2 พ.ย. 2020 เวลา 07:13 • ไลฟ์สไตล์
เงินเลี้ยงชีพ กับ ค่าเลี้ยงลูก
เขียนโดย Window M
บางคนสับสนการใช้เงินหลังแยกทางกับคู่ชีวิตในหมวดค่าใช้จ่ายส่วนตัวหรือค่าเลี้ยงลูก ทำให้มีการหวาดระแวงหรือฟ้องคดีในศาล การเข้าใจหลักกฎหมายจะรู้ขอบเขตการใช้เงินหลังแยกทางได้ ชีวิตจะสงบขึ้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า กฎหมายเขียนขึ้นเพื่อควบคุมให้สังคมและคนอยู่อย่างสงบและมีระเบียบมากขึ้น การแต่งงานมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดทั้งวิธีการ การคุ้มครอง และผลการทำตามกติกานั้น หลายคนก็ยังเข้าใจผิดว่าการอยู่ร่วมกันหรือมีสัมพันธ์ทางเพศ คือ การแต่งงานที่กฎหมายคุ้มครองแล้ว ความจริงคือ มันเป็นเพียงความสัมพันธ์ทางกายภาพและจิตที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครอง หากไม่พอใจก็เดินแยกทางกันได้ทันที ไม่ต้องมีการแบ่งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด แตกต่างจากการแต่งงานตามกฎหมายซึ่งจะมีการคุ้มครองหลังหย่าแยกทางกันพอสมควร
การแต่งงานตามกฎหมายแพ่งฯว่าด้วยครอบครัว หมวดการสมรส นั่นคือ การแต่งงานซึ่งกฎหมายรับรองและคุ้มครองจะต้องทำโดย จดทะเบียนสมรสระหว่างชายและหญิง ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันของคู่สมรสในหลายหัวข้อ เช่น การใช้ทรัพย์สินระหว่างสมรส การให้ การซื้อขายทรัพย์สิน การรับโอนทรัพย์สิน และอื่นๆ เมื่อชีวิตคู่ไม่อาจดำเนินต่อไป กฎหมายก็เขียนวิธีการหย่าให้ได้รับการคุ้มครองไว้ นั่นคือ จดทะเบียนหย่า และสิ่งที่จะได้รับหลังการหย่า
กฎหมายไทยกำหนดวิธีการหย่าว่า คู่สมรสเมื่อไม่ต้องการดำเนินชีวิตคู่ต่อไป ก็เลือกว่าจะหย่าด้วยวิธีใด คือ ฟ้องหย่า หรือ จดทะเบียนหย่า การฟ้องหย่าจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ยอมหย่าโดยดี อีกฝ่ายจะฟ้องหย่าได้เมื่อมีพฤติการณ์เข้าเหตุหย่าตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนการจดทะเบียนหย่าเกิดขื้นจากความสมัครใจของสองฝ่าย
หลังการจดทะเบียนหย่า ชายหรือหญิงจะกลับสู่สภาพเดิม คือ โสด กฎหมายไทยให้การคุ้มครองชายและหญิงเพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้พอสมควร เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เงินเลี้ยงชีพ กับ ค่าเลี้ยงลูก (กรณีที่มีบุตรร่วมกัน) ความแตกต่างของเงินสองประเภทนี้คือ เงินเลี้ยงชีพ จะจ่ายให้คู่สมรสที่มีสถานภาพการเงินลดลงหลังหย่าจนกว่าจะแต่งงานใหม่หรือสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เงื่อนไขสำคัญคือ สิทธิผู้ที่จะได้รับเงินเลี้ยงชีพต้องเคยเป็นคู่สมรสตามกฎหมายเท่านั้น หากมีแค่ความสัมพันธ์ทางกายไม่ว่าจะนานเพียงใด ก็ไม่ได้สิทธิเงินเลี้ยงชีพ ส่วนเงินเลี้ยงลูก คือ เงินที่พ่อและแม่ต้องแบ่งจ่ายกันคนละครึ่งเพื่อเลี้ยงลูกโดยชอบด้วยกฎหมายและสัดส่วนอาจแตกต่างกันตามข้อตกลงร่วมกันก็ได้
กฎหมายจะให้ความคุ้มครองคู่สมรสซึ่งมีทะเบียนสมรสหลายอย่าง เช่น รายได้ ทรัพย์สิน ที่ได้มาระหว่างสมรสจะเป็น สินสมรส เมื่อหย่า คู่สมรสต้องแบ่งครึ่งกัน แม้ฝ่ายหนึ่งจะไม่ได้ทำงานหารายได้ก็ตาม ตัวอย่างเช่น สามีทำงานมีรายได้ 100 บาท ภรรยาไม่ได้ทำงาน เมื่อหย่ากัน กฎหมายให้ภรรยามีสิทธิครึ่งหนึ่ง นั่นคือ 50 บาท เป็นต้น ส่วนค่าเลี้ยงชีพหากหย่ากันฝ่ายใดมีสถานภาพการยังชีพลดลง อีกฝ่ายต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพตามจำนวนที่พอสมควรและตามข้อตกลงกันจนกว่าฝ่ายนั้นจะเลี้ยงดูตัวเองได้หรือแต่งงานใหม่ ทั้งนี้ ผู้จ่ายอาจเป็นชายหรือหญิงก็ได้และเป็นฝ่ายที่มีฐานะเพียงพอจะจ่ายได้ ตัวอย่างเช่น สามีทำงานมีรายได้ฝ่ายเดียว ภรรยาไม่เคยทำงานตลอดชีวิตสมรส เมื่อหย่ากันก็ยังไม่มีงานทำ เงินเลี้ยงชีพจ่ายให้หญิงจะเป็นจำนวนเท่าไร ขึ้นอยู่กับ ข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายหรือคำตัดสินของศาลก็ได้ แต่จำนวนเงินที่พึงได้รับต้องไม่ทำให้ผู้จ่ายเดือดร้อนหรือไม่สามารถจ่ายได้จริง ชายหรือหญิงที่หย่าขาดกันมีสิทธิเรียกร้องเงินเลี้ยงชีพได้ แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและพอสมควร มิใช่ตามความต้องการสูงสุดของผู้เรียกร้อง ผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางกายไม่มีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเพราะมิใช่คู่สมรสตามกฎหมาย ด้วยหลักกฎหมายนี้ถ้าการหย่าทำให้ชายมีฐานะการเงินตกต่ำหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้เพียงพอ ส่วนหญิงมีรายได้สูง ฐานะทางสังคมสูงกว่า การจ่ายค่าเลี้ยงชีพจะเป็นของหญิงและเป็นไปตามเงื่อนไขทางกฎหมาย
ค่าเลี้ยงลูก เมื่อหย่ากันคู่สมรสชายและหญิงต้องรับผิดชอบร่วมกันคนละครึ่งหนึ่งหรือตามข้อตกลงในสัดส่วนต่างกันก็ได้ นั่นหมายความว่า กฎหมายกำหนดให้พ่อแม่ต้องรับผิดชอบค่าเลี้ยงลูกคนละครึ่ง ยกเว้นจะมีข้อตกลงแตกต่างจากข้อกฎหมายนี้ก็ได้ ตัวอย่างเช่น ประเมินค่าเลี้ยงลูกไว้เดือนละ 100 บาท กฎหมายกำหนดว่าพ่อแม่ต้องจ่ายคนละ 50 บาท หากจะใช้ตัวเลขที่แตกต่างไปจากข้อกฎหมายก็ต้องเจรจาเพื่อหาข้อตกลงใหม่ได้ เช่น ให้พ่อจ่ายฝ่ายเดียว 100 บาท หรือให้พ่อจ่าย 80 บาท แม่จ่าย 20 บาท ก็ทำได้ ส่วนใหญ่ข้อตกลงใหม่หรือฝ่ายใดควรจ่ายเท่าไร มักดูจาก สถานภาพการเงิน ฐานะทางสังคม ของ พ่อแม่ ค่าเลี้ยงลูก ก็ประเมินจาก ความเป็นอยู่ ความสุข อนาคต ของ เด็กอย่างพอประมาณสมเหตุสมผล ตามวิถีปุถุชนใช้ดูแลเด็ก ไม่ใช่ให้เด็กใช้ชีวิตเกินกว่าฐานะสังคมและการเงินของพ่อแม่ เงื่อนไขสำคัญของค่าเลี้ยงลูกคือ พ่อแม่ต้องเป็นคู่สมรสตามกฎหมายคือ พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกัน เด็กเป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อแม่ หรือ เป็นพ่อโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อมีการรับรองความเป็นบุตรแล้ว หรือ กรณีไม่มีพ่อโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้สมรสกันตามกฎหมาย แม่โดยชอบด้วยกฎหมายจะเป็นแม่ที่คลอดเด็กและต้องรับผิดชอบเลี้ยงลูกฝ่ายเดียว
เมื่อชายหญิงเกิดความสัมพันธ์ทางกายและให้กำเนิดลูก ปัญหาที่ถามเสมอหากหญิงไม่ได้แต่งงานกับผู้เป็นพ่อและคิดว่าจะเลี้ยงดูเด็กไม่ได้ด้วยตัวเอง อยากให้ชายร่วมรับผิดชอบด้านการเงินด้วยเมื่อเขาไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับแม่ของเด็ก หลักกฎหมายแพ่งว่าด้วยครอบครัวกำหนดว่าถ้าพ่อแม่จดทะเบียนสมรสกัน เด็กที่เกิดระหว่างการสมรสเป็นลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของชายและหญิงซึ่งต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูร่วมกันจนกว่าเด็กจะเติบโตบรรลุนิติภาวะทางกฎหมายแล้วคือ อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
กรณีที่หญิงคลอดลูกโดยไม่ปรากฏว่าใครเป็นพ่อ กฎหมายกำหนดชัดว่า หญิงจะเป็นแม่โดยชอบด้วยกฎหมายของเด็ก หน้าที่ของแม่ตามกฎหมายจะเกิดขึ้นทันที คือ การเลี้ยงดูเด็กจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ หากละทิ้งหน้าที่แม่ ก็จะมีโทษอาญาตามกฎหมายด้วย แม่กรณีนี้ไม่สามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงลูกจากชายที่คาดว่าจะเป็นพ่อได้ ยกเว้นชายจะจดทะเบียนรับรองบุตร นั่นจะเกิดหน้าที่ความเป็นพ่อตามกฎหมายคือ ต้องร่วมจ่ายค่าเลี้ยงลูกกับแม่เด็กคนละครึ่งหนึ่งตามกฎหมายจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ ส่วนการประเมินค่าเลี้ยงลูกอาจเกิดจากข้อตกลงระหว่างพ่อแม่ก็ได้ หรือ ตามข้อพิจารณาของศาลก็ได้
ปัญหาที่สงสัยกันมากว่า ค่าเลี้ยงลูก แม่จะนำไปใช้อย่างอื่นได้หรือไม่ ตามหลักกฎหมายจะแยกส่วนที่แม่ใช้ได้และไม่ให้ใช้ กรณีที่มีการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น หญิงจะได้เงินเลี้ยงชีพจนกว่าจะแต่งงานใหม่หรือสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้หรือแล้วแต่ข้อตกลงร่วมกันก็ได้ ถ้ามีลูกด้วยกัน เงินเลี้ยงชีพจะเป็นส่วนที่แม่ใช้ได้ส่วนตัว ค่าเลี้ยงลูกจะเป็นเงินเพื่อลูกเท่านั้น แม่จะแตะต้องเงินเพื่อใช้ส่วนตัวไม่ได้ อีกกรณีหนึ่งที่มักได้ยินว่าค่าเลี้ยงลูกที่พ่อจ่ายไว้ตามข้อตกลงหรือตามคำตัดสินของศาล หญิงจะนำบางส่วนไปใช้หาความสุขส่วนตัวหรือกับครอบครัวใหม่(กรณีที่อยู่กับชายคนใหม่ซึ่งอาจไม่มีความสามารถเลี้ยงดูเธอได้เพียงพอ) ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อพ่อสงสัยหรือพบว่าเงินถูกเบียดบังไป ไม่ใช่เพื่อลูกของเขา เช่น หญิงอยู่กินกับชายคนใหม่ซึ่งอาจมีฐานะการเงินไม่ดีหรือตกงานและมีลูกคนที่สอง หญิงไม่ได้ทำงาน ชายจึงพบว่าหญิงมีเงินใช้จ่ายในครอบครัวและเลี้ยงลูกคนใหม่อย่างไม่สมฐานะอันควร เมื่อสืบสวนจึงพบว่า รายจ่ายเลี้ยงครอบครัวใหม่อาจมาจากค่าเลี้ยงลูกที่ได้รับจากพ่อของลูกคนแรกที่ถูกเบียดบังไปใช้เพื่อส่วนตัวของหญิง เป็นต้น หลักกฎหมายกำหนดชัดว่า ค่าเลี้ยงลูก จะต้องใช้เพื่อเลี้ยงเด็กเฉพาะเจาะจง แม่เด็กจะโยกย้ายไปทำเพื่อประโยชน์ของคนอื่นไม่ได้ แม้จะอ้างว่านำเงินไปลงทุนเล่นหุ้นหรือลงทุนทำธุรกิจก็ทำไม่ได้เด็ดขาด ทั้งนี้ศาลจะเข้มงวดในการจัดการผลประโยชน์เพื่อเด็กเป็นหลัก หากมีความเปลี่ยนแปลงกับผู้จ่ายค่าเลี้ยงชีพหรือค่าเลี้ยงลูกก็สามารถร้องขอต่อศาลให้พิจารณาตัวเลขใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสองฝ่ายก็ได้
การสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ การจดทะเบียนสมรส คู่สมรสจึงได้รับการคุ้มครองและดูแลโดยกฎหมาย รวมถึงเด็กที่เกิดจากคู่สมรสในช่วงที่ยังแต่งงานกันอยู่ เมื่อต้องยุติชีวิตสมรส กฎหมายกำหนดรูปแบบการหย่าไว้คือ ตกลงกันจดทะเบียนหย่า หรือ หย่าโดยคำพิพากษาของศาล และสิทธิพึงได้รับเมื่อหย่าของสองฝ่ายและของลูก(กรณีมีบุตร) เช่น การแบ่งสินสมรส ค่าเลี้ยงชีพ ค่าเลี้ยงลูก เป็นต้น เรื่องที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องคือ เงินเลี้ยงชีพ เป็นหน้าที่ตามกฎหมายของฝ่ายที่มีสถานภาพสังคมและการเงินดีกว่า ชายหรือหญิงก็อาจต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินถ้าเข้าตามเงื่อนไขของกฎหมาย การประเมินเงินควรได้รับ อาจเกิดจากข้อตกลงร่วมกันหรือจากคำพิพากษาของศาลก็ได้ ส่วน ค่าเลี้ยงลูก (เด็กเกิดระหว่างมีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายหรือมีการจดทะเบียนรับรองบุตร) กฎหมายกำหนดให้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันคนละครึ่งหนึ่ง หมายถึง พ่อแม่ต้องร่วมจ่ายเงินเท่ากัน ทั้งนี้ก็ให้โอกาสเจรจาตกลงด้วยตัวเลขที่แตกต่างไปจากกฎหมายบังคับก็ได้ ส่วนการประเมินค่าเลี้ยงลูกให้จ่ายรายเดือนหรือรายปี จำนวน อาจเป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันหรือดุลพินิจของศาลก็ได้ โดยต้องคำนึงถึงสถานภาพการเงินของพ่อและแม่และวิถีปุถุชนพึงให้กันประกอบด้วย ทั้งนี้ พ่อแม่ต้องรับผิดชอบดูแลลูกไปจนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะตามกฎหมาย คือ 20 ปีบริบุรณ์ เป็นอย่างน้อย ถ้าจะมีข้อตกลงที่เป็นประโยชน์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ทำได้ เช่น ให้ค่าเลี้ยงลูกจนกว่าเด็กจะเรียนจบปริญญาเอก เป็นต้น การใช้เงินเลี้ยงลูกผิดเจตนาอาจเป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองดูแลเด็กได้ตามคำสั่งศาล การคิดว่าได้สิทธิ์เลี้ยงเด็กจะทำให้ใช้เงินได้อย่างสะดวกและไม่คำนึงถึงเจตนาตามกฎหมายที่ต้องใช้เงินเพื่อประโยชน์ลูกของพ่อ จะทำให้สูญเสียความเชื่อใจจากผู้จ่ายเงินและศาลได้ เราจึงเห็นความแตกต่างหรือผลประโยชน์ที่พึงได้รับหรือไม่ได้ระหว่างการมีทะเบียนสมรสหรือไม่มี แต่ควรจริงใจและให้ความรักต่อเด็กและซื่อสัตย์ต่อจุดประสงค์ของค่าเลี้ยงลูกหรือเงินเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายให้แก่คู่สมรสหรือเด็ก
เงินเลี้ยงชีพ เพื่อ คู่หย่าชายหรือหญิง ค่าเลี้ยงลูก เพื่อเด็กเฉพาะเจาะจงที่เกิดระหว่างการสมรสหรือการรับรองบุตรตามกฎหมาย
Credit
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย
เอื้อเฟื้อภาพประกอบจาก Freepik.com และ Google Image
*******************************************
โฆษณา