22 พ.ย. 2020 เวลา 08:18 • ข่าว
EP.83 “A silent cry for help”
1
Peter Monroe เด็กน้อยวัย 8 ขวบ ตื่นเต้นกับการไปโรงเรียนในวันนี้เอามากๆ เพราะที่โรงเรียนมีกิจกรรมหลายอย่าง ในตอนที่ Peter กำลังนั่งทำข้อสอบในห้องเรียนของเขา อยู่ดีๆก็เกิดเสียงเอะอะดังขึ้น Peter ได้ยินเสียงดัง แล้วทุกอย่างก็ดับมืดลง Peter มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ตัวเองคลานอยู่กลางห้องโถงของโรงเรียน Peter ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่เข้าใจ Peter รู้สึกเจ็บที่มือ พอเอามือมาดู มือของ Peter มีรู และเลือดไหลเต็มไปหมด ทำให้ Peter ยิ่งคงเข้าไปใหญ่ เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่?
ไม่นานมีผู้ใหญ่คนนึงเดินมาพบกับ Peter ที่ห้องโถง ผู้ใหญ่คนนั้นหน้าซีดเผือดและอุ้ม Peter มานอนที่กลางห้องเรียนห้องนึง ก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึง อ้อ ดีจัง จะมีคนมาช่วยเขาดูแผลที่มือแล้ว แต่หน่วยกู้ภัยไม่สนใจ Peter เลย ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่ท้องของ Peter เพราะจริงๆแล้ว Peter นั้นถูกยิงเข้าที่ท้องและ สภาพแผลที่ท้องของ Peter นั้นสาหัสมาก Peter รู้สึกเหนื่อยและอยากจะหลับ หน่วยกู้ภัยพาเขาขึ้นรถพยาบาลเพื่อพาไปส่งโรงพยาบาล ก่อนที่ Peter จะหลับไป Peter ตื่นขึ้นมาอีกทีมีท่อระโยงระยางเต็มตัวเขาไปหมด ที่ท้องของ Peter มีท่อขนาดใหญ่ยื่นออกมา และมีรอยแผลที่ถูกเย็บเข้าไว้ด้วยกันรอยใหญ่อีกด้วย
Peter เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์กระหน่ำยิงที่โรงเรียนประถมที่มีชื่อว่า Hubbard Woods Elementary School โดยคนที่กระหน่ำยิงคือผู้หญิงวัย 30 ปี ที่มีชื่อว่า Laurie Dann. ในตอนนี้เราจะพาไปรู้จักกับหนึ่งใน case ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในการควบคุมอาวุธปืน และการเพิ่มความปลอดภัยในโรงเรียนที่สหรัฐอเมริกา และทำไม mental health awareness ถึงมีความสำคัญมากถึงมากที่สุด
***************************************************
1
ก่อนอื่นเลยใครคือ Laurie Dann:
1
Laurie Dann นั้นเดิมที่มีชื่อว่า Laurie Wasserman พ่อกับแม่ของ Laurie มีชื่อว่า Norman และ Edith Wasserman ทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆที่มีชื่อว่า Glencoe ในรัฐ Chicago
Laurie นั้นโตมาเป็นเด็กสาวธรรมดาๆ ที่ดูเหมือนจะ “แปลกๆ” และขาดความมั่นใจ จนกระทั่งพ่อกับแม่พา Laurie ไปทำศัลยกรรมพลาสติก หลังจากนั้น Laurie ผู้ที่ดูเหมือนจะธรรมดา ก็ดูสวยขึ้นแบบทันตา เป็นที่ต้องตาต้องใจของชายหนุ่มทั่วไป หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมแล้ว Laurie ไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่ University of Arizona โดยมุ่งที่จะเรียนจบมาเพื่อเป็นคุณครู ที่มหาวิทยาลัยนี้เอง Laurie ได้พบและคบหากับนักศึกษาแพทย์คนนึง (ขอสมมติชื่อว่า สมชาย) พอคบกับสมชาย Laurie ทิ้งการเรียนทั้งหมด โดยไม่สนใจจะเรียนหนังสือต่อ หลังจากนั้นพอ Laurie เริ่มแสดงความเป็นเจ้าของมากขึ้นเรื่อยๆ สมชายทนไม่ไหวจึงเลิกกับ Laurie ในที่สุด
Laurie ในสมัยเป็นวัยรุ่น
เมื่อความรักไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ถึงแม้จะจากบ้านมาเรียนถึง 4 ปี ก็ยังเรียนไม่จบ Laurie จึงย้ายกลับไปอยู่กับพ่อกับแม่ที่เมือง Glenco และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในรูปแบบการศึกษาผู้ใหญ่แทน แต่ก็เรียนๆหยุดๆ ในขณะเดียวกัน Laurie ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานเสริ์ฟไปด้วย และในวันนึงก็พบเข้ากับ Russell Dann เข้า Russell นั้นสนใจ Laurie ตั้งแต่แรกเห็น และทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1982 ก่อนที่จะย้ายเข้าไปในบ้านหลังใหม่ด้วยกัน แต่หลังจากแต่งงานนี้เอง ที่ Russell เริ่มเห็นอะไรแปลกๆในตัวภรรยาคนใหม่ของเขา
ภาพวันแต่งงานของ Laurie กับ Russell
Laurie นั้นเป็นแม่บ้านให้กับ Russell เต็มตัว ( Russell ค่อนข้างมีฐานะ) แต่ Laurie กลับไม่แตะงานบ้านเลย นอกจากไม่แตะแล้ว พอจะทำอะไรซักอย่างก็ทำแบบแปลกๆ เช่นเอาผ้าไปซัก แต่เอาผ้าที่เปียกมาพับและเก็บเข้าตู้จนเสื้อผ้าขึ้นรา เอาเครื่องสำอางค์ไปเก็บไว้ใน microwave เอาเงินวางโปรยกระจายไว้บนเบาะหลังรถเหมือนขยะ Laurie ยังแสดงอาการของโรค Obsessive-Compulsive Disorder (OCD) จนถึงขนาดต้องเข้าพบจิตแพทย์
1
**OCD คือโรคทางจิตชนิดนึงที่ทำให้ผู้มีอาการรู้สึกต้องทำอะไรซักอย่างแบบซ้ำๆ ทำแบบเกิน ทำแบบนั้นอยู่ประจำ ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
Laurie ไม่อยากออกนอกบ้านและมักจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการดูทีวี ล้างมือ (ล้างทั้งวัน) และถึงแม้ Russell จะรัก Laurie มากเท่าใด เขารู้ว่า Laurie ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าที่ตัว Rusell เองจะให้ได้ ในปี 1987 ทั้งสองคนจึงหย่าขาดจากกันในที่สุด และ Laurie ได้รับเงินจากการประนีประนอมในการหย่าครั้งนี้ไป $125,000
4
หลังจากที่หย่าขาดจาก Russell แล้ว Laurie ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านกับพ่อและแม่อีกครั้ง ในครั้งนี้อาการของ Laurie ดูเหมือนจะแย่มากขึ้น นอกจากจะล้างมือตัวเองทั้งวัน Laurie ยังกังวลเรื่องสุขภาพอนามัยส่วนตัวมาก มากจนไม่ยอมให้มีใครแตะตัวเธอเลยอีกด้วย
***************************************************
ลำดับเหตุการณ์เรื่องความผิดปรกติของ Laurie:
ครอบครัวของ Laurie รู้ดีว่า Laurie นั้นมีอาการทางจิตและต้องเข้าบำบัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ่อกับแม่ของ Laurie ก็พา Laurie เข้าพบจิตแพยท์อยู่บ่อยครั้งและยังพยายามให้ Laurie เข้าไปพักรักษาตัวในสถานบำบัดอีกด้วยแต่ Laurie ปฏิเสธ หากแต่อาการที่ Laurie แสดงออกมานั้นมันมีความรุนแรงมาก และถ้ามีใครใส่ใจ Laurie มากกว่านี้ซักนิด เรื่องราวแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น เราจะสรุป Timeline ของอาการ Laurie ตามนี้นะคะ
🚨 ในปี 1986 Russell ถูกแทงเข้าที่หน้าอกขณะหลับ โดยแผลที่แทงนั้น คลาดจากหัวใจของเขาไปเพียง หนึ่งนิ้ว Russell มองไม่เห็นว่าใครทำ แต่คิดว่าเป็น Laurie และถึงแม้จะมีพยานจากร้านค้า ยืนยันว่า Laurie มาซื้อ ice picker (ที่เจาะน้ำแข็ง) ไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ตำรวจไม่มีหลักฐานเอาผิด Laurie ได้ และ Russell เองก็ไม่ได้อยากจะต้องมาพบและให้ปากคำกับตำรวจต่อ (น่าจะเกิดตอนแยกกันอยู่ แต่ก่อนที่จะหย่าขาดกันค่ะ)
🚨ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้เอง สมชาย ซึ่งตอนนี้กลายเป็นคุณหมออยู่ที่รัฐ Arizona และแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็เริ่มได้รับโทรศัพท์จากแฟนเก่าอย่าง Laurie ที่บอกกับสมชายผู้ไม่ได้พบกันมามากกว่า 5 ปีว่า Laurie ตั้งท้องลูกของเขา สมชายไม่อยากต่อความจึงเริ่มหลีกเลี่ยงการรับโทรศัพท์และติดต่อจาก Laurie ทำให้ Laurie ถึงขั้นขู่ฆ่าสมชาย ครอบครัวสมชายและหนักสุดคือโทรไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่สมชายทำงานอยู่แล้วแจ้งทุกคนว่าสมชายนั้นข่มขืน Laurie (เออ เอากับเขาสิ) จนกระทั่งสมชายต้องให้ทนายส่งหนังสือไปยังพ่อกับแม่ของ Laurie ให้ช่วยเตือนและหยุด Laurie ก่อนที่จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
1
🚨ในปี 1987 Laurie ซึ่งในขณะนี้ย้ายมาอยู่ที่หอใน Chicago เริ่มลงโฆษณารับเลี้ยงเด็กในห้องสมุดบ้าง ใน day care แถวๆบ้านบ้าง และมีหลายครอบครัวที่เห็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย เรียบร้อย เงียบๆ คนนี้ น่าจะเป็นคนที่ไว้ใจให้เลี้ยงลูกๆของตัวเองได้ ซึ่งส่วนมากแล้วผู้ปกครองทั้งหลายก็พึงพอใจกับการดูแลเด็กของ Laurie ดี แต่มันดันมีประเด็นตรงที่ว่า หลายๆครั้ง ในหลายๆบ้าน หลังจากที่ Laurie มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กแล้วก็จะกลับมาพบกับโซฟาหนังของที่บ้านโดนมีดกรีด พรมโดนตัด ข้าวข้างในบ้านหายไป และ Laurie ยืนกรานเสียงแข็งว่าไม่ได้ทำ หลายๆบ้านก็ไม่มีหลักฐานจะไปแจ้งตำรวจ บางบ้านที่มี ก็จะมี Norman พ่อของ Laurie ตามไปจ่ายค่าเสียหายให้ เพื่อแลกกับการที่เจ้าของบ้านไม่เอาความ เหมือนกับหลายๆครั้งที่ผ่านมา
🚨เดือนมกราคม ปี 1988 อาการของ Laurie เริ่มหนักขึ้น Laurie กลับมาเข้าร่วมชั้นเรียนในฐานะ guest student (ไปนั่ง observe ตามชั้นเรียนได้) และเช่าหอพักอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย (คราวนี้ย้ายมาเรียนที่เมือง Madison รัฐ Wiscounsin) มากนัก ที่ในหอพักทุกคนจะรู้จัก Laurie ในฐานะ “Elevator Lady” เพราะมักจะพบเจอ Laurie ใส่ถุงมือยางอยู่ในลิฟท์ กดลิฟท์ขึ้นลงอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายต่อหลายชั่วโมงติดกัน
2
🚨ห้องพักของ Laurie มีกลิ่นเหม็นเน่า เพราะ Laurie เอาเนื้อสดๆมาวางทิ้งไว้บนโซฟา ทั้งห้องพักเต็มไปด้วยขยะมากมาย อัดเต็มพื้นที่ ในบางครั้ง Laurie ก็จะถูกพบว่าเดินเปลือยกายล่อนจ้อนไปตามห้องโถงทางเดินอีกด้วย
1
🚨ในเดือนมีนาคมปีเดียวกันนั้นเอง Laurie ถูกจับตัวได้ในขณะพยายามขโมยของและได้ประกันตัวออกมาด้วยเงิน $200 พ่อกับแม่ของ Laurie เอา Laurie เข้าโปรแกรม “First Offender Program” ซึ่งเป็นเหมือนการอบรมบำบัดผู้ทำความผิดทางอาญาที่ก่อเหตุลหุโทษครั้งแรก Laurie ก็ไป และอาคารที่จัดกิจกรรมก็ถูกวางเพลิงอีกด้วย เหมือนเดิม ทุกคนสงสัย Laurie แต่ไม่มีใครมีหลักฐาน
1
Laurie หลังจากที่ผ่านการจับกุมจากตำรวจ
🚨ในเดือนเมษายน Laurie เริ่มโทรขู่ฆ่าทั้ง Russell ครอบครัว Russell และหมอสมชายกับครอบครัวหมอ จนกระทั่งมีการติดต่อผ่านไปยัง FBI (เนื่องจากสายโทรศัพท์นั้นเป็นการโทรข้ามรัฐ เรื่องเลยสามารถส่งไปถึง FBI ได้) FBI ก็ติดต่อมายังตำรวจท้องที่ที่ Laurie มีถิ่นที่อยู่ โดย FBI นั้นสงสัยว่า Laurie จะครอบครองอาวุธปืน เลยขอให้ตำรวจเข้าช่วยตรวจสอบหน่อย (เพราะไปขู่ฆ่าคนอื่นและมีอาการทางจิต)
🚨Laurie นั้นไม่ได้มีปืนเพียงอย่างเดียว แต่ปืนทั้งหมดของ Laurie ได้มาอย่างถูกกฎหมายนะคะ และที่สำคัญปืนของ Laurie มีด้วยกันสามประบอก กระบอกที่ 1 คือปืน .32 Smith and Wesson, กระบอกที่ 2 คือ ปืน .357 Smith and Wesson Magnum Revolver และกระบอกสุดท้ายคือปืน .22 Semi-Automatic Baretta ตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมให้ พ่อกับแม่ของ Laurie คุยกับ Laurie ให้เอาปืนมามอบไว้กับตำรวจ แต่พ่อของ Laurie ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า Laurie ต้องมีปืนพวกนี้ไว้ป้องกันตัวจากสามีเก่า
**ก่อนหน้านี้ Laurie มักจะบอกพ่อกับแม่ว่าตัวเองถูก Russell ขู่ฆ่าบ้าง พยายามจะข่มขืนบ้าง ถึงแม้จะพิสูจน์ไม่ได้ แต่พ่อกับแม่เชื่อ Laurie
🚨ในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่หอพักนักเรียนของ Laurie มีนักเรียนชายคนนึง โดนคนร้ายลอบเข้าไปกรีดเสื้อผ้าและทำลายหนังสือในห้อง ทุกคนสงสัย Laurie แต่ไม่มีใครมีหลักฐาน ในคืนวันเดียวกันนั้นเอง มีคนไปพบ Laurie นอนเปลือยกายว่างเปล่าอยู่ในถุงขยะ และอยู่ในกองที่ทิ้งขยะของหอพัก และสภาพเหงื่อแตกทั่วตัว วันรุ่งขึ้น FBI เดินทางมาที่หอพักเพื่อจะขอเข้าคุยกับ Laurie แต่ Laurie ก็หายตัวไปแล้ว
***************************************************
1
จุดเริ่มต้นของความเศร้า:
4 วันต่อมา Laurie มาปรากฎตัวที่เมือง Glencoe อีกครั้ง ที่หน้าบ้านของครอบครัวที่ Laurie เคยทำงานเลี้ยงเด็กให้เพื่อจะของานเลี้ยงเด็กทำอีก แต่ครอบครัวดังกล่าว (ที่ไม่รู้ประวัติของ Laurie ตามที่กล่าวมาข้างต้นเลยแม้แต่น้อย) ปฏิเสธ เพราะทั้งครอบครัวจะย้ายไป New York แล้ว Laurie จึงขอพาลูกชายคนเล็กสองคนของครอบครัวดังกล่าวที่ตัวเองเคยเลี้ยงไปงาน state fair ที่จัดขึ้นในวันรุ่งขี้นแทน ซึ่งครอบครัวดังกล่าวก็ตกลง (😱😱😱😱)
3
Laurie นั้นเตรียมตัวเป็นอย่างดี Laurie ตื่นเต้นกับการพาเด็กๆไปงาน state fair เป็นอย่างมาก มากเสียจน Laurie เตรียมแพคของไปให้กับเด็กๆด้วย Laurie ลงมือเตรียม rice krispy treat (ขนมข้าวพอง) กับน้ำผลไม้สูตรพิเศษ...ที่ Laurie ผสมสารหนูเจือจางลงไปด้วย
1
ในวันรุ่งขี้น Laurie ไปรับเด็กน้อยทั้งสองขึ้นรถ ก่อนที่จะขับรถเอา rice krispy treat กับน้ำผลไม้ไปให้ที่บ้านพักนักศึกษาชาย ก่อนที่จะส่งขนมและน้ำผลไม้ดังกล่าวให้ Russell ครอบครัว Russell และครอบครัวหมอสมชายอีกด้วย บางอันมีโน้ต บางอันก็ไม่มีโน้ต แต่แทนที่จะพาเด็กน้อยทั้งสองคนไปยัง state fair Laurie ดันขับรถไปยัง day care และโรงเรียนที่ลูกสาวของอดีตพี่สะใภ้เคยเข้าเรียน (หลานสาวของ Russell) เมื่อไปถึงโรงเรียน Laurie เอาขวดน้ำมันก๊าซจุดไฟแล้วโยนเข้าไปในโรงเรียน ก่อนจะขับออกมา พอไปถึง day care Laurie ถือถังน้ำมันจะเดินเข้าไปใน day care ก่อนที่พนักงานที่ day care จะหยุด Laurie ไว้และพยายามโทรเรียกตำรวจ Laurie หนีออกมาขึ้นรถ พร้อมพาเด็กชายทั้งสองไปส่งบ้าน
2
**เดชะมหาบุญเด็กน้อยไม่เป็นอะไร ระหว่างทาง Laurie ก็ให้ขนมกับนม (ที่ผสมสารหนู) ให้เด็กทั้งสองด้วย แต่เมื่อลองกินนมแล้ว เด็กทั้งสองบอกมันรสชาติแย่มากเลยถุยออกมา
1
พอมาถึงบ้าน แม่ของเด็กๆกำลังซักผ้าอยู่ในชั้นใต้ดิน Laurie เดินลงมาส่งเด็กๆทั้งสองคน ก่อนจะพึมพำๆอะไรเบา ๆ กับตัวเองว่าต้องไปแล้ว แล้วก็ขึ้นบันไดบ้านกลับไปเลย ยังไม่ทันที่แม่ของเด็กๆจะได้ถามลูกชายว่าวันนี้สนุกไหม ไปทำอะไรมาบ้างก็เกิดไฟลุกท่วมที่บันไดของบ้าน ขังแม่กับลูกชายทั้งสองคนไว้ที่ชั้นใต้ดิน จนพวกเขาต้องพากันคลานออกมาทางหน้าต่างของห้องใต้ดินนั้นเอง (น่าจะเหมือนของบ้านเรา มีหน้าต่าง แต่เล็กมากค่ะ โผล่มาในส่วนบนสุดของห้องใต้ดิน)
2
หลังจากที่ Laurie ออกมาจากบ้านหลังนั้นแล้ว Laurie ขับรถต่อไปยังโรงเรียนประถม Hubbard Woods Elementary School โดย Laurie เดินผ่านครู และนักเรียนในโรงเรียน พร้อมกับตะโกนว่าตัวเองมีปืน และ ปืนนี้เป็นของจริงนะ Laurie เริ่มจากเดินเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะยิงใส่กลุ่มเด็กผู้ชาย แล้วหนึ่งในปืนของ Laurie เกิดขัดข้อง ระหว่างที่ Laurie กำลังจะบรรจุลูกกระสุนใหม่เด็กๆวิ่งออกมา Laurie เดินไปยังห้องที่อยู่ไม่ไกลจากห้องน้ำ มีเด็กๆที่เรียนอยู่ในชั้น grade 2 กำลังนั่งทำข้อสอบกันอยู่ในห้องประมาณ 22 คน (น่าจะเป็นห้องที่ Peter เรียนอยู่) ก่อนที่จะออกคำสั่งให้เด็กๆไปรวมกันอยู่ที่มุมห้อง ครูที่กำลังคุมสอบอยู่เดินเข้ามาหา Laurie เพื่อจะถามว่า Laurie มาทำอะไรที่นี้ (คาดว่าตอนนั้นยังไม่เห็นปืน) แต่ยังไม่ทันไร Laurie ก็เริ่มสาดกระสุนใส่กลุ่มของเด็กๆ กลุ่มของเด็กๆแตกฮือ บางคนก้มลงไปอยู่ใต้โต๊ะ บางคนวิ่งหนีออกจากห้อง จังหวะนี้เอง คุณครูประจำห้องวิ่งเข้าไปแย่งปืน ก่อนที่ Laurie จะวิ่งหนีออกจากโรงเรียน (พร้อมกับปืน) ไปขึ้นรถแล้วขับออกไป โชคร้ายที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ลูกกระสุนไปโดนหนึ่งในนักเรียนที่มีชื่อว่า Nicholas Corwin วัย 8 ขวบที่ท้อง และเด็กน้อยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ (😢)
4
Nicholas Corwin
ในขณะที่ทุกคนกำลังชุลมุนกันอยู่ที่โรงเรียน Laurie ขับรถออกมาแบบสวนเลน แล้วก็ดันไปชนเข้ากับต้นไม้ เมื่อไปต่อไม่ได้ Laurie ลงจากรถ ถอดกางเกงขาสั้นที่เปื้อนเลือดอยู่ ก่อนจะเอาถุงพลาสติกมาพันส่วนล่างของตัวเองไว้ และวิ่งผ่านสนามหญ้าหลังบ้าน…..เข้าไปยังบ้านของ ครอบครัว Andrews ที่ไม่ได้ล็อกประตู
บ้านของครอบครัว Andrews
เมื่อเข้าไปในบ้าน Laurie พบกับ Mr. และ Mrs. Andrew พร้อมกับ Philip ลูกชายวัย 20 ปีที่อยู่ที่บ้านพอดี โดย Laurie บอกกับทั้งสามคนว่า ตัวเองโดนผู้ชายข่มขืนมา แล้ว Laurie ยิงผู้ชายคนนั้นตาย พอโทรแจ้งตำรวจ เลยโดนตำรวจไล่จับมาเพราะยิงคนตาย ในตอนแรก ครอบครัว Andrew สงสารและเห็นใจ Laurie มาก และพยายามเกลี้ยกล่อม Laurie ให้โทรแจ้งตำรวจ และบอกกับ Laurie ว่า ตำรวจไม่ทำร้าย Laurie หรอก และยังโทรไปหา Edith แม่ของ Laurie ให้มารับตัว Laurie กลับบ้านไปสงบสติอารมณ์หน่อย ในตอนแรก Edith บอกว่าตัวเธอเองมารับลูกไม่ได้ เพราะไม่มีรถ แต่จะพยายามเกลี้ยกล่อม Laurie ให้กลับบ้าน Laurie คุยกับแม่อยู่พักนึงก่อนจะวางสาย ในตอนนี้เรื่องของ Laurie ดูไม่ปะติดปะต่อ และอาการของ Laurie น่าจะแสดงออกมาเยอะ ทางครอบครัว Andrews เริ่มไม่รู้ว่าจะรับมือยังไง Philip เกลี้ยกล่อมให้ Laurie ปล่อยพ่อกับแม่ของตัวเองออกมานอกบ้าน Laurie ยอม แต่ขอร้องให้ Philip อยู่ในบ้านกับเธอ เมื่ออยู่ในบ้านกันสองคน Philip พยายามแย่งปืนจาก Laurie ก่อนจะถูกยิงผ่านทางด้านข้างลำตัว ทะลุปอด และทะลุม้ามอีกด้วย Philip กลั้นใจวิ่งออกไปหน้าบ้านก่อนจะล้มลงที่ลานจอดรถ
4
หลังจากที่พา Philip ส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ตามตัว Norman ให้มาเกลี้ยกล่อม Laurie ที่อยู่ในบ้าน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพยายามบุกเข้าไปในบ้านเพื่อจับกุมตัว Laurie แต่ไม่ทัน Laurie เอาปืนกรอกปากตัวเอง สิ้นใจในที่สุด
ศพของ Laurie ถูกนำออกมาจากบ้านของครอบครัว Andrews
หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดคำถามมากมายกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ทำไมคนที่แสดงอาการอย่างรุนแรงและต่อเนื่องอย่าง Laurie ถึงไม่ได้รับการเข้ารักษาตัวและบำบัดรักษาอยู่ในสถานบำบัด? ทำไมถึงมีการขายปืนอย่างถูกกฎหมายให้กับผู้ป่วยจิตเวช (ถึงสามกระบอกด้วยกัน) และทำไม คนร้ายถึงเดินเข้าไปวางเพลิง และกราดยิงเด็กเล็กๆในโรงเรียนได้อย่างง่ายดาย? การคลุ่มคลั่งของ Laurie ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสองคน (รวม Laurie) มีเด็กนักเรียนโดนยิงสาหัส 7 คน และมีคนที่ล้มป่วยจากการทานสารหนูเข้าไปจำนวนหนึ่งอีกหลายคน (แต่อาการไม่สาหัสมาก เนื่องจากพอกินไปรสชาติแปลก คนเลยไม่กินต่อ แถมปริมาณสารหนูนั้นเจือจางไม่เข้มข้น)
คำถามที่นำมาซึ่งการรณรงค์และการสร้างมาตรการต่างๆให้รัดกุมมากขึ้น (Philip หลังจากรอดชีวิตกลายมาเป็นนักกิจกรรมตัวยง รณรงค์เรื่องความรุนแรงที่มาจากการใช้ปืน) แต่ทุกคนอาจจะลืมไปว่า เหยื่อคนที่น่าสงสารที่สุดในเคสนี้ อาจจะเป็น Laurie เพราะหากมีคนยื่นมือเข้าช่วย Laurie มากกว่านี้ หรือใช้ความเด็ดขาดพาตัว Laurie ไปรักษา Laurie อาจจะไม่แสดงอาการออกมามากถึงขนาดนี้
ตำรวจต้องประคองตัว Norman ผู้ที่พึ่งทราบว่า Laurie ฆ่าตัวตายในบ้านที่เกิดเหตุ
**จริงๆแล้วมีการวิเคราะห์โรคของ Laurie มากกว่านี้และพูดไปถึงการใช้ยาที่รักษา Laurie จนอาจจะทำให้เกิดความคลุ้มคลั่ง และจิตแพทย์ของ Laurie เคยระบุว่า Laurie ไม่เป็นอันตรายต่อสังคมและไม่มีแนมโน้มจะฆ่าตัวตาย แต่เราจะไม่พูดถึง อยากพุ่งเป้าให้เห็นว่า ในสมัยนั้น คงเป็นการยากที่พ่อกับแม่ของ Laurie จะยอมรับว่าลูกสาวของตัวเองต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาถึงกับปฏิเสธและไม่ยอมรับความจริงว่า Laurie ป่วยมากแค่ไหน และ Laurie ก็แสดงอาการที่ควรจะต้อง “ช่วยเหลือ” มาตลอด อีกทั้งหลังเกิดเหตุ ยังหอบเอาของในห้องของ Laurie ทิ้งหมด ไม่เหลือให้ตำรวจเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมอีกด้วย
1
ที่เขียนมาไม่อยากให้รุมด่า Laurie แต่อยากให้เห็นใจและตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาบำบัดอาการป่วยทางจิต เหมือนกับว่า หาก Laurie เป็นมะเร็ง คนคงไม่รุมด่า Laurie เพียงเพราะเป็นมะเร็ง ก็ไม่ควรมารุมด่า Laurie เพราะ Laurie ป่วยทางจิต และควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกัน
EP. เก่าๆดูได้อีกทางที่นี้ค่ะ
Facebook Page:
Blockdit:
โฆษณา