ และหมายถึง ผู้ประกอบการจะได้รายได้ดอกเบี้ยสูงสุดเพียง 2,500 บาทต่อราย (20,000 บาท x 25% ต่อปี x 0.5 ปี)
กลุ่มลูกค้าที่ถูกบีบให้เล็กลงเหลือเพียงลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ลูกค้าที่มีศักยภาพกู้สินเชื่อส่วนบุคคลอยู่แล้วจะยังคงใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแบบเดิม เพราะได้วงเงินมากกว่า และผ่อนชำระต่อเดือนน้อยกว่า (เพราะผ่อนได้นานกว่า 6 เดือน)
แต่ถ้าต้องการให้ผู้ประกอบการปล่อยให้กับกลุ่มลูกค้าที่ปกติกู้สินเชื่อส่วนบุคคลตามปกติไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นกลุ่มลูกค้ามีความเสี่ยงสูง ดอกเบี้ยกลับถูกกำหนดไว้สูงสุดเท่ากับ 25% ของสินเชื่อส่ วนบุคคลเดิม นั่นเหมายถึง ลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงนี้ ไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการมาปล่อยกู้สินเชื่อดิจิทัลเลย
รายได้ต่อรายที่ถูกตั้งเพดานไว้ที่ 2,500 บาทต่อราย ไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการมาทำการตลาด เพราะไม่คุ้มทุนในการทำการตลาด เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการจะไม่ทุ่มตลาดลงมาแข่งขันในสินเชื่อดิจิทัลนี้
เงื่อนไขเหล่านี้ จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ สินเชื่อดิจิทัล ไม่มีวันประสบความสำเร็จ ได้เลยในโลกธุรกิจ และกลายเป็นเงื่อนไขที่มั่นใจได้ว่า สินเชื่อดิจิทัล จะไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจการเงินและกระทบต่อผู้ประกอบการเดิมที่มีอยู่เลย
สิ่งที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะต้องเปลี่ยน กฎ เกณฑ์ โดยมีเป้าหมายหลักที่ เปิดโอกาสให้กับธุรกิจใหม่ๆได้เข้ามาแข่งขัน และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ไม่ใช่การกำหนดเงื่อนไขบน ฐานความกังวลต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมการเงิน หรือ อีกมุมนึง มันคือเสถียรภาพของผู้ประกอบการเดิมที่มีอยู่
ทางเลือกที่ควรจะเป็น คือ การออกกฎ เพื่อปลดล็อคให้ สินเชื่อส่วนบุคคล ทั่วไป สามารถนำระบบดิจิทัลมาให้ในกระบวนการสมัคร (e-KYC) แทนได้เพื่ออำนวยความสะดวก และ สามารถให้ผู้ประกอบการข้อมูลทางเลือกตัดสินใจปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลให้กับกลุ่มเป้าหมายใหม่นี้ได้มากขึ้น และลดปัญหาสินเชื่อนอกระบบได้
การปลดล็อก กฎเกณฑ์ เหล่านี้ จะทำให้เกิดโอกาสธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น Fintech จะเข้ามาแข่งขันในตลาดการเงินได้มากขึ้น นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกมากขึ้น และเพิ่มการใช้ข้อมูลทางเลือกเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆให้กับผู้กู้และกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้ด้วย
ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยกังวลว่าสินเชื่อดิจิทัลนี้ จะมีขนาดใหญ่มากหรือเร็วเกินไป เกินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำกับไหว การกำหนดขนาดของสินเชื่อดิจิทัลภายในระยะเวลาแต่ละปี ให้ชัดเจน จะเหมาะสมกว่า
สาเหตุสำคัญที่ประเทศไทย ไม่มี Startup หรือ Fintech ที่ประสบความสำเร็จ เพราะ กฎเกณฑ์ ที่ไม่ให้โอกาสในการแข่งขันตั้งแต่แรก สินเชื่อดิจิทัล ก็คงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ไม่ต่างอะไรกับ ธุรกิจ Startup, Fintech อื่นๆ ทั้ง Peer to Peer Lending, Crowdfunding, Crypto ฯลฯ ที่มีกฎเกณฑ์ อนุญาต แต่เต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ไม่เอื้อให้แข่งขันกับผู้ประกอบการดั้งเดิมได้เลย
โฆษณา