ข่าวพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกายนักเรียนอนุบาลและเตรียมอนุบาลจนบาดเจ็บทางกายและจิตใจกำลังดังกระหึ่มทั่วประเทศไทย มันเป็นคำเตือนอย่างชัดเจนว่า บางมุมในโรงเรียนอนุบาลหรือแผนกเด็กเล็กมีความรุนแรงแอบแฝงอยู่ ทุกการกระทำของความรุนแรงและการทำร้ายมักเกิดจากเจตนาเป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยมีการทำร้ายเด็กครั้งใดที่เกิดจากความไม่รู้จักว่าใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นคือ ความผิด หากสังเกตทุกกรณีจะพบว่าผู้กระทำมีเจตนาซุกซ่อนบาดแผลให้พ้นสายตาของผู้ปกครองเด็ก นั่นบอกชัดว่า เจตนาทำร้ายเด็กและรู้ตนว่ากำลังทำความผิดและไม่อยากให้ผู้ปกครองเห็นร่องรอยนั้น การปกปิด ซุกซ่อน และข่มขู่ เด็กจึงเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของผู้กระทำความผิด ส่วนใหญ่ของการดำเนินคดีจึงมักเริ่มต้นที่ ประมวลกฎหมายอาญา ก่อน แล้วจึงมองหากฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆเพื่อใช้ลงโทษผู้กระทำความผิดด้วย เช่น พรบ.คุ้มครองเด็กฯ กฎหมายเกี่ยวกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และอื่นๆ
คนที่จะเป็นครูได้ต้องเรียนจบตามหลักสูตรครุศาสตร์หรือชื่อที่มีความหมายเดียวกัน และต้องมีใบประกอบอาชีพครู จึงสามารถเป็น ครูและทำงานด้านการสอน นักเรียน ได้ สำหรับครูด้านปฐมวัย ก็จะเรียนรู้ด้านจิตวิทยาเด็กเพิ่มเพื่อให้เข้าใจและปฏิบัติตนกับ เด็กปฐมวัย อย่างเข้าใจและถูกต้อง รวมทั้งคำเตือนเรื่อง สติในการควบคุมตนให้ดูแล ให้ความรัก ให้ความเอาใจใส่ ถ่ายทอดความรู้ ปฏิบัติต่อ เด็กเล็ก ได้ กระทรวงศึกษาธิการไทยจึงกำหนดบังคับว่า ผู้ที่มีหน้าที่สอนเด็กอนุบาล จะเรียกว่า ครูประจำชั้น ต้องจบหลักสูตรความเป็นครูเท่านั้น
พี่เลี้ยงเด็กปฐมวัย ไทยยังไม่มีกฎหมายกำหนดคุณสมบัติ ควบคุม บทลงโทษ ที่ชัดเจน เราจึงเห็นพี่เลี้ยงรับจ้างมักมีความรู้ขั้นพื้นฐานประถมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ หากทำงานในโรงเรียน พี่เลี้ยงจะไม่มีหน้าที่สอน แต่ทำงานเป็นผู้ช่วย ครูประจำชั้น เท่านั้น งานประจำของพี่เลี้ยง คือ ดูแลด้านความปลอดภัย ด้านอนามัย อำนวยความสะดวกให้เด็กเล็ก ทำความสะอาดห้องและร่างกายให้เด็กเล็ก ปฏิบัติงานตามคำสั่งของครูประจำชั้น ถ้าทำงานเกินขอบเขตหน้าที่ จะมีบทลงโทษโรงเรียนที่ใช้บุคลากรทางการศึกษาผิดประเภทด้วย
ถ้าครูหรือพี่เลี้ยง ใช้หน้าที่ทำทารุณกรรมกับเด็กนักเรียน จนเกิดการบาดเจ็บทางกายหรือใจ ผู้กระทำความผิดนี้จะถูกกล่าวหาในหลายข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก หรือ พระราชบัญญัติครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การลงโทษนักเรียน บทลงโทษที่จะได้รับจากการพิจารณาของศาลเป็นไปตามผลของการกระทำเป็นหลักว่าบาดเจ็บหนักเบาแค่ไหน ถ้าเด็กตาย ก็จะรับโทษประหารชีวิต จำคุกนับสิบปี เป็นต้น เป็นไปตามกฎหมายแต่ละฉบับที่ศาลนำมาใช้พิจารณาคดีนั้น
ข้ออ้างที่บรรดาครูหรือพี่เลี้ยงมักใช้อ้างหวังให้พ้นความผิดและได้ยินบ่อยๆ คือ เด็กดื้อ ไม่เชื่อฟัง ต้องลงโทษด้วยการตี การฟาดทำร้าย การใช้หมัดทุบตามร่างกาย กระชากไปกระแทกผนังห้อง บิดหู หรือจิกเส้นผมหรือบังคับให้ทำเรื่องอับอายต่อหน้าเพื่อนร่วมห้อง แล้วพยายามซ่อนบาดแผลไว้ ข่มขู่มิให้เหยื่อเด็กฟ้องผู้ปกครอง นั่นยืนยันว่าผู้กระทำรู้ตนว่ากำลังทำความผิดอย่างชัดเจน หากมองพิจารณาตามคลิปวิดิโอหรือคำให้การของเด็ก จะพบว่า ผู้กระทำได้ทำอย่างรู้ตน ไม่ได้ขาดสติ ไม่ใช่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่เจตนาทำและสนุกกับเหยื่อเด็ก ตามสันดานดิบของสัตว์ที่มักชอบข่มเหงสัตว์ที่อ่อนแอกว่าเสมอ มันเป็นธรรมชาติของสัตว์เดรัจฉาน แต่มนุษย์จะแตกต่างจากสัตว์คือ มนุษย์มีสติและศีลธรรมควบคุมพฤติกรรมดิบเถื่อนเหล่านั้นได้
ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดบทลงโทษนักเรียนที่ทำได้ไว้ชัดเจน ไม้เรียวหรือการกระทำรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่วิธีลงโทษที่ครูกระทำต่อนักเรียนได้ มีดังนี้