9 ต.ค. 2020 เวลา 13:09 • ปรัชญา
Ep.41 ธรรมะเจ้าคุณนรฯ ตอนที่2
คุณดำเกิงนั้น กำลังคิดอยู่ว่า พระโสดาบันกับพระอรหันต์นั้น ท่านรู้ในธรรมต่างกันอย่างไร
แต่ว่ายังไม่ได้เอ่ยปากเรียนถามท่านเจ้าคุณนรฯ
แบบตรงๆ
วันนึง หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ พระองค์อื่นๆกลับกุฏิหมดแล้ว เหลือแต่คุณดำเกิงกับท่านเจ้าคุณนรฯ
ท่านเจ้าคุณฯ ก้าวลงบันไดด้านหลังโบสถ์ เลี้ยวขวาเดินจะกลับกุฏิของท่าน ทันใดนั้น ท่านก็ได้หันหลังเดินมาหาคุณดำเกิง ที่เพิ่งลงมาจากโบสถ์ว่า
"พระโสดาบันรู้ว่าสิ่งใดมีเกิด สิ่งนั้นมีดับ
พระอรหันต์รู้ว่าสิ่งใดไม่มีเกิด สิ่งนั้นไม่มีดับ"
ท่านพูดเพียงเท่านี้ ก็หันหลังกลับกุฏิไป
"คุณดำเกิงเพิ่งมีโอกาส อ่านหนังสือพระอภิธรรมมัตถสังคหะ เมื่ออ่านไปถึง บทที่ว่าด้วย
วิปัสสนา มีการกล่าวถึงวิปัสสนูปกิเลส ถ้าพระโยคาวจร ไปติดอยู่ก็จะไม่ได้ซึ่งมรรคผล แต่ถ้ารู้ทันว่าเป็นเพียง อุปกิเลสซึ่งมาคู่กับวิปัสสนา แล้วทำความเพียรต่อไป โคตรภูจิต จึงจะเกิดแล้วทำหน้าที่ยึดหน่วงเอานิพพานเป็นอารมณ์ ครอบเสียซึ่งจิตสันดานอันเป็นปุถุชนโคตร ต่อจากนั้น มรรคจิตและผลจิต จึงจะเกิดตามมา
2ถึง3วันต่อมา หลังจากทำวัตรเย็น ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้พูดกับพระนวกะรวมทั้งคุณดำเกิงว่า
"บางคนทำวิปัสสนา พอเห็นแสงสว่างเกิดขึ้น(โอภาส) ก็นึกว่าตัวเองสำเร็จแล้วดีใจ ร้องเอะอะ เลยกลายเป็นบ้าไป เพราะไปยึดถืออุปกิเลสว่าเป็นตัวมรรคผล"
ท่านพูดแค่นี้ แล้วหันมามองหน้าคุณดำเกิง แล้วพูดแบบยิ้มน้อยๆว่า
"นั่น ยังไม่ใช่ โคตรภู" แสดงว่า ท่านรู้วาระจิตของคนเรา ในความจริง คุณดำเกิง เพิ่งจะอ่านพระอภิธรรมฯ ได้เพียง2ถึง3วันเท่านั้น
กุฏิของท่านเจ้าคุณนรฯนั้น จะมีโลงไม้สักทอง ซึ่งท่านเตรียมไว้ใส่ศพท่านเอง
สมัยสงครามโลกครั้งที่2 ท่านอยู่วัดเทพศิรินทร์ ลำพังรูปเดียวเท่านั้น มีระเบิดลอยมาตกข้างๆกุฏิของท่าน1ลูก แต่ว่า มันไม่ระเบิด
มันไม่ทำงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิด บอกว่า ระเบิดลูกนี้ ถ้าทำงาน จะพังตึกเรียนของโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ได้ไม่ยากนัก
เวลาที่เขาทิ้งระเบิด ท่านจะลงไปนอนในโลงเตรียมพร้อม ในห้องนอน จะมีโครงกระดูกมนุษย์เต็มตัว แขวนไว้ ท่านบอก เอาไว้เพ่งพิจารณา ท่านสอนว่า
"ถ้ากามฉันทะ ยังละไม่ได้ละก็ สมาธิก็ไม่สามารถเจริญได้ เพราะธรรมทั้งสองอย่างนี้เป็นข้าศึกแก่กันและกัน พระพุทธเจ้าต้องการให้คนที่มีกามราคะมากๆมาบวช แล้วมาละเสีย ท่านไม่ต้องการให้พวกกามตายด้านหรือพวกกะเทยมาบวช แม้ตอนขานนาค ก็ยังมีคำถามไว้ซักฟอก"
ตอนนั้นคุณดำเกิง ไม่ทันได้พิจารณาถึงคำขานนาค ในพิธีอุปสมบทให้ดี จึงเรียนถามท่านด้วยคำถามที่โง่ๆ ไปว่า
"มีหรือครับที่ห้ามกะเทยมาบวข" ท่านตอบกลับมาว่า
"ให้ไปดูคำขานนาคเสียใหม่" ซึ่งต่อมาหลังจากได้พิจารณาแล้ว ก็นึกขึ้นมาได้ถึงคำว่า
"ปุริโสสิ" (เจ้าเป็นบุรุษหรือเปล่า) นั่นเอง
เรื่ิองของมโนมยิทธิของท่านนั้น เย็นวันนึง มีชายอายุราวๆ50ปีเศษ รอพบท่าน คุณดำเกิงเข้าไปถาม ว่ามาจากไหน เขาบอกว่า เขาขับรถเมล์ขาว(นายเลิศ) เคยติดต่อกับท่านเสมอๆ และท่านก็ได้เมตตา ไปหาเขาถึงบ้านบ่อยๆ
คุณดำเกิง คงเกิดสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ!
ท่านไม่เคยออกไปนอกวัดเลย ตลอด40พรรษา ทำไมเขาจึงอ้างว่าท่านไปหา ลองถามดู จึงได้คำตอบว่า ท่านไปหาเขาด้วยจิต โดยถอดกายทิพย์ไป(แบ่งภาค) โดยที่ตัวท่านยังนั่งอยู่ที่กุฏินั่นแหละ เขาต้องการจะมากราบเท้าท่านนานแล้ว
เพิ่งหาโอกาสได้
วัตรปฏิบัติที่งดงาม อีกเรื่องนึงคือทุกครั้งที่ทำวัตรเช้าและเย็น ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้นำสวดหรือไม่ก็ตาม ท่านจะนั่งอยู่แถวข้างหน้าด้านขวามือ เวลาที่ท่านนำสวด เสียงของท่าน ดังกังวานและแจ่มใส เวลาที่บูชาพระพุทธคุณและพระธรรมคุณจบ ท่านจะก้มลงกราบตรงๆหน้าพระประธาน แต่พอจบบทสวดบูชาพระสังฆคุณ ท่านจะหันหน้าไปกราบ พระรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของท่าน เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง
ท่านยังสอนอีกว่า เวลานั่งขัดสมาธิเจริญภาวนาในโบสถ์ ไม่ควรนั่งหันหน้าเข้าหาพระประธาน ควรเลี่ยงเป็นนั่งหันข้าง เพราะขณะนั้น เรากำลังทำท่าเหมือนกับท่าน
ตอนที่คุณดำเกิง จะลาสิกขา จึงไปคุกเข่าก้มลงกราบ แล้วกล่าวว่า
"กระผมจะขอกราบลาสึกครับ" ตอนนั้นคุณดำเกิง รู้สึกใจหายหมด ชะรอยท่านจะรู้ใจ จึงกล่าวอวยพรว่า
"ขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งทางคดีโลกและทางคดีธรรมเถิด"
นี่คือเรื่องราวของชายคนนึง ที่โชคดีที่สุดในโลก มีโอกาสที่ดี ในการศึกษาธรรมะ จากพระสุปฏิปันโน แห่งบวรพระพุทธศาสนา สาธุๆ
ด้วยใจ ที่มีต่อคุณดำเกิง สงวนสัตย์ ไว้ณ.
โอกาสนี้ สาธุๆ
โฆษณา