Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เรื่องเล่ารัฐฉาน ล้านนา ล้านช้างและสยามประเทศ
•
ติดตาม
28 ก.ย. 2020 เวลา 14:41 • ประวัติศาสตร์
รักที่ไม่เปลี่ยนแปรของเจ้าคุณจอมมารดาแพ
เจ้าจอมมารดาแพได้เข้ารับราชการเป็นพระสนมเอกในรัชกาลที่ 5 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพระสนมทั้งปวง ท่านเป็นธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์
เจ้าจอมมารดาแพได้เข้ารับราชการเป็นพระสนมเอกในรัชกาลที่ 5 มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพระสนมทั้งปวง ท่านเป็นธิดาของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) กับท่านผู้หญิงอิ่ม ซึ่งมีภรรยาหลวง 2 คนเป็นพี่น้องกันคือ ท่านผู้หญิงอ่วม กับ ท่านผู้หญิงอิ่ม โดยบิดาสืบสายวงศ์ราชินิกุลสาย “บุนนาค” ซึ่งมีต้นสกุลมาจากเจ้าคุณพระอัยยิกานวล กษิษฐภคินีในสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีกับเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) ที่เป็นบุตรเจ้าพระยามหาเสนา (เสน) ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา แล้วสืบต่อมาถึงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิส) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) เนื่องจากบิดาท่านต้องไปเป็นราชทูตที่ฝรั่งเศส จึงได้ให้ฝากตัวกับเจ้าจอมมารดาเที่ยงในรัชกาลที่ 4 ซึ่งท่านก็ได้ส่งไปอยู่กับพระองค์หญิงโสมาวดี พระธิดาองค์ใหญ่ ณ พระที่นั่งมณเฑียร เพื่อฝึกสอนกิริยามารยาท ทำให้รัชกาลที่ 5 ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านและทรงมีจิตปฏิพัทธ์ต่อท่าน จนในที่สุดรัชกาลที่ 4 ได้ตรัสขอท่านกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ถือเป็นสะใภ้หลวงตามราชประเพณี ทรงมีพระราชธิดา 3 พระองค์ คือ 1) พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ สุนทรศักดิกัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี (ประสูติก่อนรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์) ซึ่งเรียกกันว่า “พระองค์ใหญ่” หรือ “เจ้าหนู” รัชกาลที่ 5 ทรงพระเมตตามาก ด้วยถือเป็นพระเจ้าลูกเธอคู่ทุกข์คู่ยากมาแต่เดิม เมื่อเสวยราชย์แล้วจึงทรงยกย่องให้มีพระเกียรติยศเหนือกว่าพระเจ้าลูกเธอพระองค์อื่น เช่น เมื่อโสกันต์โปรดให้ทำพิธีเขาไกรลาศใหญ่เหมือนอย่างเจ้าฟ้า และทรงเป็นหัวหน้าดูแลพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์และเป็นที่เคารพนับถือของเจ้าน้องทุกพระองค์ ได้รับการสถาปนาเป็น กรมขุนสุพรรณภาควดี แต่หลังจากนั้นเพียงปีเดียว เมื่อพระชันษาได้ 37 ปี ทรงประชวรสิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 5 ทรงพระอาลัยรักมากถึงกับทรงพระภูษาขาวในงานพระศพ 2) พระองค์เจ้าสุวพักตรวิไลพรรณ เรียกกันว่า “พระองค์กลาง” ทรงมีพระชนมายุยืนยาวมากกว่าเจ้าพี่กับเจ้าน้อง จึงได้ทรงดูแลปรนนิบัติเจ้าจอมมารดาแพ ผู้เป็นพระชนนีมาจนถึงรัชกาลที่ 7 มีพระชันษาได้ 57 พรรษา จึงประชวรสิ้นพระชนม์ 3) พระองค์เจ้าบัณฑรวรรณวโรภาส เรียกกันว่า “พระองค์เล็ก” เมื่อทรงพระเยาว์ทรงติดรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นพระราชบิดาและพระชนนีอย่างมากจนต้องตามติดพระชนนีไปเฝ้าด้วยเสมอ ถึงกับทรงพระบรรทมบนพระราชมณเฑียร เมื่อทรงเจริญพระชันษาก็ทรงรับหน้าที่ควบคุมพระเจ้าลูกเธอชั้นเล็กแทนเจ้าพี่พระองค์ใหญ่ ต่อมาได้สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 17 พรรษา เหตุการณ์นี้ได้สร้างความวิปโยค ทุกข์โศกอย่างแสนสาหัสแก่เจ้าจอมมารดาแพอย่างมาก เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จไปทอดพระเนตรถึงกับตกพระทัย เสด็จเข้าไปพยาบาลพระราชทานยาให้ด้วยพระหัตถ์พระองค์เองและประทับเป็นกำลังใจจนอาการดีขึ้น ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของเจ้าจอมมารดาแพที่ประสบความสูญเสีย นับแต่นั้นมาท่านก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลย แม้ภายหลัง 13 ปีต่อมาพระองค์ใหญ่สิ้นพระชนม์ แต่เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ท่านออกไปเฝ้าพระบรมศพที่พระมหาปราสาท ท่านไปนั่งนิ่งอยู่ด้วยใบหน้าระทมทุกข์ น้ำตาไหลอาบไม่หยุด สักครู่หนึ่งก็เอาผ้าเช็ดน้ำตาเสียครั้งหนึ่งเป็นแบบนี้อยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นถึงความรักความผูกพันที่มีต่อรัชกาลที่ 5 ที่ได้ตราตรึงตอกแน่นในหัวใจของท่านอยู่ตลอดเวลา
เมื่อรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชสมบัติ ต้องมีราชประเพณีถวายตัวนางในเพื่อเป็นพระมเหสี พระสนมจำนวนมาก ซึ่งเจ้าจอมมารดาแพได้ทูลขอให้ได้ปฏิบัติราชการเหมือนเช่นเคยที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งรัชกาลที่ 5 ก็ได้ทรงโปรดพระราชทานพรตามความประสงค์ และทรงสร้างพระที่นั่งเย็นเป็นที่สำราญพระราชอิริยาบถทางด้านตะวันออกพระที่นั่งมณเฑียรให้แด่เจ้าจอมมารดาแพแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เมื่อเสด็จอยู่พระที่นั่งเย็น นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ได้สร้างพระตำหนักหมู่ใหญ่พระราชทานด้านหลังพระที่นั่งมหามณเฑียร ทั้งนี้ท่านถือว่าเป็นหน้าที่เฉพาะตัวท่านคือ ตอนเช้าเมื่อตื่นบรรทมท่านจะถวายเครื่องพระสำอางอย่างหนึ่ง ตั้งเครื่องต้มพระกระยาหารต้มอย่างหนึ่ง เมื่อเสวยเสร็จเสด็จออกจากห้องบรรทมก็เป็นอันเสร็จสิ้นหน้าที่ของท่านในตอนเช้า จึงกลับลงไปตำหนักเสียครั้งหนึ่ง เมื่อถึงเวลากลางวันที่นางสนมตั้งเครื่องถวายและเสวยเสร็จสิ้นแล้วและไม่มีคนเฝ้าแหน ท่านจึงขึ้นไปคอยรับใช้ในเวลาทรงพักพระราชอิริยาบถอีกเวลาหนึ่ง เมื่อเสด็จออกตอนบ่ายท่านก็กลับตำหนักไม่ขึ้นไปพระมหามณเฑียรจนเวลากลางคืน และเมื่อรัชกาลที่ 5 เข้าบรรทม ท่านจึงเข้าไปนอนในห้องที่บรรทมอยู่จนเช้าตั้งเครื่องพระสำอางปฏิบัติแบบนี้เป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน ถือเป็นกิจเวลาที่เป็นหน้าที่ของท่าน ท่านจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือกีดขวางในหน้าที่ของผู้อื่นแต่อย่างใด
ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ มีพระประสงค์ต้องการให้ผู้ชายเลิกตัดผมทรงมหาดไทยและผู้หญิงให้เลิกไว้ผมปีก โดยรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นต้นแบบที่ทรงไว้พระเกศายาวและมีเจ้าจอมมารดาแพ เป็นผู้ตั้งต้นเลิกไว้ผมปีกเปลี่ยนไปไว้ผมยาว จนในที่สุดก็ได้รับความนิยมไปทั่วพระราชอาณาจักรทั้งหญิงและชาย
มีเรื่องเล่าว่าท่านใช้ชีวิตในพระบรมมหาราชวังอย่างเรียบง่าย เมื่อทำหน้าที่บนพระราชมณเฑียรแล้วท่านจะอยู่แต่ที่ตำหนักของท่าน ไม่ชอบเที่ยวพูดจาผู้ใดในที่อื่น ยกเว้นเฉพาะท่านจะมีภารกิจไปทำตามตำแหน่งหน้าที่ เช่นพระราชพิธีต่าง ๆ หรือหากพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใดประสูติ ท่านจะไปเยี่ยมเสมอไม่เลือกว่าจะเป็นเจ้าจอมมารดาที่คุ้นเคยหรือสนิทสนมมากน้อยเพียงใด ด้วยท่านรักพระเจ้าลูกเธอทั่วไปทุกพระองค์ แต่ถ้ามีใครไปเยี่ยมเยียนท่านถึงพระตำหนัก ท่านก็ยินดีต้อนรับด้วยไมตรีจิตทุกท่าน ทุกพระองค์ไม่ถือเป็นพวกใคร พวกเขาแต่อย่างใด ถ้าเป็นญาติถวายตัวทำราชการฝ่ายในจะไปอยู่กับท่าน ก็จะรับอุปการะช่วยเหลือตลอดทุกคน และถ้าหากท่านจะออกไปนอกพระราชวัง ก็จะเป็นเรื่องการตามเสด็จรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสหรือการแปรพระราชฐานประทับแรมที่ต่าง ๆ แต่หากอยู่ในกรุงเทพฯ ท่านมักจะไปเยี่ยมเยือนถึงที่ประทับของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ซึ่งเป็นพระเจ้าน้องยาเธอที่สนิทสนมคุ้นเคยมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ โดยทรงเคารพรักนับถือท่านได้ตรัสเรียก “คุณพี่” ทุกครั้งและอีกแห่งหนึ่งก็คือ ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้เป็นปู่และบ้านเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัธน์กับท่านผู้หญิงอิ่มผู้เป็นบิดามารดาของท่าน
เจ้าคุณจอมมารดาแพทรงมีฝีมือในการร้อยดอกไม้และชอบในเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง และหน้าที่ที่สำคัญที่รัชกาลที่ 5 ทรงให้เกียรติยศคือ เป็นผู้เบิกพระโอษฐ์พระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ จึงเป็นที่เคารพนับถือ แม้กระทั่งพระเจ้าลูกเธอของพระมเหสีที่เป็นพระภรรยาเจ้าก็ทรงรักเคารพท่าน ตรัสเรียกท่านว่า “คุณป้า” ทุกพระองค์ ต่อมารัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดให้ซื้อที่ดินตามริมคลองสามเสนพระราชทานให้เจ้าจอมมารดาที่ไม่มีพระราชโอรส ซึ่งเจ้าจอมมารดาแพได้รับพระราชทานเป็นคนแรก ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่บ้านที่สวนนอก เมื่อท่านอายุได้ 50 ปี ในวันทำบุญขึ้นเรือน รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปพระราชทานน้ำสังข์มงคลและดำรัสสถาปนาท่านเป็น “เจ้าคุณจอมมารดา” เพราะได้รับราชการมาถึง 37 ปี นอกจากนี้รัชกาลที่ 5 ยังทรงให้เกียรติยศแก่ท่านในการใช้รถหลวงและเรือหลวงไปตามอัธยาศัยที่ท่านพอใจ
เมื่อรัชกาลที่ 6 ขึ้นครองราชย์ทรงนับถือท่านมากให้การอุปการะพระราชทานเครื่องยศศักดิ์แก่ท่านหลายอย่าง เมื่อ พ.ศ. 2457 ท่านอายุครบ 60 ปี ได้มีการจัดงานฉลองที่บ้านสวนนอก ทั้งรัชกาลที่ 6 และเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงรับจัดงานใหญ่เป็นเกียรติยศแก่ท่าน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2464 รัชกาลที่ 6 ได้ทรงโปรดเกล้าให้เลื่อนเกียรติยศแก่ท่านขึ้นเป็น “เจ้าคุณชั้นพิเศษ” คือ “เจ้าคุณพระประยูรวงศ์” ภายหลังอีก 3 ปีต่อมาท่านอายุครบ 70 ปี รัชกาลที่ 6ได้โปรดเกล้าพระราชทานพิธีฉลองอายุให้ท่านที่ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 ถึง 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 เป็นเวลา 3 วันและเมื่อปลายปี พ.ศ. 2467 เมื่อพระนางเจ้าสุวัธนาทรงพระครรภ์ รัชกาลที่ 6 ได้ทรงมอบหน้าที่ให้เจ้าคุณพระประยูรวงศ์เป็นผู้รับและเบิกพระโอษฐ์ พระเจ้าลูกเธอที่จะประสูติใหม่ และเมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตน์ได้ประสูติ ท่านก็ได้รับและเบิกพระโอษฐ์ถวาย ถือเป็นการทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายได้สมเกียรติยศถวายต่อรัชกาลที่ 6 ตามพระดำรัส
เมื่อรัชกาลที่ 6 สวรรคตและรัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์ ประกอบด้วยท่านมีอายุมากขึ้น จึงได้ห่างเหินราชสำนักแต่ท่านยังได้รับการอุปการะช่วยเหลือจากเจ้าพระยารามราฆพในการท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ และพระยาอนิรุธเทวาเป็นผู้ดูแลเรื่องการละครที่ท่านโปรดปราน ด้วยอุปนิสัยที่ท่านชอบท่องเที่ยว ท่านได้ไปถึงเชียงราย เชียงแสน เชียงใหม่ ยังไปเยี่ยมเยือนพระราชชายาเจ้าดารารัศมีและไปปีนัง สิงคโปร์และไปเมืองบันดุงในเกาะชวาเพื่อเยี่ยมเยือนเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งตอนนั้นท่านอายุ 80 ปี ได้ทรงจัดให้ท่านได้ขึ้นเครื่องบินและท่านชอบและไม่กลัว ยังเดินต่อไปถึงเกาะสุมาตราอีกด้วย และตอนอายุ 83 ปี ยังได้นั่งรถไฟไปนครราชสีมา ไปหนองคายและไปเวียงจันทน์ เมื่อท่านอายุได้ 90 ปีท่านยังได้รับหน้าที่จากรัฐบาลเป็นผู้นำในการแต่งตัว เปลี่ยนจากผมสั้นเป็นผมยาว เปลี่ยนนุ่งโจงกระเบนเป็นผ้านุ่งยาวและให้ใส่รองเท้าใส่หมวก และในที่สุดพ.ศ. 2489 ท่านเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ได้ถึงแก่พิราลัย
จะเห็นได้ว่าท่านเป็นสตรีที่มีความเฉลียวฉลาดและเด็ดเดี่ยว ถือว่าเป็น “รักแรก” ของรัชกาลที่ 5 ที่ได้ทำหน้าที่ของท่านเป็นคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน ด้วยบทบาทของท่านมีความสำคัญต่อราชสำนักในการประสานไมตรี ประคับประคองให้อำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 5) กับขุนนางผู้ใหญ่ให้กลมเกลียวสอดคล้องกันได้อย่างดี จนไม่มีความขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น โดยเป็น “ตัวกลาง” เชื่อมความสัมพันธ์ผู้เป็นพระราชสวามีกับผู้เป็นปู่ได้อย่างดีเยี่ยม ท่านได้วางตนได้อย่างเหมาะสม แม้กระทั่งพระมเหสี ผู้เป็นพระภรรยาเข้าหลายพระองค์ ยังต้องทรงเกรงในบารมีของท่าน ทั้งนี้ ท่านกับรัชกาลที่ 5 มีใจ “รัก” ต่อกันมิเคยแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และรักนั้นได้ตราตรึงลึกซึ้งในหัวใจไม่เสื่อมคลายจวบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต.
Cr.www.dailynews.co.th
บันทึก
4
1
4
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย