27 ต.ค. 2020 เวลา 12:30 • ประวัติศาสตร์
กบฏเจ้าฟ้าเหม็น
กบฏเจ้าฟ้าเหม็น เป็นกรณีใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงการผลัดแผ่นดินจากรัชกาลที่ ๑ มารัชกาลที่ ๒ ที่นำมาสู่การสำเร็จโทษโอรสธิดาของพระเจ้ากรุงธนบุรีและผู้เกี่ยวข้องหลายสิบคน จนราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์ต้องมีศุภอักษรแจ้งไปถึงเจ้าประเทศราช ๕ เมือง และให้เจ้าพระยาจักรีมีหนังสือแจ้งไปถึงเจ้านครใหญ่อีก ๕ เมืองเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ให้ทราบ
1
เจ้าฟ้าเหม็น หรือ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร กรมขุนกษัตรานุชิต เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากรุงธนบุรีกับเจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่ พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประสูติใน พ.ศ. ๒๓๒๒ ทรงมีพระนามเดิมว่า “เจ้าฟ้าสุพันธวงษ์” แม้ว่าพระมารดาจะเป็นสามัญชน แต่ทรงได้รับสถานะ “เจ้าฟ้า” แต่แรกประสูติ เข้าใจว่ามาจากสถานะของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ในเวลานั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ที่สมเด็จเจ้าพระยา ได้รับพระราชทานพานทองเครื่องยศอย่างเจ้าต่างกรมเป็นใหญ่กว่าขุนนางทั้งปวง
หลังจากประสูติเพียง ๑๒ วัน พระมารดาก็สิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าเหม็นจึงถูกเลี้ยงดูโดยพระพี่นางในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณยาย (มีการวิเคราะห์ว่าคือสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี)
.
ใน พ.ศ. ๒๓๒๔ พระเจ้ากรุงธนบุรีมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพใหญ่ยกไปปราบกบฏในกรุงกัมพูชา และมีจุดประสงค์ให้สถาปนาเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระโอรสองค์ใหญ่ขึ้นครองกรุงกัมพูชาสืบไป ในประเด็นนี้มีการวิเคราะห์ว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงต้องการประนีประนอมทางการเมืองกับเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกโดยยกเจ้าฟ้าสุพันธุวงษ์เป็นรัชทายาทครองกรุงธนบุรีสืบต่อ จึงทรงเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ไปอยู่กัมพูชาให้ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจเพื่อป้องกันปัญหาแย่งชิงราชสมบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
แต่ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ เกิดเหตุจลาจลในกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงถูกสำเร็จโทษโดยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกที่ขึ้นครองราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการประหารชีวิตพระราชพระวงศ์ของพระเจ้ากรุงธนบุรีที่เป็นชายจำวนมาก เหลือไว้แต่โอรสที่ยังมีอายุน้อย
4
กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาธิราช กราบทูลขอให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสำเร็จโทษโอรสที่ยังมีอายุน้อยของพระเจ้ากรุงธนบุรีที่เหลือทั้งหมด แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรงอาลัยในเจ้าฟ้าสุพันธุวงษ์ที่เป็นพระราชนัดดา จึงทรงขอชีวิตไว้ทั้งหมด
"แล้วสมเดจ์พระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร เสดจ์ลงมาเฝ้ากราบทูลว่า บันดาบุตรชายน้อยน้อยของจ้าวตากสินนั้น จะฃอพระราชทานเอาใส่เรือไปล่มน้ำเสียให้สิ้น ตามคำบุราณกล่าวไว้ว่าตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเปนเสี้ยนหนามไปพายหน้า สมเดจ์พระพุทธเจ้าหลวงทรงพระอาไลยอยู่ในจ้าวฟ้าสุพันธุวงษ์ พระราชนัดดา จึ่งดำหรัดแก่สมเดจ์พระอนุชาธิราชเจ้า ฃอชีวิตรไว้ทั้งสิ้นด้วยกัน แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้ปล่อยหม่อมฮั้น และหม่อมส่อนหอกลาง ออกจากเวรจำให้พ้นโทษ" - พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน
ด้วยเหตุนี้ เชื้อสายของพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงรอดชีวิตมาได้ แต่นอกจากเจ้าฟ้าสุพันธุวงษ์แล้วต่างก็ถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์เป็นสามัญชน ที่เป็นชายบางคนได้รับราชการต่อมาและได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าราชนิกุล เช่น พระพงษ์อำมรินทร พระอินทรอภัย เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเห็นว่าพระนามเจ้าฟ้าสุพันธุวงษ์ที่พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งไม่สมควรจะใช้กับแผ่นดินปัจจุบัน จึงพระราชทานพระนามใหม่ว่า “สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าอภัยธิเบศรนเรศรสมมุติวงษ์อิศวรราชกุมาร”
แต่ภายหลังข้าราชการกราบทูลออกพระนามสั้นๆ ว่า “เจ้าฟ้าอภัย” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเห็นว่าชื่อไปพ้องกับพระนาม เจ้าฟ้าอภัยทศ เจ้าฟ้าอภัย ในสมัยกรุงศรีอยุทธยาซึ่งล้วนถูกสำเร็จโทษ ไม่เพราะหู จึงโปรดให้เปลี่ยนพระนามใหม่เป็น “เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร นเรศสมมุติวงษ์ พงษอิศวรราชกุมาร” (แต่พระนามนี้ก็ไปพ้องกับเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง ในสมัยกรุงศรีอยุทธยาที่ถูกลงพระราชอาญาจนสิ้นพระชนม์)
ใน พ.ศ. ๒๓๕๐ ปลายรัชกาลที่ ๑ มีการตั้งกรมเจ้านายหลายองค์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรได้เป็น “กรมขุนกษัตรานุชิต”
.
ตลอดรัชกาลที่ ๑ ไม่ปรากฏว่าเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตมีความโดดเด่นหรือได้รับราชการสำคัญ แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกคงจะโปรดให้ถวายงานใช้สอยอยู่ใกล้ชิด ปรากฏในจดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวีว่า เมื่อมีการอัญเชิญพระศรีศากยมุนีจากเมืองสุโขทัยลงมากรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกซึ่งทรงพระประชวรอยู่เสด็จพระราชดำเนินตามกระบวนแห่พระ “หาทรงฉลองพระบาทไม่จนถึงพลับพลาเสด็จขึ้นเซพลาด เจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรารับพระองค์ไว้”
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ สถานที่ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
วันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๕๒ (๗ กันยายน) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุ ๗๒ ปีเศษ
วันศุกร์ เดือน ๙ แรม ๑๔ ค่ำ (๘ กันยายน) เวลาเช้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระราชโอรสองค์ใหญ่รับราชสมบัติสืบต่อเป็นรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกไปประดิษฐานที่พระนั่งดุสิตมหาปราสาท
วันอาทิตย์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๒ ค่ำ (๑๐ กันยายน) พงศาวดารระบุว่ามีกาคาบหนังสือมาทิ้งที่ต้นแจงหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระยาอนุชิตราชา (น้อย ภายหลังเป็นเจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายก) จางวางพระตำรวจขวาเก็บได้ อ่านดูมีใจความว่า เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตกับพี่น้องร่วมบิดาคือ นายหนูดำ (พระองค์เจ้าอรนิกา) และเจ้าจอมมารดาสำลี (พระองค์เจ้าสำลีวรรณ) ในเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ (กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ วังหน้าในรัชกาลที่ ๒) คบคิดกับขุนนางหลายคนจะแย่งชิงราชสมบัติ จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล
1
.
“ศุภอักษร เรื่องหม่อมเหม็นเป็นกบฏ จ.ส. ๑๑๗๑” ให้รายละเอียดแตกต่างจากพระราชพงศาวดารคือไม่ได้ระบุว่าเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตกับพี่น้องเป็นต้นติดก่อกบฏ แต่อ้างถึงการสนทนาระหว่าง “อ้ายกระต่ายอินทรเดชะ” กับ “อ้ายเมืองสารวัด”
“ครั้น ฯ วัน ฯ๑๑ ๙ ค่ำ ปีมเสงศก มีกาคากระดาษหนังสือมาทิ้งลงริมพระที่นั่งดุสิดามหาปราสาท ตำรวจในล้อมวงรักษาพระองค์ได้เห็นเปนอันมาก จึงนำเอาหนังสือไปแจ้งแก่พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยาอนุชิตราชาจางวางพระตำรวจปฤกษาด้วยเสนาบดีนำเอาหนังสือขึ้นทูนเกล้า ฯ ถวาย ในหนังสือนั้นเปนใจความว่า อ้ายกระต่ายอินทรเดชะพูดกับอ้ายเมืองสารวัดว่า ล้นเกล้า ฯ กรมพระราชวังบวร ฯ มีบุญแล้วไม่ทรงพระเมตตาเหมือนแต่ก่อน ถึงจะเป็นเจ้าแผ่นดินก็หายอมเปนข้าไม่”
“อ้ายกระต่ายอินทรเดชะ” หมายถึง พระอินทรเดชะ (กระต่าย) เจ้ากรมพระตำรวจนอกซ้าย ในสงครามตีหัวเมืองพม่า พ.ศ. ๒๓๓๖ มีบรรดาศักดิ์เป็น จมื่นราชาบาล ปลัดกรมพระตำรวจนอกซ้าย ครั้งนั้นเมืองทวายเป็นกบฏร่วมมือกับพม่าโจมตีกองทัพไทย เจ้าพระยารัตนาพิพิธ (สน) สมุหนายก เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) สมุหพระกลาโหม เจ้าพระยายมราช (บุนนาค) ล่าถอยมาที่ค่ายพระยาอภัยรณฤทธิ์ที่ตั้งค่ายเป็นกองหน้าค่ายหลวง พระยาอภัยรณฤทธิ์ไม่ยอมให้เข้าค่าย อ้างว่าถ้าปล่อยให้เข้ามาค่ายหน้าอาจจะแตก ข้าศึกจะเข้าไปถึงค่ายหลวง จึงให้ตั้งรับอยู่นอกค่าย จมื่นราชาบาล (กระต่าย) กับจมื่นสมุหพิมาน (แสง) ขอให้พระยาอภัยรณฤทธิ์เปิดประตูรับหลายครั้งก็ถูกปฏิเสธ สุดท้ายกองทัพพม่าจึงตีทัพไทยแตกพ่าย เจ้าพระยามหาเสนา (ปลี) หายสาบสูญไปไม่พบศพ (พงศาวดารพม่าระบุว่าตัดหัวไปได้) ค่ายพระยาอภัยรณฤทธิ์ก็ถูกตีแตกไพร่พลล้มตายจำนวนมาก จนทัพหลวงต้องล่าถอยไปถึงแม่น้ำน้อย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงขัดพระทัยพระยาอภัยรณฤทธิ์มาก ดำรัสว่า “เสนาบดีผู้ใหญ่ทั้งสามนายมาถึงแล้ว ควรจะให้เข้าพักอยู่ในค่าย นี้มันถือกฎหมายอะไรของมัน ไม่ให้เสนาบดีผู้ใหญ่เข้าอยู่ในค่าย จนเสียแม่ทัพนายกองเปนอันมาก” พระยาอภัยรณฤทธิ์รับสารภาพผิดจึงถูกประหารชีวิต พระอินทรเดชะ พระมหามนตรีซึ่งสนับสนุนไม่ให้เปิดประตูค่ายถูกลงพระราชอาญาจำตรวนถอดจากตำแหน่ง แล้วทรงเห็นว่าจมื่นราชาบาล (กระต่าย) ที่ขอให้เปิดประตูมีความชอบ จึงให้เลื่อนเป็นพระอินทรเดชะ
ดังนั้น จุดเริ่มต้นของกบฏตามที่ศุภอักษรฯ ระบุคือความรู้สึกของพระอินทรเดชะ (กระต่าย) ที่เห็นว่าว่าที่กษัตริย์องค์ใหม่ “ไม่ทรงพระเมตตาเหมือนแต่ก่อน” จึงมีความคิดที่จะก่อกบฏขึ้น
.
 
การทิ้งบัตรสนเท่ห์นั้นเป็นความผิดร้ายแรง พระไอยการกระบดศึกบัญญัติในกฎหมายตราสามดวงระบุว่า คนทำบัตรสนเท่ห์มีโทษประหาร คนริเริ่มให้แหวะปาก คนเขียนต้องถูกตัดมือ คนรู้ต้องถูกทวนด้วยลวดหนัง ๒๕ ที หากเจอบัตรสนเท่ห์ตกอยู่ในที่ใดก็ตามต้องฉีกทิ้งทันทีห้ามเปิดอ่านหรือให้ผู้อื่นอ่าน ผู้เอามาต้องถูกตัดมือ ผู้หยิบต้องถูกจองจำ แล้วหาตัวผู้เขียนให้พบ อย่างไรก็ตามในสมัยรัตนโกสินทร์พบว่าไม่ได้มีการยึดถือตามกฎหมายอย่างจริงจังนัก
ศุภอักษรฯ ระบุสาเหตุที่บัตรสนเท่ห์นี้ถูกนำมาพิจารณาว่า เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีพระราชดำริว่าบัตรสนเท่ห์มาด้วยวิธีการไม่ปกติคือมี “กาบคาบฟ้อง” (สันนิษฐานว่าที่จริงคงจะถูกแขวนไว้ที่ไหนสักแห่ง แล้วบังเอิญมีอีกามาคาบไป)
“ถ้าเป็นหนังสือแขวนมิให้พิจารณาว่ากล่าวนั้นชอบ ด้วยหาเจ้าของมิได้ เปนทอดบัตสนเท่ห์อยู่ นี่หนังสือใช่อาหารหาควรแก่เดระฉานจะคาบมากินไม่เปนอัศจรรย์นัก”
พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ศุภอักษรฯ ระบุต่อไปว่า “ให้ถามอ้ายเมืองสารวัดดูแต่โดยดีมิได้กระทำโทษ เดชะบรมโพธิสมภาร อ้ายเมืองสารวัดมิอาจจะอำความจริงไว้ได้ ให้การได้ความว่าต่อไปกว่าในหนังสือว่า หม่อมเหม็นซึ่งเปนเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตคบคิดกับ
อ้ายบุญนาก (พลเทพ)
อ้ายกระต่าย (อินทรเดชะ)
อ้ายอวน (ประทานมณเฑียร)
อ้ายทอง (พระยาราม)
อ้ายถ่อ (ยะรอดสังราม)
อ้ายโดด (สิริคุณ)
อ้ายเมือง (พระตะเบิด)
อ้ายมี (อินปราบเพชร)
อ้ายผา (ปวนถะละ)
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่สวรรคตแล้วจะชิงเอาราชสมบัติให้จงได้ หม่อมเหม็นได้ให้แจกเงินให้อ้ายมีชื่อเหล่านี้เป็นเงินตรา ๑๖ ชั่ง กับเสื้อผ้าทุกตัวคน ซึ่งยังมิได้กระทำทั้งนี้ก็เพราะเกรงกลัวอำนาจบารมีอยู่ ด้วยทรงจัดแจงตั้งกองจุกช่องล้อมวรักษาพระองค์หาประมาทไม่ เห็นไม่ได้ท่วงทีจึงได้งดรอรั้งไว้บัดนี้ ถ้าได้ช่องเมื่อไหร่จะกระทำการ”
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยังไม่ทรงเชื่อ รับสั่งว่า “อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็นทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยตริตรองเอาความจริง”
.
วันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๓ ค่ำ (๑๑ กันยายน) พงศาวดารระบุว่าให้นายเวรกรมพระตำรวจวังไปหาเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตเข้ามาที่ประตูพิมานไชยศรีสองชั้นแล้วจับ ผู้ที่ทำหน้าที่จับกุมคือพระยาอนุชิตราชา (น้อย) ปรากฏในจดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวีว่า
1
“ณ วัน ๒ ๓ฯ ๑๐ ค่ำ เจ้าพระยาอไภยภูธรจับเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตราที่ทวารสองชั้น”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุตอนนี้ว่า “จับที่ประตูสองชั้นนี้เปนการกึกกักกันมาก ว่าปล่อยให้เสลี่ยงเข้ามาในประตูสองชั้น แล้วปิดประตูทั้งสองข้าง เมื่อเวลาจับนั้น เจ้าฟ้าเหม็นเอามือตบขา พูดติดอ่างว่าจะจับข้าไปข้างไหน”
.
ในวันเดียวกัน เจ้าจอมมารดาสำลีในเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ ซึ่งเป็นน้องสาวเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตถูกจับ ปรากฏเป็นบันทึกคำบอกเล่าในราชสกุลอิศรเสนา ณ อยุธยา ซึ่งเป็นเชื้อสายตรงของเจ้าจอมมารดาสำลีว่า
"ในวันจันทร์ วันเดียวกันนั้น เจ้าจอมมารดาสำลีตัดผมใหม่ พระองค์ชายพงศ์อิศเรศร์ ชันษา ๙ ปี พระองค์หญิงนฤมล ชันษา ๖ ปี สามคนแม่ลูกนั่งเล่นกันอยู่ที่พระตำหนักในพระนิเวศนเดิม (ราชนาวิกสภา) สมเด็จฯ กรมหลวงเสนานุรักษ์เสด็จกลับจากพระบรมมหาราชวัง รับสั่งถามเจ้าจอมมารดาสำลีว่า กรมขุนกษัตรานุชิตเป็นขบถ เขาว่าเจ้ารู้เห็นเป็นใจด้วยจริงหรือ คุณสำลีตอบเป็นทำนองว่า จะหาว่าเป็นขบถก็ตามใจ พ่อเขาก็ฆ่า พี่น้องเขาจะเอาไปฆ่า ตัวเองจะอยู่ไปทำไม รับสั่งให้เรียกตำรวจเข้ามาคุมตัวไป คุณสำลีก็ผลักหลังลูกสองคนว่า นี่ลูกเสือลูกจระเข้ แล้วก็ลุกขึ้นตามตำรวจออกไป" – อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หลวงพิสูจน์พาณิชยลักษณ์ (หม่อมหลวงเพิ่มยศ อิศรเสนา)
นายหนูดำ หรือ พระองค์เจ้าอรนิกา พี่น้องรวมมารดาของเจ้าจอมมารดาลำสีก็ถูกจับกุม นายหนูดำนั้นได้รับใช้เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์มาในรัชกาลที่ ๑ เป็นผู้จัดสำเภาไปค้าขายที่เมืองจีนจนมีฐานะร่ำรวยเป็นเศรษฐี
สาเหตุการจับกุมเฉพาะเชื้อสายของพระเจ้ากรุงธนบุรีสองคนนี้ไม่ชัดเจน แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะสองพี่น้องมีความสนิทสนมกับเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตเป็นพิเศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชนิพนธ์ว่า “คุณสำลี เปนกำพร้า รักใคร่กันกับเจ้าฟ้าเหม็นพี่ชายมาก ครั้นเมื่อเจ้าฟ้าเหม็นเปนโทษ จึงพลอยต้องถูกประหารชีวิตรด้วย”
พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดให้พระองค์เจ้าทับ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓) พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่เป็นผู้สอบสวน เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตให้การซัดทอดถึงผู้เกี่ยวข้องมีรายชื่อต่างจากศุภอักษรฯ เล็กน้อย ได้แก่ เจ้าพระยาพลเทพ (บุญนาก) พระยาเพ็ชปาณี (กล่อม) พระอินทรเดชะ (กระต่าย) จมื่นประทานมณเฑียร (อ่อน) พระยาราม (ทอง) นายขุนเนนหลานเจ้าพระยาพลเทพ สมิงรอดสองราม สมิงศิริบุญ (โดด) บุตรเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) สมิงพัตเบิด (ม่วง) สมิงปอนทะละ รวม ๑๐ คน กับข้าชายหญิงในกรมอีก ๓๐ คน ทั้งหมดจึงถูกนำตัวมาสอบสวน
มีข้อควรสังเกตเกี่ยวกับขุนนางที่ถูกซัดทอดคือ
- เจ้าพระยาพลเทพ (บุญนาก) หรือ บุญนากบ้านแม่ลา ปรากฏในหลักฐานชั้นต้นว่าเป็น “ข้าใต้ลอองธุลีฯ” ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาแต่เดิม และยังเป็นต้นคิดการรัฐประหารยึดอำนาจของพระเจ้ากรุงธนบุรีถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเพราะเห็นว่าการปกครองของพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นจลาจล และได้รับราชการในตำแหน่งสำคัญมาตลอดรัชกาลที่ ๑ จึงไม่สมเหตุสมผลที่จะเชื่อว่าต้องการสนับสนุนโอรสของพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นกษัตริย์องค์ใหม่
- ผู้ที่ถูกซัดทอด ๕ คนเป็นขุนนางกรมอาสามอญ หนึ่งในนั้นเป็นบุตรชายของเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) จางวางกรมอาสามอญ ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์กบฏพระยาสรรค์ ขุนนางกรมอาสามอญได้แตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งนำโดยพระยารามัญวงศ์จักรีมอญในสมัยธนบุรีสนับสนุนกรมขุนอนุรักษ์สงคราม พระเจ้าหลานเธอของพระเจ้ากรุงธนบุรี อีกฝ่ายนำโดยพระยาเจ่งสนับสนุนพระยาสุริยอภัย (กรมพระราชวังหลังในรัชกาลที่ ๑) ซึ่งสนับสนุนให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชย์ ด้วยความดีความชอบจึงทำให้เมื่อผลัดแผ่นดิน พระยาเจ่งได้เลื่อนเป็นพระยามหาโยธาได้ว่ากองมอญทั้งปวง และได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาต่อมา จึงอนุมานได้ว่าขุนนางกรมอาสามอญในรัชกาลที่ ๑ เป็นกลุ่มที่สนับสนุนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมาแต่เดิม
หากขุนนางเหล่านี้มีจุดประสงค์สนับสนุนเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตเป็นกษัตริย์จริงตามที่ถูกซัดทอด คงไม่ใช่เพราะทรงมีสถานะเป็นโอรสพระเจ้ากรุงธนบุรี แต่มาจากสถานะที่เป็นเจ้าฟ้าพระราชนัดดาในรัชกาลที่ ๑ มากกว่า ทั้งนี้พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ ที่เป็นเจ้าฟ้ามีเพียงสองพระองค์ คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกับเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ ซึ่งมีหลักฐานว่าทรง “กลมเกลียวช่วยกันรักษาแผ่นดินอันจะหาตัวอย่างในกรุงรัตนโกสินทร์นี้เปรียบไม่ได้” ดังนั้นหากขุนนางเหล่านี้ไม่ต้องการให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นกษัตริย์ ก็คงไม่สนับสนุนเจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ และอาจมีแนวโน้มที่จะพิจารณาเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตที่เป็นเจ้านายชั้นสูงอีกพระองค์แทน
.
จากการสอบสวนคงให้ข้อสรุปว่าพระอินทรเดชะ (กระต่าย) เป็นต้นคิดร่วมมือกับคนอื่นๆ แล้ว “เสี้ยม” เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตให้เข้าร่วมภายหลัง ดังที่ปรากฏใน “โคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้สอบสวนคดีนี้โดยตรง ความว่า
๏ ไป่นานกาคาบฟ้อง ลิ่วลม มาเฮย
เหตุพระตำรวจกรม นอกซ้าย
ใจพาลพวกผสม เสี้ยมพระ หลานนา
แข่งคิดทรยศร้าย เร่งล้างฤๅหลอ ฯ
แต่ไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าได้ทำการสอบสวนอย่างไรบ้าง ในศุภอักษรฯ บันทึกไว้เพียงว่า “ครั้นได้ตัวอ้ายมีชื่อมาแยกถามก็ได้ความยุติต้องคำอ้ายเมืองหลายปาก จึงให้ถามหม่อมเหม็น ๆ ก็รับสั่งเป็นสัจสมคำ อ้ายมีชื่อทั้งสิ้น” คือมีแต่การให้การด้วยปากเท่านั้น ทั้งนี้พิจารณาจากการสอบสวนผู้ต้องหาในสมัยโบราณที่ใช้ระบบ “จารีตนครบาล” คือใช้วิธีการทรมานจำเลยให้รับสารภาพ จึงยากจะสรุปได้ว่าคำสารภาพที่นิยมเขียนในเอกสารต่างๆ ว่า “รับเป็นสัตย์” นั้นเป็นความจริงมากเท่าไหร่
ความเป็นไปได้ของคดีนี้อาจเป็นตามที่บัตรสนเท่ห์อ้าง คือมีกลุ่มขุนนางที่ไม่พอใจพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (โดยอ้างเหตุว่า ‘ไม่ทรงพระเมตตาเหมือนแต่ก่อน’) จึงต้องการก่อกบฏโดยสนับสนุนเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิตที่เป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ ๑ แทน
อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้คือ บัตรสนเท่ห์นั้นถูกเขียนมาเพื่อใช้สร้างข้อหากำจัดศัตรูทางการเมือง โดยอาจทั้งเพื่อกำจัดเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต หรือกำจัดขุนนางบางคนที่ถูกซัดทอด เช่น เจ้าพระยาพลเทพ (บุญนาก) ที่เป็นเสนาบดีคนสำคัญ ทั้งนี้ด้วยสถานะเป็นโอรสพระเจ้ากรุงธนบุรีของเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต ยิ่งช่วยส่งเสริมให้ข้อกล่าวหาดูมีน้ำหนักมากขึ้น
.
หลังจากรับสารภาพเจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรานุชิต พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรับสั่งให้ถอดจากที่กรมขุนกษัตรานุชิต ให้เรียกตามชื่อเดิมว่า “หม่อมเหม็น” ให้ลงพระราชอาญาและชำระอยู่ ๒ วัน
วันพุธ เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ (๑๓ กันยายน) รวมเวลานับตั้งแต่เกิดเหตุ “กาคาบฟ้อง” ๔ วัน เจ้าฟ้าเหม็นถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดปทุมคงคาขณะมีพระชนม์ได้ ๓๐ ปี บุตรชายทั้งหมดถูกถ่วงน้ำที่ปากอ่าว นายหนูดำ เจ้าจอมมารดาสำลี และนักโทษอีก ๔๐ คนถูกประหารชีวิตที่สำเหร่ทั้งหมด บุตรภรรยาของกบฏที่เป็นปลายเหตุ โปรดให้ยกโทษประหารชีวิต พระราชทานส่งไปเป็นคนโทษระบาด
๏ เสียพระญาติเจ้าหนึ่งแล้ สิบขุน นางแฮ
หาญบ่อกลัวเกรงบุญ บัดม้วย
ใครฤๅคิดไป่คุณ ขบถต่อ พระนา
แม่นจะปลงชีพด้วย ดาบไม้จันทน์จริง ฯ
วัดปทุมคงคารามวรวิหาร กรุงเทพฯ สถานที่สำเร็จโทษเจ้าฟ้าเหม็น
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานที่วังและทรัพย์สินสิ่งของผู้คนข้าไทของเจ้าฟ้าเหม็นให้พระองค์เจ้าทับทั้งหมด และดำรัสว่ากามีความชอบ โปรดให้พระราชทานข้าวเลี้ยงกามานับแต่นั้น แต่ในเวลาต่อมามีกาชุกชุมในพระบรมมหาราชวังมากจนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดให้เด็กผู้ชายที่เข้าไปอยู่ในวังกับญาติเมื่อยังเล็กเป็นพนักงานคอยช่วยกันไล่กา ณ ที่ทรงบาตร จึงเรียกว่ากันว่า “มหาดเล็กไล่กา” และมีปรากฏมาจนถึงรัชกาลที่ ๕
๏ ควรเห็นว่าไท้เทพย์ จงผลาญ นาพ่อ
กาก็เปนเคียรัจฉาน ชาติช้า
ดั่งฤๅออกนำสาร ส่อโทษ ถวายแฮ
แท้ว่าบุญเจ้าหล้า หากให้ดาลดล ฯ
๏ ปางประหยัดยศชอบให้ แก่กา
ทั่วนิคมสีมา ท่านนั้น
ผู้ใดอย่าฤศยา ยีย่ำ มันแฮ
บำเหน็จกาเข้าปั้น ไป่เว้นวันเสมอ ฯ
เชื้อสายพระเจ้ากรุงธนบุรีคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ถูกประหารจากเหตุการณ์นี้ หลายคนยังคงรับราชการในราชสำนักกรุงรัตนโกสินทร์สืบต่อมา จึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเหตุการณ์กบฏเจ้าฟ้าเหม็นเป็นความพยายามกวาดล้างเชื้อสายพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างถอนรากถอนโคน แต่กำจัดเฉพาะผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกบฏ
อย่างไรก็ตามด้วยความที่โอรสธิดาพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกประหารถึง ๓ คน จึงไม่แปลกที่จะมีการวิเคราะห์ว่าเหตุ “กาคาบฟ้อง” นั้นถูกใช้เป็นข้ออ้างในการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” กำจัดเชื้อสายพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งถูกมองว่าเป็น "ลูกเสือลูกจระเข้" ที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อราชวงศ์ใหม่ ความรู้สึกถูกจับผิดที่เชื้อสายของพระเจ้ากรุงธนบุรีในเวลานั้นต้องแบกรับเห็นได้จากคำพูดของเจ้าจอมมารดาสำลีที่ตัดพ้อพระสวามีว่า “จะหาว่าเป็นขบถก็ตามใจ พ่อเขาก็ฆ่า พี่น้องเขาจะเอาไปฆ่า ตัวเองจะอยู่ไปทำไม”
สุดท้ายแม้ว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะรอดชีวิตมาได้เพราะพระอัยกาทรงขอชีวิตไว้ แต่สุดท้ายก็ทรงถูกสำเร็จโทษตามพระบิดาตามที่กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงเคยกราบทูลไว้ ตามที่จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีกล่าวถึงการสำเร็จโทษในครั้งนี้ว่า “ตัดไม้ไม่ไว้หน่อ ฆ่าพ่อไม่เลี้ยงลูก สำเร็จโทษเสียด้วยกัน”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์ว่า
“วังน่าทูลขอจะให้เอาลูกเจ้ากรุงธนไปล่มน้ำเสีย ตามคำสุภาสิตเขาว่า ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก แต่วังหลวงทรงเห็นเปนการดุร้ายเหลือเกินนักไม่ยอมให้ทำ วังน่าจึงทำนายไว้ว่า แล้วจะได้ยากแก่ลูกหลาน ครั้นเมื่อเกิดเหตุครั้งนี้พากันเห็นว่า คำที่วังน่ารับสั่งนั้นถูก"
บรรณานุกรม
- กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๑. (๒๕๔๘). กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
- กฎหมายตรา ๓ ดวง เล่ม ๒. (๒๕๔๘). กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
- กรมศิลปากร. (๒๕๐๙). ประชุมพระบรมราโชวาทและพระโอวาท. พระนคร: โรงพิมพ์สุทธิสารการพิมพ์.
- คำปฤกษาตั้งข้าราชการในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑. วชิรญาณวิเสศ เล่ม ๓. ปีกุนนพศก ศักราช ๑๒๔๘.
- จดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๒ จ.ศ. ๑๑๗๑-๑๑๗๑. (๒๕๑๓). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ. [พิมพ์ในวันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๒ ปี ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๓]
- จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๔๘๒).พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์. [พิมพ์ในงานพระศพ หม่อมเจ้าหญิงอับสรสมาน กิติยากร ณ เมรุวัดราชาธิวาส เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒.]
- ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. (๒๕๓๘). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับโรงเรียนสวนกุหลาบ. กรุงเทพฯ: แสงไทยการพิมพ์.
- ทิพากรวงศ์, เจ้าพระยา. (๒๕๐๔). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๒ ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา.
- นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๑๑). โคลงยอพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. (พิมพ์ครั้งที่ ๔). พระนคร: ห้างหุ่นส่วนจำกัดศิวพร. [พิมพ์ในงานฉลองวันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๑]
- พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) จดหมายเหตุรายวันทัพ, อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่น. (๒๕๕๑). นนทบุรี: ศรีปัญญา.
- พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. (๒๕๕๘). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).
- รัตนกุลอดุลยภักดี (จำรัส รัตนกุล), พระยา. (๒๔๖๓). ลำดับสกุลเก่าบางสกุล ภาคที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. [พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๔ พระองค์เจ้าหญิงกนกวรรณเลขา เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓]
- สมมติอมรพันธุ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (๒๔๖๑). เรื่องตั้งเจ้าพระยาในกรุงรัตนโกสินทร์. พระนคร : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ.
- อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หลวงพิสูจน์พาณิชยลักษณ์ (หม่อมหลวงเพิ่มยศ อิศรเสนา) ม.ว.ม., ป.ช., ท.จ.ว..(๒๕๒๘). กรุงเทพ: ห.จ.ก. โรงพิมพ์อักษรไทย.
หมายเหตุ : บทความทั้งหมดเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอสงวนสิทธิไม่อนุญาตให้นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ต่อ และห้ามนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์โดยเด็ดขาด หากมีความประสงค์จะขอบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ในทุกกรณี ยกเว้นแต่การแชร์ (share) จากเเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์โดยตรงที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
โฆษณา