3 ธ.ค. 2020 เวลา 23:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ
Fed's Power ฤา ธนาคารกลางสหรัฐกำลังเล่นบทเป็นพระเจ้าแห่งโลกการเงิน
โดย พื้นฐานการลงทุนหมูน้อยออมเงิน
Don't Fight the Fed? อย่าแม้แต่ที่จะคิดสู้กับธนาคารกลางสหรัฐ
เป็นวลีที่นักลงทุนคุ้นหูกันมานาน
วลี "Don't fight the Fed" เป็นคำพูดแนะนำนักลงทุนกลายๆว่าคิดที่จะสู้กับธนาคารกลางสหรัฐเป็นอันขาด หากธนาคารกลางสหรัฐออกนโยบายใดมาก็ตาม
"จงทำตามและลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางของนโยบายนั้น
เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ ปรับลด อัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจงลงทุนอย่างดุดันมากขึ้น
เมื่อใดที่ธนาคารกลางสหรัฐ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จงลงทุนอย่างระมัดระวัง"
คำพูดเหล่านี้เป็นคำที่เรามักจะได้ยินกันในวงการ การลงทุนในปัจจุบัน
และดูเหมือนว่าพลังอำนาจของ Fed ในปี 2020 นี้กำลังสร้างปรากฎการณ์ที่ทำให้โลกต้องสะเทือนอีกครั้ง
ตลาดหุ้นสหรัฐทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ไปพร้อมๆกับการที่ค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนของค่าลงอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ เดือนเมษายน 2018
นาย เจอร์โรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า "เรายังไม่แม้แต่จะคิดเรื่องการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยด้วยซ้ำ"
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ประธนาคารกลางสหรัฐได้แถลงต่อสภาว่า
"ผลกระทบที่มาจากการใช้มาตรการที่มากเกินไป น่าจะน้อยกว่าผลกระทบที่มาจากการใช้มาตรการที่น้อยเกินไป"
ในขณะที่สมาชิกสภาบางรายได้กล่าวต่อ เจอร์โรม พาวเวลใจความว่า
"ขณะนี้มีผู้คนจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการการช่วยเหลือซึ่งมาจากนโยบายของคุณที่ออกไปได้ หลายๆธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้เลย และกำลังล้มละลายและหายไปจากธุรกิจนั้นอย่างถาวร"
สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนถึงความแตกต่างกันระหว่าง
โลกที่อยู่ใน Wallstreet และ โลกที่อยู่นอก Wallstreet
และ ณ เวลานี้ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือหลายบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นสหรัฐกำลังมีผลประกอบการที่ยอดเยี่ยมที่สุดปีนึง
ในขณะที่อัตราการว่างงานและธุรกิจรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้นั้นยังมีอยู่ในปริมาณที่มาก
"การกระทำทุกอย่างล้วนมีต้นทุน และในทุกๆการกระทำล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย"
จุดที่เราควรให้ความสำคัญคือ...ใครจะเป็นคนจ่าย
สำหรับการที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ลงมือตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เฉียบขาด และ ทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้น
สุดท้ายแล้วสิ่งที่สหรัฐได้คืนมา กับสิ่งที่สหรัฐต้องเสียไปในอนาคต
จุดคุ้มค่ามันอยู่ตรงไหนกันแน่
เมื่อการดำเนินนโยบายหลายๆอย่างท้ายที่สุดแล้วคนที่ต้องรับผลจากการกระทำนั้นคือประชาชนชาวอเมริกันทั้งประเทศ
ที่จะต้องผ่อนจ่ายในอนาคตข้างหน้านี้ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า "หนี้สาธารณะ"
ในทุกๆวินาที ที่เวลาเคลื่อนผ่านไประดับหนี้ของสหรัฐกำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
Year 2020 : https://www.usdebtclock.org
ล่าสุดในปี 2020
อัตราส่วนหนี้สินต่อประชากรของสหรัฐอยู่ที่ 82,618 เหรียญต่อราย
ที่ระดับหนี้สาธารณะประมาณ 27.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ 62,094 เหรียญต่อราย
ที่ระดับหนี้สาธารณะประมาณ 20.16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
เราจะเห็นได้ครับว่า อัตราส่วนหนี้ต่อประชากรของสหรัฐ(Debt per citizen)มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 33%
และหนี้สาธารณะของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 35.5% ⁉️ ในระยะเวลาเพียงแค่ 4 ปี‼️
Year 2016 : https://www.usdebtclock.org
นับตั้งแต่วันแรกที่ที่ชีวิตใหม่เกิดขึ้นมาและสูดเอาลมหายใจแรกของแผ่นดินสหรัฐอเมริกาเข้าไป ก็จะได้รับภาระหนี้วางเอาไว้บนบ่าน้อยๆทันที
....
ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ คือ "ราคาของปาฏิหาริย์" ที่ธนาคารกลางสหรัฐเนรมิตออกมา
ถ้า FED กำลังรับบทเป็นพระเจ้า เรื่องเดียวที่เราควรจะภาวนาต่อ FED คือ
"Please, Don't fall!"‼️
แถมท้าย ... ณ เวลานี้สหรัฐอาจจะน่าเป็นห่วงน้อยกว่าญี่ปุ่น
reference
    ยุคใหม่การตลาดของไทย
    การกระทำใดๆที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่นๆทั้งสิ้น เรื่องนี้ก็คงไม่แตกต่างครับ ลุ้นแค่ว่าจะมีผลดีหรือไม่