สัญลักษณ์ที่ปรากฏในฉากแรกที่ฉายชัดขึ้นมาในคลองจักษุ คือ หญิงชาวนาหาบน้ำ หญิงชาวนาคนนั้นคือภรรยาของทองปาน ซึ่งกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินตัดผ่านเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและควายเป็นฉากหลัง ทำให้เกิดภาวะคู่ตรงข้ามสำคัญระหว่างวิถีชีวิตของชาวบ้านส่วนล่าง และการพัฒนาในมุมมองรัฐจากส่วนบน สัญลักษณ์ต่างๆที่ปรากฏล้วนเป็นนัยยะของพฤติการณ์ ในสารที่ภาพยนตร์สื่อ
ฉากแรกเป็นช็อตที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่นำเสนอสองเหตุการณ์เกิดขึ้นคู่ขนาน
– เบื้องหน้าคือ ทองปาน ภรรยา และลูกๆ กำลังพยายามจับปลา จับกบ จับปู หาอาหารประทังชีพ ตัดสลับกับกลุ่มคนกำลังอพยพออกเดินทาง เพราะการมาถึงของเขื่อนทำให้ชีวิตทุกข์ยากลำบาก ต้องแสวงหาหนทางที่ดินทำกินใหม่
เรียกได้ว่าช็อตนี้นำเสนอวิถีชีวิตของชาวชนบท ซึ่งมีเพียงสองทางออกเท่านั้นคือ ต่อสู้ดิ้นรน และยินยอมจำนนในสิ่งเกิดขึ้นโดยมิอาจแก้ไขปรับเปลี่ยนแปลงอะไรได้อย่างการ "ญ่ายหนีการพัฒนา"
.........วัตถุสัญลักษณ์ดังกล่าวปรากฏในหนังอยู่โดยตลอด การฉายภาพซ้ำๆ ของการทำนา จับสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน นี่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและการดำรงอยู่ของผู้คน ซึ่งฉากจะตัดสลับกับการสัมมนาในห้องประชุมอย่างมีนัยยะสำคัญ กล่าวคือในขณะที่ผู้แทนจากองค์กรต่างๆ พูดถึงข้อดีข้อด้อยของเขื่อนในห้องประชุม ภาพยนตร์กลับฉายภาพในห้วงความคิดของทองปานที่อยู่กับท้องนา ลำน้ำ ครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำปาว เช่น น้ำลดอย่างรวดเร็วจนผันน้ำเข้านาไม่ทัน น้ำขึ้นจนท่วมชานบ้าน การอพยพโดยเกวียน (ทองปานเป็นคนกาฬสินธุ์ที่อยู่ใต้ลำน้ำปาวก่อนอพยพมา) เป็นการอุปลักษณ์ถึงเสียงที่ทองปานกำลังโต้แย้งกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญในห้องประชุม
“กาล” ในภาพยนตร์เรื่องนี้มีปัจจุบันกาลคือการประชุมสัมมนาซึ่งเป็นองค์ประธานของเรื่อง ดังนั้นการตัดสลับทุกฉากในระหว่างการประชุมคือการฉายภาพความคิด และประสบการณ์ของทองปาน หรืออาจอุปลักษณ์ได้ถึงผลกระทบของผู้คนในโครงสร้างส่วนล่างในสังคมได้ในที ฉะนั้นการประชุมสัมมนาที่ปรากฏในภาพยนตร์นี้มีเสียงของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ในการโต้แย้งต่อข้อดี ข้อเสีย ของโครงการสร้างเขื่อน ถึงแม้ว่าทองปานซึ่งเป็นภาพตัวแทนของชาวบ้านจะลุกหนีออกจากห้องประชุมไปและไม่ได้แถลงความคิดของตัวเองต่อที่ประชุม แต่เสียงของทองปานถูกถ่ายทอดออกมาให้ปรากฏแก่ผู้คนอย่างแนบเนียน
จะเห็นได้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว “เสียง” ของทองปานจึงไม่ได้หายไปไหน เพราะมันปรากฏในตัวบท แต่มันถูกทำให้ไม่มีเพราะเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริงทางสังคม เพราะคำว่า “การพัฒนา” และ “ความเป็นชายขอบ”