มีบัญชีอยู่แล้ว?
ถึงแม้ เลสเตอร์ ซิตี้ จะยังไม่เคยใกล้เคียงกับการกลับไปสู่จุดสูงสุดได้อีกเลย นับตั้งแต่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกแบบช็อคโลกเมื่อปี 2016 แต่สถานะของทีมจิ้งจอกสยาม ณ ปัจจุบันในลีกสูงสุดของประเทศ ก็ถือว่ามั่นคงมากๆ
1
นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกก่อตั้งมาเมื่อปี 1992 นี่คือช่วงเวลาที่ทีม “จิ้งจอกสยาม” รักษาสถานะการเป็นทีมบนลีกสูงสุดเอาไว้ได้อย่างยาวนานที่สุด โดยฤดูกาล 2020-21 นี้ คือซีซั่นที่ 7 ติดต่อกันแล้ว ที่พวกเขาได้โลดแล่นบนเวทีพรีเมียร์ลีก หลังเลื่อนชั้นขึ้นมาได้ในปี 2014
เลสเตอร์ ไม่มีปัญหาหนี้สิน พวกเขามีเจ้าของทีมที่ดีมากอย่างกลุ่ม คิง เพาเวอร์ จากเมืองไทย และมักใช้เงินลงทุนเสริมทัพได้อย่างคุ้มค่าเสมอ
1
เจมี่ วาร์ดี้ ถูกยกว่าเป็นการซื้อตัวที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรเลยก็ว่าได้ หลังย้ายจาก ฟลีทวู้ด ทาวน์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2012 ด้วยค่าตัวเพียง 1 ล้านปอนด์ ก่อนเป็นกำลังสำคัญของทีมอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบันในวัย 33 ปี
1
เขาถือเป็นปรากฏการณ์ของวงการฟุตบอลแดนผู้ดี เมื่ออดีตหนุ่มโรงงานคนนี้ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดของประเทศ จากการซัดรวมทุกรายการให้ทีม เดอะ ฟ็อกซ์ ไปแล้วถึง 135 ประตู ยิงในพรีเมียร์ลีกไปแล้วถึง 108 ลูก โดยเพิ่งคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว
2
อีกคนที่อาจจะนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาล ก็คือ ริยาด มาห์เรซ ที่ย้ายจาก เลอ อาฟร์ ไปอยู่กับ เลสเตอร์ เมื่อเดือนมกราคม 2014 ด้วยค่าตัวแค่ 400,000 ปอนด์
3
ในฤดูกาล 2015-16 ที่ทีมจิ้งจอกสยามคว้าแชมป์แบบช็อควงการ ปีกทีมชาติแอลจีเรียคือผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุด และคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแทบทุกสถาบันในซีซั่นนั้น
2
จากนั้นในปี 2018 เขาทำกำไรคืนให้สโมสรเกิน 100 เท่า เมื่อย้ายไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2018 ด้วยค่าตัวสูงถึง 60 ล้านปอนด์
4
เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แทบจะเป็นนักเตะโนเนมในวันที่ย้ายจาก ก็อง มาร่วมทีมเมื่อปี 2015 ด้วยราคา 5.6 ล้านปอนด์ แต่ทุกวันนี้เขาคือกองกลางตัวรับที่เก่งที่สุดในโลก หลังกลายเป็นกำลังสำคัญชุดแชมป์ลีก แล้วจึงย้ายไปพัฒนาฝีเท้ากับ เชลซี ต่อในปีถัดมา ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์
2
ขณะที่การทุ่มซื้อ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ จาก ฮัลล์ ซิตี้ ในปี 2017 ด้วยค่าตัว 17 ล้านปอนด์ กลับกลายเป็นการลงทุนที่สร้างกำไรได้มหาศาล เมื่อสามารถขายให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2019 ได้ด้วยราคากองหลังสถิติโลกถึง 80 ล้านปอนด์
5
ขณะที่นักเตะที่ดึงเข้ามาจาก อตาลันต้า ด้วยค่าตัวแพงถึง 21.5 ล้านปอนด์ในซีซั่นนี้อย่าง ทิโมธี กัสตันเญ่ ก็ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นทันที ทั้งที่เพิ่งย้ายมาเล่นในอังกฤษแค่ไม่กี่เดือน
3
ทั้งหมดที่ว่ามา คือตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า เลสเตอร์ ซิตี้ คือสโมสรที่เซ็นสัญญากับนักเตะได้อย่างชาญฉลาดมานานหลายปี
2
อย่างไรก็ตาม ย้อนไปในปี 2014 ที่ เลสเตอร์ เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี พวกเขาได้เซ็นสัญญาผู้เล่นครั้งที่สำคัญมากที่สุดอีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร
มันอาจจะเป็นสัญญาระยะสั้นเพียงปีเดียว แต่นั่นคือการคว้าตัวนักเตะระดับเวิลด์คลาสเป็นครั้งแรกในยุคที่มีคนไทยเป็นเจ้าของทีม แถมได้ตัวมาแบบฟรีๆ อีกด้วย
เขาคือนักเตะที่เคยทำประตูที่ถูกยกย่องว่ามีการต่อบอลเข้าทำที่ยอดเยี่ยมที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ในเกมที่ อาร์เจนตินา พบ เซอร์เบียและมอนเตเนโกร เมื่อปี 2006
เขาคือหนึ่งในมิดฟิลด์ตัวรับที่เก่งที่สุดของ 5 ลีกใหญ่ยุโรป ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21
เขาคนนั้นคือ “เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่”
2
หากนับจนถึงตอนนี้ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ คือนักเตะชาวอาร์เจนตินา ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเป็นอันดับ 4
1
มีเพียงซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งแห่งยุคอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, อดีตตำนานอย่าง อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ และปีกที่กวาดแชมป์ในฝรั่งเศสเป็นว่าเล่นอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย เท่านั้น ที่มีจำนวนโทรฟี่สะสมมากกว่าเขา
กัมบิอัสโซ่ ได้แชมป์รวมกันทั้งระดับเยาวชนและชุดใหญ่ตลอดชีวิตถึง 25 ครั้ง มากกว่าอดีตตำนานอย่าง ดาเนียล พาสซาเรลล่า (8 แชมป์), ดีเอโก้ มาราโดน่า (12 แชมป์), ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ (17 แชมป์) หรือดาวดังยุคปัจจุบันอย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ (18 แชมป์) เสียอีก
2
สาเหตุที่ทำให้ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ คือนักเตะที่มีโทรฟี่ติดตัวเยอะขนาดนั้น ก็เพราะนับตั้งแต่ย้ายจากบ้านเกิดไปเล่นในยุโรป เขามักไปอยู่กับสโมสรที่เป็นทีมเต็งแชมป์ลีกอยู่เสมอ
ตอนไปเล่นที่สเปน ก็ได้แชมป์ ลา ลีกา กับ เรอัล มาดริด ในฤดูกาล 2002-03 ร่วมกับบรรดา “กาลาคติกอส” อย่าง ราอูล กอนซาเลซ, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, อีเกร์ กาซียาส, หลุยส์ ฟิโก้ และ ซีเนอดีน ซีดาน
1
แต่การมาถึงของ เดวิด เบ็คแฮม ในซีซั่นถัดมา ทำให้ความสำคัญของ กัมบิอัสโซ่ ลดน้อยลงไป ทำให้เขาไม่ได้ต่อสัญญาใหม่ในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว
อย่างไรก็ตาม การโยกไปเล่นที่อิตาลีกับ อินเตอร์ มิลาน แบบฟรีๆ ในปี 2004 ทำให้เขายิ่งมีเกียรติยศเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
1
กัมบิอัสโซ่ พาทีมงูใหญ่คว้าสคูเด็ตโต้ได้ 5 สมัยติดต่อกัน (ปี 2006 ได้มาเพราะ ยูเวนตุส โดนริบแชมป์), แชมป์ โคปปา อิตาเลีย 4 ครั้ง, แชมป์ ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า อีก 4 หน บวกกับแชมป์ยุโรป และแชมป์สโมสรโลกอีกอย่างละ 1 สมัย
2
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูกาล 2009-10 ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เขาคือกองกลางระดับกระดูกสันหลัง ที่พางูใหญ่ผงาดคว้าทริปเปิลแชมป์ได้เป็นทีมแรกของแดนมะกะโรนี
1
แม้กระทั่งช่วงบั้นปลายอาชีพ กัมบิอัสโซ่ ก็ยังได้แชมป์ลีกกรีซ 2 ปีซ้อนกับ โอลิมเปียกอส
2
จะเห็นได้ว่า เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ คือนักเตะที่เล่นเพื่อการเป็นแชมป์มาตลอดชีวิต
1
เพราะฉะนั้น การเลือกย้ายไปอยู่กับทีมที่ถูกคาดว่าต้องดิ้นรนหนีตกชั้น ในลีกที่ต้องใช้ร่างกายเข้าปะทะหนักๆ อย่างพรีเมียร์ลีก ตอนที่อายุปาเข้าไปแล้ว 34 ปี จึงเป็นดีลที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์
แม้กระทั่งแฟนบอลทีมจิ้งจอกสยามเอง ในตอนนั้นพวกเขาก็ไม่เชื่อสายตา ว่าจะได้เห็นทีมรักคว้าสตาร์ระดับนี้มาร่วมทีมจริงๆ
2
อันที่จริง ก่อนที่จะเก็บข้าวของย้ายไปเล่นในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม กัมบิอัสโซ่ยังต้องการเล่นกับ อินเตอร์ มิลาน ต่อไป
แต่ในฤดูกาล 2013-14 อินเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ มัสซิโม่ โมรัตติ ตัดสินใจขายหุ้นสโมสร 70% ให้กับ อินเตอร์เนชันแนล สปอร์ตส์ แคปปิตอล บริษัทสัญชาติฮ่องกง ทำให้นักธุรกิจหนุ่มชาวอินโดนีเซียอย่าง เอริค ธอเฮียร์ ได้ขึ้นเป็นประธานสโมสรคนใหม่แทน
ในเมื่อประธานสโมสรที่มีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับ กัมบิอัสโซ่ ไม่อยู่แล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่กองกลางชาวอาร์เจนไตน์ ซึ่งเข้าสู่ช่วงบั้นปลายอาชีพจะถูกมองข้าม
ด้วยความที่ กัมบิอัสโซ่ เล่นให้ทีมงูใหญ่นานถึง 10 ปี เขาจึงไม่ต้องการย้ายไปอยู่กับคู่แข่งทีมอื่นในลีกอิตาลีด้วยกัน และมองไปยังโอกาสค้าแข้งในต่างแดนมากกว่า
1
โดยในเวลานั้น ทีมที่ให้ความสนใจ กัมบิอัสโซ่ อย่างชัดเจน ก็คือ เลสเตอร์ ซิตี้
ในฤดูกาล 2003-04 ทีมจิ้งจอกสยามภายใต้การคุมทีมของ ไนเจล เพียร์สัน สามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หลังคว้าแชมป์ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยการกวาดไปถึง 102 แต้ม
1
แม้จะโชว์ฟอร์มสุดยอดในการเล่นลีกรอง แต่สิ่งที่ เลสเตอร์ ชุดนั้นยังไม่มี ก็คือนักเตะประสบการณ์สูง ที่มี “จิตวิญญาณผู้ชนะ”
1
ซึ่งแน่นอนว่า กัมบิอัสโซ่ ผู้คว้าแชมป์มานับไม่ถ้วนกับ เรอัล มาดริด และ อินเตอร์ มีคุณสมบัติดีพอที่จะตอบโจทย์
เลสเตอร์ ซิตี้ ประกาศยืนยันการเซ็นสัญญากับ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ในวันที่ 28 สิงหาคม 2014 ด้วยสัญญา 1 ปี พร้อมกับมอบเสื้อเบอร์เก่งหมายเลข 19 ซึ่งเป็นเบอร์ที่เขาใส่ไล่ล่าความสำเร็จได้อย่างล้นหลามกับ อินเตอร์ มิลาน
กัมบิอัสโซ่ ยืนยันว่าสิ่งที่ดึงดูดให้เขาเลือกไปค้าแข้งในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ไม่ใช่เพราะได้รับข้อเสนอค่าเหนื่อยสูงแต่อย่างใด
แต่เป็นเพราะเขาประทับใจกับความมุ่งมั่นของสโมสร ที่แสดงให้เห็นว่าอยากได้เขาไปอยู่ด้วย เพื่อยกระดับทีมจริงๆ
สตาร์ทีมฟ้าขาวเผยว่า เขารู้สึกถึงความท้าทาย ที่จะได้ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มี พาเลสเตอร์อยู่รอดบนลีกที่เขายอมรับว่ามีมาตรฐานสูงมาตลอดอย่างพรีเมียร์ลีกให้ได้
อันที่จริง เลสเตอร์ต้องการทำสัญญาด้วยนาน 2 ปี แต่ กัมบิอัสโซ่ คิดว่าการเซ็นแค่ปีเดียวก่อนน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
คือในตอนนั้น ตัวเขาเองน่าจะคิดเผื่อเอาไว้ ถ้าเกิดกรณีที่ทีมใหม่ของเขารอดตกชั้นไม่สำเร็จ หรือตัวเขาเองปรับตัวเข้ากับบอลอังกฤษไม่ได้ ก็ไม่ต้องมีอะไรมาผูกมัดนานเกินไป
เขาให้สัมภาษณ์ในวันเปิดตัวว่า “ผมคิดว่าการเซ็นสัญญาแค่ปีเดียวเป็นเรื่องที่ดีกว่า ถ้าหากทุกฝ่ายแฮปปี้ บางทีผมอาจจะอยู่ต่ออีก 1 ปีก็ได้”
1
ฤดูกาล 2014-15 เลสเตอร์ ออกสตาร์ทซีซั่นได้อย่างย่ำแย่ เพราะก่อนประกาศคว้าตัวกัมบิอัสโซ่ พวกเขาเก็บได้แค่แต้มเดียวจาก 2 เกมแรกในพรีเมียร์ลีก
เท่านั้นไม่พอ บอลถ้วยอย่าง ลีก คัพ ก็ตกรอบด้วยการโดนทีมรองบ่อนอย่าง ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ บุกอัดคาบ้าน 0-1 อีกต่างหาก
จากนั้นในเกมลีกนัดที่ 3 กัมบิอัสโซ่ที่เพิ่งลงซ้อมกับทีมแค่ 2 วัน ก็มีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมหนักที่เปิดบ้านเจอ อาร์เซน่อล ทันที
ถึงแม้เกมนั้น เขาจะทำได้แค่นั่งเชียร์เพื่อน โดยไม่ถูกส่งลงสนามแม้แต่วินาทีเดียว แต่ดูเหมือนว่าการที่นักเตะระดับโลกอย่างเขาเพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ มันช่วยเพิ่มความคึกคักให้ทีมไม่น้อย จนยันเสมอ อาร์เซน่อล ได้ด้วยสกอร์ 1-1
จากนั้นพอถึงเกมนัดที่ 4 ที่ กัมบิอัสโซ่ ลงสนามให้เลสเตอร์เป็นนัดแรก ทีมจิ้งจอกสยามก็คว้า 3 แต้มแรกได้สำเร็จ เมื่อบุกไปอัด สโต๊ค ซิตี้ 1-0 โดยกองกลางเจ้าของเสื้อเบอร์ 19 ถูกส่งลงสนามในช่วงต้นครึ่งหลัง
ในเกมลีกนัดที่ 5 ถือว่าน่าจดจำยิ่งกว่า เพราะ กัมบิอัสโซ่ ได้ลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรก และสามารถพา เลสเตอร์ พลิกกลับมาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างสุดมันส์ 5-3 ทั้งที่ผีแดงนำห่างถึง 3-1 โดยคนยิงประตูตีเสมอ 3-3 ได้ก็คือเขาเอง
อย่างไรก็ตาม หลังจากจบเกมนั้น เลสเตอร์ก็ดีแตกซะดื้อๆ เมื่อไม่ชนะใครในลีกนานถึง 13 นัดติดต่อกัน จนส่งผลให้ทีมหล่นไปอยู่อันดับบ๊วยของตารางในวันคริสต์มาสปี 2014
แม้จะคืนฟอร์มกลับมาเก็บได้ 7 แต้มจาก 3 นัดในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่หลังจากนั้นจนกระทั่งจบเดือนมีนาคม 2015 ทีมจิ้งจอกสยามก็มีช่วงไม่ชนะใครอีกถึง 8 นัดซ้อน
ก่อนเข้าสู่โปรแกรม 9 นัดสุดท้าย เลสเตอร์ ซิตี้ รั้งอันดับบ๊วยของตาราง โดยอยู่ห่างจากโซนปลอดภัยถึง 7 แต้ม
ในตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่า เดอะ ฟ็อกซ์ คงต้องตกชั้นแน่ๆ แล้ว...
อย่างไรก็ตาม นักเตะซึ่งมีอิทธิพลสำคัญ ที่ออกมากระตุ้นให้บรรดาแข้งจิ้งจอกสยามจงอย่ายอมแพ้ ก็คือผู้เล่นที่ตลอดอาชีพค้าแข้งไม่เคยหนีตกชั้นมาก่อน อย่าง เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่
กัมบิอัสโซ่ รู้ดีว่าสโมสรและแฟนบอลตั้งความหวังกับเขาไว้มาก และช่วงที่ทีมฟอร์มห่วย เขาก็ลงตัวจริงเกือบทุกนัด นั่นทำให้ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์รู้ตัวดีว่าเขาต้องรับผิดชอบเยอะกว่าใครๆ
1
ก่อนเกมลีกนัดที่ 30 ที่ เลสเตอร์ ต้องเปิดบ้านพบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด กัมบิอัสโซ่ ให้สัมภาษณ์ต่อหน้าสื่อว่า เพื่อนร่วมทีมต้องรู้จักมั่นใจในตัวเองซะบ้าง
เขาบอกว่า “ผมชอบบาสเกตบอล และผมรัก ไมเคิ่ล จอร์แดน”
“ผมจำได้เสมอว่าเขาเคยโดนนักข่าวถามว่า ทำไมถึงชอบเป็นคนชู้ตลูกสุดท้ายที่ชี้ขาดชัยชนะอยู่บ่อยๆ โดยที่ไม่เคยพลาดเลย? จอร์แดนบอกว่า เขาคิดอยู่ตลอดว่าเขาจะชู้ตลงได้”
1
“ผมคิดว่าทีมเราต้องการสภาพจิตใจแบบนั้น เราต้องคิดว่าเราทำได้เช่นกัน”
คำปลุกใจของเขาเป็นผลทันที เพราะ เลสเตอร์ สามารถคว้า 3 แต้มสำคัญได้สำเร็จ ด้วยการชนะทีมขุนค้อนไป 2-1 ซึ่ง กัมบิอัสโซ่ เป็นคนซัดประตูขึ้นนำจากจังหวะฮาล์ฟวอลเลย์ด้วยซ้ายอย่างสุดสวย
จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา เลสเตอร์ คว้าชัยได้ต่อเนื่อง เมื่อบุกไปพลิกแซงชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-2 จากประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ เจมี่ วาร์ดี้
ชัยชนะแบบน่าตื่นเต้น 2 นัดซ้อน ทำให้ความเชื่อมั่นของนักเตะ เลสเตอร์ ทั้งทีมยิ่งมีมากขึ้น ว่าพวกเขาจะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้
สุดท้าย เลสเตอร์ ซิตี้ ทำผลงานช่วงปลายซีซั่น 2014-15 อย่างกับฟอร์มของทีมลุ้นแชมป์ เมื่อกวาดชัยชนะไปถึง 7 นัดจาก 9 เกมสุดท้าย ทำให้พวกเขาจบฤดูกาลดังกล่าวด้วยอันดับ 14 โดยมีคะแนนห่างโซนตกชั้นถึง 6 แต้ม
1
ทั้งที่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2015 พวกเขายังรั้งอันดับบ๊วย และเป็นเต็งหนึ่งที่จะร่วงก่อนใครอยู่เลย
1
ขณะที่ผลงานส่วนตัวของ กัมบิอัสโซ่ ก็ยอดเยี่ยม เขายิงไปถึง 5 ประตู ทำแอสซิสต์ 1 ลูก จาก 31 เกมที่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก
1
ส่วนสถิติอื่นๆ ที่น่าสนใจ ก็คือเขาช่วยแย่งบอลกลับมาให้ทีมได้ครอบครอง 173 ครั้ง และมีสถิติการดวลตัวต่อตัวชนะคู่แข่งได้ 136 ครั้ง โดยที่ได้รับใบเหลืองไปแค่ใบเดียว
นั่นคือมาตรฐานของกองกลางตัวรับระดับสูงอย่างแท้จริง และไม่ใช่เรื่องผิดคาดที่ เลสเตอร์ จะมอบรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรไปครอง
สิ่งที่มันน่าทึ่งก็คือ นี่คือผลงานของนักเตะที่อายุเกิน 34 ปี ซึ่งเพิ่งมาเล่นในลีกที่ต้องใช้พละกำลังสูงมากอย่างพรีเมียร์ลีกเป็นปีแรก
จากคำบอกเล่าของนักเตะ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยร่วมงานกับ กัมบิอัสโซ่ แทบทุกคนล้วนยกย่องอดีตกองกลางทีมชาติอาร์เจนตินา ว่าเป็นผู้ยกระดับทีมอย่างแท้จริง
ในช่วงก่อนเตะ 6 นัดสุดท้ายฤดูกาลนั้น มาร์ค อัลไบรท์ตัน เผยว่า “เขาสามารถบอกคนอื่นได้ว่าต้องวิ่งไปตรงไหน เขาคือนักเตะผู้ยิ่งใหญ่สำหรับพวกเรา และเราต้องการเขาในทีม เพราะเขาเล่นดีมาก”
ทางด้านนายประตูมือหนึ่งอย่าง แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ก็เผยว่า “ทั้งแนวทางการเล่น การประพฤติตัว และการดูแลตัวเองของเขา มันบอกได้เลยว่าทำไมเขาถึงได้เล่นให้ทีมใหญ่อย่าง อินเตอร์ มิลาน นานถึง 10 ปี”
ขณะที่กุนซือทีมชุดนั้นอย่าง ไนเจล เพียร์สัน ก็พูดในทำนองว่า กัมบิอัสโซ่ คือลูกทีมที่เขาไม่สามารถขาดได้ โดยบอกในช่วงท้ายซีซั่นว่า
“เราต้องการให้เขาอยู่ต่อ และเขาเองก็รู้เรื่องนั้นดีเช่นกัน”
“อิทธิพลของเขาที่มีต่อทีมถือว่ายากที่จะประเมินค่าได้ หากมองที่ฟอร์มของเขาล้วนๆ ดูจากวิสัยทัศน์และการเข้าใจเกมของเขา ผมคิดว่านี่คือการเสริมทัพที่วิเศษมากสำหรับทีมเรา”
1
อย่างที่บอกไป กัมบิอัสโซ่ เซ็นสัญญากับ เลสเตอร์ เบื้องต้นไว้แค่ปีเดียว
เมื่อเขาทำภารกิจพาทีมรอดตกชั้นได้สำเร็จ แถมสโมสรก็อยากให้เจ้าตัวอยู่ต่อ เรื่องราวมันน่าจะจบอย่างไม่มีปัญหาโดยที่เขาต่อสัญญาอีกปี
อย่างไรก็ตาม มันมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้การตัดสินใจต่อสัญญาใหม่ของ กัมบิอัสโซ่ ต้องชะงัก ก็คือการโดนไล่ออกของ ไนเจล เพียร์สัน ในเดือนมิถุนายน 2015
เพียร์สัน เป็นฮีโร่พาทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกหนแรกในรอบ 10 ปี และสามารถนำทีมรอดตายบนลีกสูงสุดได้ แต่กลับมาหมดอนาคตกับทีม เพราะการกระทำโง่ๆ ของลูกชายตัวเอง
หลังจบฤดูกาล 2014-15 เลสเตอร์ ยกพลมาทัวร์เมืองไทย ซึ่งในตอนนั้น คิง เพาเวอร์ เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
แต่ เจมส์ เพียร์สัน ร่วมกับอดีตแข้งทีมจิ้งจอกสยามอีก 2 รายอย่าง ทอม ฮ็อปเปอร์ และ อดัม สมิธ กลับก่อวีรกรรมฉาวโฉ่ด้วยการเรียกหญิงบริการชาวไทยไปมั่วเซ็กซ์ แล้วถ่ายคลิปเก็บไว้ จนมันหลุดออกไปบนโลกโซเชียล ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ทั้งสโมสรและเมืองไทยอย่างมาก
1
แน่นอนว่าคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ซึ่งเป็นผู้บริหารใหญ่ของทีม ไม่มีทางปล่อยผ่านเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจไล่นักเตะฉาวทั้ง 3 คนออกจากทีม
และจากการที่หนึ่งในนั้นคือลูกชายแท้ๆ ของ ไนเจล เพียร์สัน มันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกุนซือกับเจ้าของทีมมองหน้ากันไม่ติด
คนที่เข้าไปคุม เลสเตอร์ แทน เพียร์สัน ก็อย่างที่ทุกคนรู้กัน นั่นคือ เคลาดิโอ รานิเอรี่
1
การรั้งตัว กัมบิอัสโซ่ เอาไว้ให้ได้ ถือเป็นงานสำคัญชิ้นแรกที่กุนซือชาวอิตาเลียนต้องทำ และตัวของ รานิเอรี่ เอง ก็ยอมรับ ว่าอยากมีกองกลางชาวอาร์เจนไตน์ไว้เป็นกำลังสำคัญต่อไป
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ รานิเอรี่ เข้ามารับเผือกร้อนในเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือเป็นช่วงปรีซีซั่น ที่มีเวลาเตรียมทีมค่อนข้างจำกัดก่อนเปิดฤดูกาล มันจึงเป็นการบีบบังคับให้ กัมบิอัสโซ่ ต้องรีบตัดสินใจให้ไวด้วย
ตำแหน่งกองกลางมีความสำคัญกับแผนการเล่นมาก และ กัมบิอัสโซ่ ก็คือตัวหลักจากฤดูกาลก่อน ถ้าหากเขาไม่ยอมอยู่ต่อ ทีมจะได้รีบไปหาซื้อคนอื่นมาเสริมให้เร็วที่สุด
สุดท้ายสิ่งที่ กัมบิอัสโซ่ ทำ คือการบอกให้สโมสร “มูฟออน” ไปหาคนอื่น ที่น่าจะดีกว่านักเตะที่อายุกำลังจะครบ 35 ปีอย่างเขา
วันที่ 21 กรกฎาคม 2015 กัมบิอัสโซ่ โพสต์แถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กว่า
“ผมขอประกาศว่าผมได้ตัดสินใจแล้ว ที่จะไม่ต่อสัญญาใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้”
1
“ผมใช้เวลาทำการตัดสินใจครั้งนี้เพียงแค่ 24 ชั่วโมง หลังจากได้รับข้อเสนอจากเลสเตอร์ เพราะผมต้องการให้สโมสรมีเวลามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการหาทางเลือกใหม่”
“ผมขอขอบคุณแฟนบอลทุกคน ที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรในฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยจิตวิญญาณและพลังที่ผมไม่มีทางลืม”
“และผมขอขอบคุณเพื่อนร่วมทีมของผม, สต๊าฟฟ์ของผมทุกคนเป็นพิเศษ รวมทั้งทุกๆ คนในสโมสร ที่ผมได้อยู่ด้วยกันในช่วงหนึ่งปีที่สำคัญมากที่สุดในอาชีพของผม ที่ทำให้ทีมได้ครองสถานะในพรีเมียร์ลีกต่อไป”
“ผมขอขอบคุณทุกคน ผมจะเก็บพวกคุณเอาไว้ในใจตลอดไป”
หลังจากนั้น กัมบิอัสโซ่ เลือกตอบรับข้อเสนอของ โอลิมเปียกอส โดยเซ็นสัญญากับยักษ์ใหญ่ลีกกรีซเป็นเวลา 2 ปี
ส่วน เลสเตอร์ ซิตี้ ค้นพบกองกลางคนใหม่ที่ดีกว่าเขาอย่างไม่น่าเชื่อ นั่นคือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ย้ายจาก ก็อง ทีมเล็กๆ ในลีกฝรั่งเศส แล้วกลายเป็นสุดยอดตัวตัดเกม ที่ทำให้ทีมผลงานดีจนผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบช็อควงการ
1
จะไปตำหนิ กัมบิอัสโซ่ ว่าตัดสินใจผิดพลาด จนเสียโอกาสได้แชมป์พรีเมียร์ลีกทีหลังก็ไม่ถูก เพราะช่วงโค้งสุดท้ายของชีวิตนักเตะ เขาได้แชมป์ กรีซ ซูเปอร์ลีก ถึง 2 ปีติด ก่อนแขวนสตั๊ดไปในปี 2017 และถ้าหากเขาไม่ย้ายออกไป เราอาจไม่เห็นการแจ้งเกิดของ ก็องเต้ ก็เป็นได้
1
หลังจากประกาศเลิกเล่นเมื่อ 3 ปีก่อน กัมบิอัสโซ่ ทำในสิ่งที่ได้ใจ เดอะ ฟ็อกซ์ เต็มๆ ด้วยการประกาศว่าเขาจะขอเป็นแฟนบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ตลอดไป
1
“ที่นั่นมันคือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมและมหัศจรรย์ เพราะผมรู้ว่าแฟนบอลรักผมมากแค่ไหน และผมก็รักพวกเขาด้วยเช่นกัน”
“ผมมีช่วงเวลาที่ดีมากๆ ใน 1 ปีที่ผมอยู่ด้วย มันคือหนึ่งในขวบปีที่ดีที่สุดในอาชีพของผม”
“ผมมีความสุขมากๆ เพราะตอนที่ผมย้ายออกมา เลสเตอร์ กลับยิ่งดีมากขึ้นไปอีก”
“ผมมีความสุขก็เพราะว่าผมเคยมีโอกาสได้เป็นนักเตะของเลสเตอร์ 1 ปี และหลังจากนั้นผมก็ยังคงเป็นแฟนบอลของพวกเขา ยังคงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเพื่อนร่วมทีมเก่า และเพื่อนของผม”
2
“การที่พวกเขาได้แชมป์ มันคือฤดูกาลที่มหัศจรรย์ของผมเช่นกัน ไม่ใช่ในฐานะนักเตะ แต่ในฐานะแฟนบอลคนหนึ่ง ที่ได้เห็นเพื่อนของผมได้ทำอะไรที่วิเศษ และผมก็ตื่นเต้นร่วมไปกับทุกๆ คน”
1
ตอนที่คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา จากไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อปี 2018 กัมบิอัสโซ่ คือหนึ่งในตำนานทีมจิ้งจอกสยาม ที่เดินทางไปร่วมไว้อาลัยอดีตประธานสโมสรอันเป็นที่รักยิ่งของชาวเลสเตอร์ ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ด้วย
2
ถึงแม้อดีตมิดฟิลด์ อินเตอร์ มิลาน จะไม่ใช่หนึ่งในขุมกำลังของ เลสเตอร์ ซิตี้ ชุดแชมป์ลีกอังกฤษหนแรกและหนเดียวในประวัติศาสตร์
แต่ก็คงเป็นการพูดไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่าเขาคืออีกหนึ่งการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดตลอดกาลของทีมจิ้งจอกสยาม
เขาคือคนวางรากฐานจิตวิญญาณผู้ชนะ ลงไปในทีมที่เคยแพ้ในพรีเมียร์ลีกเป็นว่าเล่น
เขานำประสบการณ์การเล่นจากเวทีระดับโลก ไปถ่ายทอดให้นักเตะส่วนใหญ่ที่มาจากลีกรอง ให้มีความเชื่อมั่นว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวใคร
1
เขาคือคนสำคัญที่พาทีมพ้นจากเหว ก่อนเสียสละเดินจากไป เพื่อให้คนที่ดีกว่า เข้าไปพาสโมสรขึ้นไปถึงยอดเขา
.
ถึงแม้หลังจากนั้น ทีมจิ้งจอกสยามอาจไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดของอังกฤษ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เห็น
แต่บางที เลสเตอร์ ซิตี้ อาจไม่ใช่ทีมที่มีสถานะในพรีเมียร์ลีกมั่นคงอย่างที่เป็น ถ้าพวกเขาไม่เคยเซ็นสัญญากับตำนานที่ชื่อว่า เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ไปร่วมทีม….
#เสียบสามเหลี่ยม #Leicester #LCFC #KingPower #Cambiasso #PremierLeague
ชอบกดไลค์ ถูกใจกดแชร์ และเพื่อไม่พลาดบทความคุณภาพจากเรา อย่าลืมกดไลค์เพจ และติดตามเพจแบบ See First ไว้เลยนะครับ
..สนใจติดต่อลงโฆษณา, สนับสนุนเพจ ติดต่อจ้างงานเขียนบทความฟุตบอล งานแปลข่าว เขียนสคริปต์สำหรับ Content ฟุตบอล หรือแปลหนังสือฟุตบอล ทักอินบ็อกซ์ สอบถามได้ตลอดเวลาครับ
    ณัฐพงศ์ พงศ์ชาญวิทย์
    สุดยอดเลยครับ