8 ต.ค. 2020 เวลา 13:48 • ดนตรี เพลง
[รีวิวอัลบั้ม] Punisher - Phoebe Bridgers
[รีวิวอัลบั้ม] Punisher - Phoebe Bridgers
-ใครๆมักจะคิดว่าดนตรี folk song เป็นแนวเพลงที่ห่างไกลวัยรุ่นยุคดิจิตอลซะเหลือเกิน ขนบธรรมเนียมของเพลงยุคใหม่ที่พึ่งดนตรีทำคอมมากกว่าเครื่องดนตรีพื้นบ้าน พึ่ง Wi-Fi มากกว่าเน้นชีวิตออฟไลน์ที่ค่อยๆละเลียดสภาพแวดล้อมด้วยความแช่มช้าไม่เร่งรีบ การจะบังคับให้คนรุ่นใหม่กลับไปสู่วิถีสโลว์ไลฟ์นับเป็นความพยายามที่สูญเปล่า ถูกมองว่าน่ารำคาญไปเสียแล้ว คนยุคดิจิตอล ณ ตอนนี้สามารถนิยามความเป็นตัวของตัวเองได้ตามใจชอบ สำหรับ Phoebe Lucille Bridgers ก็เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าอายุอานามของเธอจะเลยเบญจเพสไปแล้วก็ตาม นิยาม indie folk ของเธอนั้นแทบจะห่างไกลความเป็นแนวเพลงผู้ใหญ่ได้อย่างอัศจรรย์ ไม่รู้สึกเลยว่าฟังเพลงจำพวก adult contempory
-ศิลปินรุ่นราวคราวเดียวกันบางคนที่หันเข้ามาทางสายโฟล์คก่อนใคร หรือได้รับอิทธิพลตั้งแต่เนิ่นๆก็ยังถูกมองว่าทำอะไรเกินวัยซะงั้น แต่สำหรับฟีบี้นั้น ผมแทบไม่เห็นความเป็นวัยรุ่นหัวโบราณแต่อย่างใด เธอสามารถ blend แนวเพลงที่ยืนพื้นวิถีสโลว์ไลฟ์กับอิทธิพลร่วมสมัยได้อย่างทันยุคและดูไม่ cliche เลย ถ้าให้ตัดสินกันที่ภายนอกสไตล์การร้องแบบ asmr เข้าทางสาย emo ชวนระลึกถึง Billie Eillish ในเวอร์ชั่น indie folk ยังไงยังงั้น จนนึกว่าฟังเพลงของเด็ก Gen Z เห่อมอยหันมาทำ indie folk ในบริบท bedroom pop ที่ไหนได้อายุเธอเลยช่วง Gen Z แล้วนี่หว่า และนี่ก็ไม่ใช่อัลบั้มแรกที่เธอชูอุดมการณ์แบบนี้เสียด้วย
-สาวน้อยผมสีเงินวัย 26 ปีคนนี้เติบโตมากับดนตรี folk ไม่ต่างจากคนๆอื่นเช่นกัน จบจากโรงเรียน Los Angeles County High School for the Arts สถาบันที่บ่มเพาะนักเรียนแขนง gospel, Americana, folk เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นทำให้เธอมีสกิลการเล่น banjo ติดตัวมาด้วย นอกเหนือจากกีตาร์เครื่องดนตรีพื้นฐาน ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กสายโฟล์คเต็มสูบ ในเรื่องการเก็บประสบการณ์ฟีบี้ก็ไม่ได้ยึดติดความเป็นโฟล์คอย่างเดียว เธอกล้าสนุกไม่จำกัดแนวทางด้วยการฟอร์มวงดนตรีถึง 2 วงด้วยกัน เริ่มจาก Einstein's Dirty Secret เป็นวงใต้ดิน และวงพังค์ชื่อเก๋พอกันอย่าง Sloppy Jane กับเพื่อนสนิท Haley Dahl โดยฟีบี้สวมบทบาทเป็นมือ bass ด้วยต่างหาก
-ดูก็รู้ว่าฟีบี้มีใจรักทางดนตรีอย่างมาก ถึงขั้นมีอยู่ครั้งนึงที่เกิดปัญหาความรุนแรงภายในบ้าน แม่ของเธอรับรู้ว่าฟีบี้โดนกระทำมิดีมิร้ายจากพ่อแท้ๆของเธอ เลยตัดสินใจพาเธอหนีออกไปลืมเรื่องร้ายๆด้วยการดูคอนเสิร์ตเป็นการเยียวยากันและกัน แต่สุดท้ายก็หย่าร้างไปตามระเบียบ
-ด้วยวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น โชคก็มาทันเวลา พรสวรรค์ของฟีบี้ดันไปสะดุดตากับนักดนตรีหนุ่ม Harrison Whitford ขณะที่เล่นโชว์ในงาน Echo Park Rising เทศกาลดนตรีอินดี้ในแอลเอ ซึ่งนั่นทำให้เธอได้พบกับ Ryan Adams ศิลปินอินดี้โฟล์คชื่อดังที่นำพาเธอเข้าสู่วงการเพลงอย่างจริงจัง ถึงขนาดอวยเธอด้วยความเสน่หาว่า The Next Bob Dylan เลยทีเดียว ซึ่งเธอได้ปล่อยผลงานอีพีอัลบั้มภายใต้ค่ายเพลงของไรอัน แถมเคยเป็น first love คบกันฉันท์แฟนในระยะเวลาสั้นๆด้วย แต่ก็จบได้ไม่สวยนัก ท่ามกลางกระแส #MeToo ที่เกิดขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟีบี้เป็นหนึ่งในบรรดาหญิงสาวที่ออกมาแฉวีรกรรมอันต่ำตมของ Ryan ที่เคยทารุณกรรมเธอในสมัยที่คบกันด้วย ณ ตอนนั้น Ryan โดนสาวคนอื่นๆแฉยับจนแทบไม่มีที่ยืนในสังคมเลยทีเดียว
-ในปี 2017 เธอได้รับโอกาสดีจากค่ายอินดี้ Dead Oceans สังกัดปัจจุบันของเธอ ล่าสุดตอนที่จะเผยแพร่บทความอยู่พอดีก็มีข่าวดีด้วยว่า ต้นสังกัดอนุญาตให้เธอตั้งค่ายเพลงเป็นของตัวเอง โดยฟีบี้ตั้งชื่อค่ายเพลงว่า Saddest Factory และแน่นอนเธอได้เป็น CEO ประจำค่ายสายสะดือนี้แล้วด้วย ถือเป็นโอกาสทองสำหรับฟีบี้ที่ค่ายเล็งเห็นศักยภาพของจริง ธรรมดาซะที่ไหน !
สัญลักษณ์ค่ายเพลงของฟีบี้ Saddest Factory
-แจ้งเกิดแบบอินดี้ด้วยเดบิวต์แอลพีอัลบั้มอย่างเป็นทางการที่มีชื่อว่า Stranger in the Alps ที่เปิดตัวมาก็ได้กระแสตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ ถึงจะไม่แมสตามสไตล์ศิลปินอินดี้ผู้ไม่ยึดติดชาร์ต แต่มีหลายซิงเกิ้ลที่เอาไปประกอบซีรี่ย์หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเพลง Smoke Signals, Funeral, Georgia, Killer รวมไปถึงซิงเกิ้ลเด่นเพลงเลิกราระหว่างเธอกับไรอัน Motion Sickness รวมอยู่ในนั้นด้วย
-โดยเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้เธอมักจะ represent ความเป็นสาวแปลกแยก แอบมีกิมมิคด้วยคอสตูมฮาโลวีนจนเป็น personal appeal จนคุ้นชินไปแล้ว เด่นชัดด้วยตีมดนตรีหลอนๆ แต่น่าฟัง เป็น indie folk ที่ยืนพื้นความเป็น indie rock สุดหนักแน่นแบบที่รู้เลยว่าเธอทำเพลงเก่ง ถ้าใครมีเวลาลองย้อนไปฟังได้ รับประกันความคูล
ซ้าย Phoebe Bridgers กลาง Julien Baker ขวา Lucy Dacus
-ตั้งแต่ที่เธอเริ่มมีผลงานเป็นเรื่องเป็นราว ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาเธอทำตัวไม่ว่างเลย ทั้งเดินสายทัวร์มากมายจนได้เจอกับศิลปินแนวเดียวกัน Julien Baker จนสนิทสนมกันแล้วอยู่ดีๆ Julien เกิดความคิดอยากจะฟอร์มวงอินดี้ร็อคหญิงล้วนขึ้นมา เธอก็ไม่พลาดที่เอาฟีบี้มาร่วมอยู่แล้ว Julien ยังเรียนเชิญเพื่อนร่วมทางอีกคนอย่าง Lucy Dacus มาร่วมกันตั้ง trio band นามว่า boygenius ออกผลงาน self-titled EP ในปี 2018 ด้วย process การทำงานมาไวเคลมไวแค่ 4 วันเท่านั้นในการแต่งเพลงและอัดไปเลยในสตูดิโอเลื่องชื่อ Sound City Studio ในเมือง LA กระแสตอบรับนักวิจารณ์ยังคงดี คาแรคเตอร์ชัดมากในการชูความเป็น faminist ทำให้พวกเธอกลายเป็นทรีโอแบนด์ที่น่าจับตามอง จนเป็นสามดรุณีโดดเด่นถัดจาก The Chicks และ HAIM เลยทีเดียว ทั้งนี้แฟนเพลงยังคงรอคอยการกลับมาของพวกเธออีกเหมือนกัน
ซ้าย Phoebe Bridgers ขวา Conor Oberst
-ถัดจากโปรเจคต์ boygenius ในปี 2019 เธอยังคงงานชุกต่อเนื่อง ถูกเชื้อเชิญจากนักร้องหนุ่มรุ่นพี่คนสนิท Conor Oberst หัวหอกแห่งวง Bright Eyes ที่ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับเธอในเพลง Would You Rather มาฟอร์มวงอินดี้ร็อคในนามของ Better Oblivion Community Center ปล่อย Self-Titled album ออกมาในปีเดียวกัน ยังคงได้รับคำชมอย่างต่อเนื่องในด้านงานเพลงที่มีศิลปะในการ blend แนวเพลงคร่ำครึอย่างคันทรี่และโฟล์คมาปนเปกับ alternative rock ได้อย่างลื่นหู บางเพลงยังมีหยอดจังหวะอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เคมีที่เข้ากันของทั้งคู่ยิ่งทำให้เพลงดูดีมีพลัง เป็นคู่ดูโอ้ชายหญิงที่เด็ดดวงไม่แพ้คู่อื่นๆ
-แค่ลิสท์ผลงานที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า เธอมีของให้เซอร์ไพรส์มากแค่ไหน ความมีดีของเธอก็ถูกเชื้อเชิญไปร่วมงานกับศิลปิน high profile ไม่ว่าจะเป็น The 1975 ในเพลง Jesus Christ 2005 God Bless America ที่พูดถึงเรื่องเพศสภาพกับศาสนา ในเพลงนี้เองเธอก็เปิดเผยด้วยว่าเธอเป็น bisexual ยังเคยได้ร่วมงานกับ Fiona Apple ในเพลง 7 O’Clock News/Silent Night รวมไปถึง Hayley Williams ที่เชื้อเชิญเธอและเดอะแก๊งค์ boygenius มาร่วม backup vocal ในเพลง Roses/Lotus/Violet/Iris จะเห็นได้ว่าเธอคนนี้ไม่ธรรมดา มีผลงานถี่พอๆกับแร็ปเปอร์ยุคปัจจุบันเลย
-นับว่าการออกมาทำ side project ก็แสดงให้เห็นถึงการเป็นศิลปินสาวผู้มี passion เต็มเปี่ยม อารมณ์ความรู้สึกผิดกับผลงานเดี่ยวทั้ง Strangers In The Alps และ Punisher ที่เรากำลังจะพูดถึงอีกไม่กี่บรรทัด ในโลกส่วนตัวของเธอกลับต่างจากสาวผู้สนุกผู้ open ให้กับงานใหม่ๆผู้คนใหม่ๆ โลกของเธอกลับปิดกั้น ลึกลับพิศวงสะลึมสะลือ ดาร์คพอๆกับปกอัลบั้มเนี่ยแหละ ตั้งแต่อัลบั้ม Strangers… เธอก็มีโลกหม่นๆของเธอเป็นทุนเดิมล่ะ พอมาเป็น Punisher ดำดิ่งยิ่งกว่า ยิ่งประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอสูญเสียเจ้าหมาพันธุ์ปั๊ก Max หนึ่งในที่พึ่งทางใจของเธอด้วย เลยทำให้ Punisher มีอารมณ์ความเศร้าส่วนตัวครุ่กกรุ่นกว่าอัลบั้มชุดก่อน
-ถ้าลองตัดสินจากหน้าปกที่โคตรจะเมทัล บริบทเพลงส่วนใหญ่มีความ minimal และ personal จัด เพลงส่วนใหญ่ไร้ซึ่งพลังแห่งความพลุ่งพล่าน คอสตูมชุดฮาโลวีนโครงกระดูกที่เธอสวมใส่เป็นแค่ gimmick ที่ใช้ represent คาแรคเตอร์สาวแปลกแยกก็เท่านั้น ถือเป็นกิมมิคที่ดีช่วยลดทอนความเกร็งในการเข้าหาเพลงที่ไม่ค่อยร่าเริงให้เป็นความไม่น่าเบื่อจนเกินไปได้ เทคนิคนี้ยังคงเข้าท่าเหมือนกับอัลบั้มชุดที่ผ่านมาจริงๆ แค่แทร็คอินโทร DVD Menu สัมผัสได้ถึงความครีเอทีฟในการเล่าเรื่องแบบคูลกันเนิ่นๆ ส่วนคอนเซ็ปท์ Punisher เองก็ไม่ได้แรงบันดาลใจจากฮีโร่ศาลเตี้ยในจักรวาล Marvel เลยแม้แต่น้อย
Punisher เป็นคำแสลงในวงการเพลงแปลว่า แฟนเพลงหรือติ่งผู้คลั่งไคล้ศิลปินคนนั้นมาก เมื่อได้เจอตัวเป็นๆรู้สึกตื่นเต้นจนพูดไม่หยุดน้ำไหลไฟดับ
-ไอ้เราก็เพิ่งรู้ความหมายที่แท้จริงของคำนี้จาก urban dictionary ซึ่งตรงกับที่เธอ guideline ไว้ในบทสัมภาษณ์ของ Vice สำหรับ Punisher คือคนที่ไม่รู้ว่าจะหยุดพูดเมื่อไหร่ พูดในเรื่องที่คนอื่นไม่สนใจ โดยที่ไม่แคร์สิ่งรอบข้างใดๆทั้งสิ้น เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มจึงเป็นการระบายเรื่องส่วนตัวไปเรื่อยแทบทั้งสิ้นบ่อเกิดจากความเหงาเดียวดายที่ไม่มีหมาคู่ใจ รวมทั้งการจากไปของฮีโร่อินดี้โฟล์คตลอดกาล Elliott Smith ถึงแม้จะผ่านไปนานแสนนานแล้ว ยังไม่เคยเจอหน้าด้วยซ้ำ แต่เธอยังคงคลั่งไคล้มากถึงขั้นจินตนาการไปร้อยแปดต่างๆนาๆเมื่อได้เจอกับเขาดั่งที่เห็นใน Titled-Track Punisher ที่เปรียบเสมือนการวาดภาพฝันของสาวขี้อายที่อยากจะมีอะไรพูดกับศิลปินผู้ล่วงลับเยอะแยะเต็มไปหมด มันเป็นภาพฝันมืดมนที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้งสมกับ stan ตัวจริง
-ไอ้คำว่า Punisher บางทีก็อดนึกถึงการลงทัณฑ์ ความมาโซคิสม์ทั้งหลายแหล่ไม่ได้เสียจริง ซึ่งนั่นก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่เธอระบายออกมา ไม่ว่าจะเพลงไหนก็แล้วแต่มันมีจุดร่วมของการมีบาดแผลทางใจ แอบติดอยู่วังวนทำร้ายตัวเองแทบทั้งสิ้น ให้คุณลองจินตนาการเพลงจังหวะ upbeat อย่าง Kyoto ดูก็ได้ครับ มันคือเพลง indie rock โทนดนตรีพลุ่งพล่านที่สุดในงานชุดนี้ที่มีบริบทของแนวเพลง Road Music เต็มเปี่ยมก็จริง แต่ภายในซ่อนด้วยความคิดความอ่านที่ไม่เอ็นจอยอย่างที่คิด มันคือเพลงของคนป่วยจิต imposter syndrome (โรคด้อยค่าตัวเอง) ที่อยู่ดีๆเธอดันทึกทักไปเองว่าเธอไม่ได้เป็นส่วนนึงในประเทศแดนอุทิศอุทัยเลย แม้แต่วัดปราสาททองหรือซุ้มตู้เกมส์หลากสีสันก็ไม่ทำให้เธอดูตื่นตาตื่นใจได้ การออกทัวร์แทนที่จะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น กลับกลายเป็นภาระให้ทำตามหน้าที่มากกว่าเอ็นจอยคนดู ในขณะเดียวกันเธอก็ดันคิดถึงพ่อที่เคยทำมิดีมิร้ายกับเธอไว้ด้วยความประหลาดใจ มันไม่ใช่เพลง anthem ของฝรั่งเที่ยวเมืองญี่ปุ่นแต่อย่างใด แอบหลอกดาวตั้งแต่ฟังครั้งแรกเหมือนกัน
-มีเพลงที่อิงศัพท์ทางการเพลงกันโต้งๆ อาทิ Savior Complex แชร์ปมของคนที่แคร์คนอื่นมากเกินไป คิดว่าดับปัญหาของคนอื่นได้ แต่ตัวเองกลับไม่รอดเสียเอง นำเสนอด้วยโทนเอื้อนเอ่ยน่าเห็นใจ ICU คล้ายๆเป็นสัญญาณเตือนการตีตัวออกห่างจาก toxic relationship กับอดีตแฟนหนุ่มมือกลอง Marshall Vore สนิทกันจนเริ่มเห็นธาตุแท้ รวมไปถึงรำคาญแม่ของอดีตแฟนด้วย โทนเพลงแอบเหมือนเพลงการ์ตูนมาก จนกระทั่งได้ยินท่อน I hate your mom หรือการสบถ Fucked it Up รู้เลยว่าอึดอัดใจกับความสัมพันธ์มาก
-การ reminisce ถึงครอบครัวอันร้าวฉานในเพลง Garden Song แอบมีความเสียดายปนเวทนา ภาพฝันที่เธอเคยวาดไว้ในตอนเธอยังเด็กที่เธอมักคิดว่าครอบครัวของเธอจะไปรอดตลอดฝั่งจนมีบ้านอันแสนสุข ที่ไหนได้จบด้วยการหย่าร้างกันตั้งแต่เธอออายุ 19 พ่อของเธอไม่ใช่คนดีต่อเธออย่างที่คิด หนำซ้ำบ้านหลังเก่าถูกไฟไหม้จนไม่เหลือซากความทรงจำต่อไป อย่างไรก็ดีสิ่งที่ง่ายที่สุดเริ่มจากการมองโลกในแง่ดี อย่างน้อยเธอก็มีทุกอย่างทั้งการได้เป็นศิลปินตามที่ไฝ่ฝัน ห้อมล้อมด้วยเพื่อนๆที่มีจุดร่วมเดียวกัน และเริ่มเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้น ถือเป็นแทร็คเปิดอัลบั้มที่ต้อนรับด้วยความอบอุ่นในแบบไม่เร่งรีบ first impression เลย
-นอกจากการระบายความเจ็บปวด บาดแผลจากความสัมพันธ์ ครอบครัวที่ร้าวราน มันยังมีความเหงาของคนที่ไร้ซึ่งความศรัทธาในเรื่องใดๆทั้งสิ้นอย่าง Chinese Satellite ให้ความรู้สึกเหงาหงอยลงแดงเอาการ ด้วยต้นทุนทางความคิดของคนที่ไม่เชื่อว่าชีวิตหลังความตายมีอยู่จริง มันเต็มไปด้วยความมืดมนทางความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เช่นกันว่ามีจริงหรือไม่? แต่ลึกๆเธอก็อยากคิดผิดเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายว่า มันต้องมีบางสิ่งให้หลงเหลือบ้างในชีวิตหลังความตาย ไม่ต่างจากที่เธอเชื่อในเรื่องความมีอยู่จริงของสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าดาวเทียม มากกว่าฝนดาวตกที่นานๆครั้งจะโผล่มาให้เราอธิษฐาน เพลงจำพวก make a wish ยึดเหนี่ยวสิ่งจำแลงไปพลางๆนึกถึงเพลงดัง Airplane ของ B.o.B อยู่เหมือนกัน
-ภายใต้ความหม่นหมองที่ศิลปินถาโถมเรื่องส่วนตัวให้เราฟัง มันก็มีจุดตลกร้ายแทรกเข้ามาได้ลงล็อค อย่างเช่นเพลง Halloween ที่เปรียบเปรยความแปลกประหลาดของความสัมพันธ์กับเทศกาลวันปล่อยผี เมื่อไหร่ที่ยังไม่ถึง 31 ตุลา ความสัมพันธ์กับคนปัจจุบันกลายเป็นความจืดชืดทั้งๆที่ไม่ได้มาจากการใส่หน้ากากใส่กัน ในขณะที่วันฮาโลวีนมาถึง มันคือความย้อนแย้งที่ทุกคนอยากแปลงกลายเป็นอะไรก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงตัวตนเดิมๆที่เป็นอยู่ทุกวันโดยไม่เขอะเขิน ใน verse เปิดเพลง I hate living by the hospital /
The sirens go all night / I used to joke that if they woke you up / Somebody better be dying แอบหยอกเย้าระบบโรงพยาบาลที่ไม่รู้ว่าจะเปิด siren ทำห่าไร ตอนที่เค้ากำลังช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังจวนเจียนอยู่
-ในเพลง Moon Song มีท่อนสุดขันขื่นที่จิกกัดเพลงดังของ Eric Clapton ได้แนบเนียนอย่างท่อน We hate Tears In Heaven / But it’s sad that his baby died กลายเป็น quote ที่โคตร poetic เป็นที่น่าจดจำด้วยสำบัดสำนวนที่ลิ้งค์กับ pop culture ในอดีต มันคือเพลงบอกเล่าความสัมพันธ์ของคนต่างมุมที่ทำยังไงก็จูนไม่ติด ขนาด John Lennon บางคนยังมีทัศนคติต่อเขาต่างกันเลย มีเพลงออกทริปไปพิพิธภัณฑ์ Elvis Presley ด้วยในเพลง Graceland Too (ถ้าใครได้ดู Zombieland 2 คงจะนึกภาพออก) แทร็ครองสุดท้ายที่เป็นโมเมนต์โอบกอดแบบมิตรภาพหลังจากที่เผชิญกับความ anxiety มาอย่างอึมครึม เสนาะหูตั้งแต่แรกฟัง โดดเด่นด้วยท่วงทำนอง Banjo กลิ่นอายเพลงคันทรี่มาเต็ม ยิ่งได้เดอะแกงค์ boygenius มาร่วมขับขานด้วย เหมือนได้จิตวิญญาณของ The Chicks
-ปิดท้ายอัลบั้มด้วยความที่สุดของที่สุด I Know The End มันคือโมเมนต์ระเบิดเวลาของจริง ใครจะไปคิดว่า ศิลปินสายอินดี้โฟล์คโชว์ความพังค์ระเบิดโลกให้เละเป็นจุนได้ ถ้าไม่ใช่ร็อคสตาร์ แต่เธอสร้างโมเมนต์ Apocalypse ให้มันจบที่แทร็คสุดท้ายอย่างเหมาะเจาะ เป็นสนามอารมณ์ขนาดย่อมให้ทุกคนมาว๊าก ปล่อยความอัดอั้นกันอย่างบ้าคลั่ง การไต่ระดับ vibe ทำได้ยิ่งใหญ่ งดงาม และเดือดในเวลาเดียวกัน นี่ไม่ใช่เพลงสิ้นโลกที่ทำให้เรารู้สึกอนาจ เป็นการเฉลิมฉลองการพังทลายของเศษซากในแบบไม่มีอะไรต้องกลัว ถือเป็นเพลงปล่อยของแท้จริง ปิดอัลบั้มได้ beyond มากจนปฏิเสธไม่ได้ว่า เธอคนนี้มีศักยภาพในการเรียงร้อยเรื่องมากล้น เริ่มมาอย่างมืดมน แล้วหักมุมด้วยความวินาศสันตะโรที่ไม่ว่าใครก็ยินดีให้มันบังเกิด สุดยอด
-ถึงโลกของสาวฟีบี้อาจจะเต็มไปด้วยความลึกลับพิศวง ซับซ้อน ล่องลอย แปลกประหลาดตามสไตล์สาวติสต์จจนบรรยายออกมาได้ไม่ถูกต้อง 100% มากนัก แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าค้นหามากพอที่จะดำดิ่งต่อ มันเป็นบรรยากาศจำเพาะที่ผมไม่สามารถใช้ความฉาบฉวยเข้าหาเธอได้เลย นั่นคือเหตุผลที่ผมอยู่กับอัลบั้มนี้นานพอสมควร ถือเป็นบทพิสูจน์อีกขั้นที่ชี้เห็นว่า เธอมีศิลปะในการเล่าเรื่องได้น่าทึ่ง เธอมาพร้อมกับความคิดที่ไม่เหมือนใคร กิมมิคคูลๆเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ไม่ใช่ใครก็ทำได้
-เหนือสิ่งอื่นใดบทเพลงของเธอค่อนข้างจริงใจ ไม่สร้างความห่างเหินกับผู้ฟังด้วยทัศนคติการมองโลกแบบเรียลๆ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้โดยง่าย มันมีจุดที่ทุกคนต้องสูญเสียบางสิ่ง ผิดหวังกับบางเรื่องโดยมีจุดร่วมเดียวกันที่ว่า เราติดนิสัยบูชาตัวบุคคล บูชาความรักเสียจนบางทีก็เผลอทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว ฟีบี้กลับไม่ดูถูกเรื่องเหล่านี้ อย่างที่กล่าวข้างต้นเธอก็คือติ่งคนนึงเนี่ยแหละ แต่เธอกลับพยายามค้นหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิตไปเรื่อยๆ พยายามค้นหาสิ่งที่เติมเต็มชีวิตได้มากกว่าการติ่งไอดอลไปวันๆ ยอมรับความกังวลในชีวิต ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างและครอบครัวที่แตกหักไปแล้ว ไม่ว่าจะมีก้อนปัญหาที่ถาโถมเยอะราวกับลูกเห็บ แต่เธอก็ไม่น่าจะหยุดอยู่เท่านี้แน่นอน ยิ่งมีค่ายเพลงเป็นของตัวเองแล้วด้วย เธออยู่ในจุดที่สามารถทำอะไรก็ได้แล้วจริงๆ
-ผมคิดว่า Punisher เป็นการพัฒนาที่ทำให้ deep cut มากขึ้นจากการค่อยๆละเลียดบทเพลงเนี่ยแหละ มันอาจจะไม่ใช่อัลบั้มสำหรับทุกคนในตอนนี้ แต่ไม่แน่เหมือนกันมันอาจจะถูกพูดถึงต่อในแบบไม่ปัจจุบันทันด่วน เนี่ยแหละคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงเพิ่งจะรีวิว ถ้าหาก folklore ของ Taylor Swift คือการเปิดประตูสู่แนวเพลงโฟล์คซองจริงๆ ผมก็คงแนะนำ Phoebe Bridgers เป็นอันดับแรกเช่นกัน
คราวนี้แหละได้เจอเทพีจริงๆ
Top Tracks: Garden Song, Kyoto, Punisher, Moon Song, Savior Complex, ICU, Graceland Too, I Know The End
Give 8.5/10
Thanks For Reading
See Y’all
โฆษณา