13 ต.ค. 2020 เวลา 12:32 • หนังสือ
จากบทความก่อนหน้าที่เคยกล่าวไว้ว่า ดรุณบรรณาลัยได้รับแรงบันดาลใจจาก Bunko ของญี่ปุ่น หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร ดังนั้นวันนี้ว่าง ๆ เลยแปลบทความเกี่ยวกับ Bunko ให้อ่านกันค่ะ
Bunko ห้องสมุดเด็กในญี่ปุ่น
ตอนที่ 1
แปล สรุป และเรียบเรียงใหม่จาก วารสารการประชุมวิชาการ World library and Information Congress : 72nd IFLA General Conference and Council ปี 2006 ณ กรุงโซล เรื่อง Bunko: A private children’s library in Japan ของ Kichiro Takhashi
Bunko คือห้องสมุดเอกชนที่มีความเฉพาะเจาะจงเรื่องเกี่ยวกับเด็ก ส่วนใหญ่ดำเนินการและบริหารโดยอาสาสมัคร คำว่า bunko มาจากการสมาส 2 คำคือ Bun ที่แปลว่า หนังสือหรือวรรณกรรม และ Ko ที่แปลว่า บ้าน ดังนั้น Bunko จึงมีความหมายใกล้เคียงกับห้องสมุดนั่นเอง
( หลังจากนี้จะแทน bunko ด้วยคำว่า บ้านหนังสือ )
จากการสำรวจบ้านหนังสือในญี่ปุ่น พบว่าปัจจุบันมีบ้านหนังสือถึง 4000 แห่ง กระนั้นบ้านหนังสือก็สามารถจัดตั้งขึ้นมาได้ง่าย ๆ ทำให้บ้านหนังสือสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันและปิดตัวอย่างฉับพลันได้เช่นกัน จนเป็นการยากในการระบุจำนวนที่แน่ชัด บ้านหนังสือตั้งอยู่ในหลากหลายพื้นที่ ทั้ง บ้านส่วนตัว, ศูนย์ชุมชน, วัด, โบสถ์, ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือที่ไหนก็ได้ที่สามารถจัดวางมุมหนังสือเด็กและเปิดให้อ่านได้อย่างอิสระ
บ้านหนังสือแต่ละแห่งก็จะแตกต่างกันออกไป นอกจากจะแตกต่างเรื่องที่ตั้งแล้ว ก็ยังแตกต่างเรื่องของขนาด จำนวนหนังสือ บางแห่งมีอาสามาสมัครเกิน 10,000 คน และบางแห่งมีไม่ถึง 100 คน เวลาการเปิดปิดก็ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เปิดสัปดาห์ละครั้ง มีส่วนน้อยที่เปิดทุกวัน แต่การบริการและกิจกรรมจะมีความคล้ายคลึงกัน เพราะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับเด็ก อาทิ การเล่านิทาน การพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือ ละครหุ่น กิจกรรมโปรโมทหนังสือเด็ก และที่สำคัญคือ การให้ยืมคืนหนังสือ
จากที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วนใหญ่อาสาสมัคร บรรณารักษ์ที่เกษียณ หรือคุณครูที่เกษียณแล้วจะเป็นคนดูแลภายในบ้านหนังสือ และส่วนใหญ่พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้จบสาขาวิชาเกี่ยวกับระบบห้องสมุดหรือหนังสือสำหรับเด็กโดยเฉพาะ แต่พวกเขาเหล่านี้กระตือรือร้นและคอยพัฒนาทักษะของตัวเองเพื่อทำงานในบ้านหนังสือได้อย่างราบรื่น จนบางคนก็ถูกเชิญให้ไปพูดตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานด้านเด็ก สำหรับราคาในการใช้บริการบ้านหนังสือก็ไม่ได้ตายตัว บางแห่งก็ฟรี บางแห่งก็คิดค่าบริการ อาจจะเป็นรายเดือนหรือรายปี
ทำไมคนเหล่านี้ถึงสร้างบ้านหนังสือขึ้นมา ก็อาจจะมีหลายเหตุผล บางพื้นที่อาจจะไม่มีห้องสมุดในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่ หรือบางพื้นที่แค่ต้องการเพิ่มหนังสือขึ้นมาเพื่อต่อยอดจากกิจกรรมที่จัดอยู่แล้ว แต่ใจความสำคัญก็คือพวกเขาเหล่านี้หลงใหลในหนังสือและสนุกกับการแชร์หนังสือให้กับเด็ก ๆ
โดยบ้านหนังสือแต่ละแห่งจะมีวิธีการดำเนินการและสไตล์ที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความถนัดของคนทำงานแต่ละคน และอยากออกแบบให้บ้านหนังสือของตนไปในทิศทางไหน
สำหรับครั้งนี้ขอหยุดแปลไว้ที่ตรงนี้ก่อนนะคะ ถ้าใครอยากอย่าตัวเต็มสามารถนำชื่อ Bunko: A private children’s library in Japan ไปเสิร์ชหาอ่านได้เลยค่ะ
โฆษณา