7 พ.ย. 2020 เวลา 10:00 • สุขภาพ
“คลั่งรัก” อาการของคนตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ผิดปกติหรือไม่?
อาการ “คลั่งรัก” ไม่ใช่แค่ศัพท์วัยรุ่นที่เอาไว้แซวคนที่แสดงออกถึงความรู้สึกรักใครสักคนมากๆ กันเล่นๆ เพราะเป็นอาการที่มีอยู่จริงในหลักจิตวิทยา และเริ่มมีการพูดถึงคำนี้อย่างจริงจังเมื่อซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ มีฉากที่ตัวละครอาจกำลังมีอาการคลั่งรัก อาการนี้เป็นอย่างไร แตกต่างจากอาการตกหลุมรักปกติมากน้อยแค่ไหน และเป็นอันตรายหรือไม่?
อาการคลั่งรัก คืออะไร?
อาการคลั่งรัก (Limerence) เป็นคำที่ถูกคิดขึ้นมาโดย Dr. Dorothy Tennov นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เจ้าของหนังสือ Love and Limerence – the Experience of Being in Love ในปี 1979 โดยอธิบายความหมายของคำว่า Limerence หรืออาการคลั่งรักว่า เป็นความรู้สึกรักที่มีระดับของความรู้สึกมากกว่าแค่ชอบ หรือแค่หลงไหลตามปกติ
อาการของคนคลั่งรัก
อาการของคนที่มีอาการคลั่งรัก จะมีระดับของความรักความชอบที่มากอย่างชัดเจน เกินการควบคุมของตัวเอง ไม่สามารถหยุดตัวเองให้ลืม ทำใจ หยุดคิด หยุดนึกถึงคนที่ชอบได้ มีความคิดหมกมุ่นที่เกี่ยวกับคนที่เรารักตลอดเวลา และอยากให้คนที่เรารักหันมารักเราตอบ จนเลยเถิดไปถึงความรู้สึกที่อยากครอบครองเขา เขาคนนั้นเหมาะสมกับเราเพียงผู้เดียว
Dr. Dorothy Tennov มองว่าระดับความรู้สึกรัก หรือชอบพอใครสักคน สามารถแบ่งออกมาได้หลากหลายเฉดสีเป็นสเปกตรัม ตั้งแต่สีอ่อนไปจนถึงสีเข้ม ในส่วนของอาการคลั่งรักเป็นส่วนที่มีสีเข้มที่สุด
ในทางจิตวิทยายังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า อาการคลั่งรัก เป็นอาการทางจิตจริงๆ หรือเป็นเพียงนิสัยใจคอเฉพาะบุคคลเท่านั้น แต่จากการทดลองพบว่า คนที่มีอาการคลั่งรัก มีความเป็นไปได้สูงที่จะผลิตฮอร์โมนลักษณะคล้ายกับฮอร์โมนที่หลั่งออกมาหลังเสพยา ทำให้เราเสพติดการพบหน้า พูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กับเขาคนนั้น หรือการได้แสดงออกว่าชื่นชอบคนๆ นั้นมากเป็นพิเศษ จนไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองได้ จนอาจมีอารมณ์ที่รุนแรง และควบคุมการกระทำของตัวเองไม่ได้
ทางด้าน Helen Fisher นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน ระบุว่า สมองของกลุ่มคนที่มีอาการคลั่งรักยังทำงานในลักษณะคล้ายกันกับผู้ที่เสพยาโคเคน ระหว่างที่กำลังมีอารมณ์ลุ่มหลงในความรัก ระดับฮอร์โมนเซโรโทนินจะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำจนอาจอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับผู้ที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำ (OCD) แต่ระดับฮอร์โมนโดพามีนที่สัมพันธ์กับความร่าเริงและตื่นตัวกลับพุ่งสูงขึ้น จึงทำให้ผู้ที่มีอาการคลั่งรักมีลักษณะท่าทาง และพฤติกรรมที่ดูตื่นตัว ย้ำคิดย้ำทำ และยังมีอารมณ์ค่อนข้างแปรปรสนง่ายกว่าคนทั่วไป
ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังอยู่ในห้วงของความรัก ลองสังเกตความรักของตัวเองดูว่าเป็นความรักที่อยู่บนพื้นฐานของการปรารถนาดีด้วยหรือไม่ เรายอมสละความรู้สึกบางอย่างของเราเพื่อให้เขาได้มีความสุขหรือไม่ เราสามารถหักห้ามใจไม่ให้ทำอะไรเกินเลยจนลืมคำว่ากาลเทศะ หรือหน้าที่ที่เราต้องทำ ต้องรับผิดชอบได้หรือไม่ ความรักของคุณทำให้คุณและอีกฝ่ายเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า หากคุณรักษาความรักของคุณให้เป็นเพียงความรักและความปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงใจได้แล้ว ความรักนั้นก็จะไม่ทำร้ายใคร และจะเป็นความรักที่ยั่งยืน หรือหากเป็นความรักที่ไม่สมหวัง ก็ยังคงเหลือเป็นความทรงจำดีๆ ให้นึกถึงได้ในอนาคตเช่นกัน
โฆษณา