13 ก.พ. เวลา 03:13 • อาหาร
การจับคู่ของอาหาร
แม้แต่อาหารก็มีเนื้อคู่
เคยหรือไม่
กินแคปหมูคู่น้ำพริกหนุ่ม
กินโจ๊กกับปาท่องโก๋
กินมันฝรั่งทอดกับซอสมะเขือเทศ
กินเมลอนราดน้ำผึ้ง
กินมะละกอสุกบีบมะนาว
หรือแม้แต่จะกินสตอเบอรี่กับวาซาบิ!!!
หากลองสังเกตุดูดีๆ มันคือการเติมเต็มในสิ่งที่อาหารอย่างนึงขาดไป
น้ำพริกหนุ่มที่ไม่มีอูมามิในตัวแต่มีแคปไซซินที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เมื่อนำมากินคู่กับแคปหมูกรอบๆมัน นอกจากจะเป็นตัวช่วยเติมแต่งรสอูมามิจากเนื้อสัตว์ลงไป ไขมันจากแคปหมูยังทำหน้าที่เป็นตัวดักจับความเผ็ดจากพริกออกไป ทำให้ลดอาการระคายเคืองแสบร้อนจากพริกได้
หรือการกินเกลือและมะเขือเทศ
พูดง่ายๆก็อย่างเฟรนช์ฟรายด์ทอดโรยเกลือเยอะหน่อยจิ้มกับซอสมะเขือเทศเข้มข้น(american ketchup) เมื่อร่างการได้รับเกลือปริมาณมากจะเกิดการทรมาณ เพื่อบรรเทาอาการนั้นร่างกายจะไปกระตุ้นสมองให้หลั่งสารแอนโดรฟินเพื่อบรรเทาการเจ็บจี๊ด แลเมื่อกินคู่กับซอสมะเขือเทศที่มีโพเทสเซียมที่มีสรรพคุณรักษาสมดุลของน้ำและกำจัดของเสียในร่างกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายถูกหลอกว่ามันอร่อยเกินกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ยังทำให้สมองเราสั่งการให้ให้เราหยุดกินไม่ได้ ต้องหยิบมันทอดมาจิ้มซอสมะเขือเทศส่งเข้าปากไปเรื่อยๆ
ภาพลักษณ์ภายนอกที่ดึงดูดใจก็เช่นกัน
การใช้สีในการแต่งจานก็สำคัญไม่แพ้กัน
นอกจากการใช้สีแดงสีเหลืองเพื่อหลอกสมองว่ามันอร่อยน่ากิน
การตกแต่งจานโดยเฉพาะพวกปาด,หยด,ทาซอสก็ใช้แนวคิดนี้มาแต่งจานเช่นกัน
เช่นการใช้สีโทนเดียวกันโดยแบ่งเป็นสีเข็ม10% สีกลาง30%และสีอ่อน60%
,การใช้ทฤษฎีพื้นที่ 80/20 หรือ70/30 ที่เรามักจะเห็นว่าจานตั้งใหญ่พื้นที่ตั้งเยอะ แต่เอาอาหารมาวางไว้กระจุกเดียว หรือการใช้ทฤษฎีสีคู่ตรงข้าม อย่างสีเหลืองและม่วงในภาพสุดท้าย อย่างsour crouseที่ปกติใช้กะหล่ำปลีธรรมดาก็เปลี่ยนมาใช้กระหล่ำปลีม่วง คุมวรรณะสีโดยการใส่มะเขือเทศสีแดงลงไป ตัดด้วยเลมอนสีเหลืองให้ดูโดดเด่นน่ากินมากขึ้น
1
เคยได้ยินเรื่อง wine pairing ใช่มั้ยครับ
หนึ่งในหลักการที่นำมาใช้ในการจับคู่อาหารกับไวน์ก็คือกลิ่น
เนื่องจากวัตถุดิบแต่ละอย่างจะมีสารให้กลิ่นหลายชนิดผสมกัน ส่งผลให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ของวัตถุดิบชนิดนั้นๆ เช่นเดียวกับน้ำหอมที่เราๆฉีดกันอยู่ ที่มีกลิ่นสารประกอบมากมายผสมจนลงตัวเกิดมาเป้นกลิ่นของตัวของมันเอง
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าไวน์ตัวนี้มีกลิ่นของปลากระพงเลยนำมาคู่กับสเต็คปลากระพง
แต่เป็นการการจับคู่อาหารกับไวน์นั้นโดยวิเคราะห์สารให้กลิ่นแฝงที่มีอยู่ในวัตถุดิบนั้น และเปรียบเทียบกับไวน์ที่มีสารให้กลิ่นแฝงที่เหมือนกันกับอาหารชนิดนั้นนั่นเอง
https://www.foodpairing.com/en/science-behind
สตอเบอรี่ชีสเค้กหรือจะเป็นสตอเบอรี่สดกินคู่กับวิปปิ้งครีมก็คงไม่แปลกอะไร
เพราะมันเข้าคู่กันได้ดีจากสารประกอบที่มีกลิ่นเดียวกับสารประกอบที่มีอยู่ในชีส
แต่ถ้าเป็นสตอเบอรี่กับวาซาบิอาจฟังดูไม่เข้าท่า
แต่ถ้าได้กินจะอึ้งไปตามๆกัน
เมนูนี้ครั้งแรกที่ได้กินก็ถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ด้วยความที่ว่ามันไม่น่าจะเข้ากันเลย
วิธีทำนั้นก็ง่ายยิ่งกว่าง่าย
แค่ดึงขั้วสตอเบอรี่ออก คว้านเนื้อข้างในออกเล็กน้อย ยัดวาซาบิสดเข้าไปนิดๆๆๆเดียวพอ อย่าเยอะ แต่ถ้าอยากแกล้งใครก็ยัดๆไปให้เต็มลูกได้เลย แล้วนำไปวางคว่ำไว้ โรยน้ำตาลไอซิ่งก็กินได้เลย แล้วคุณจะพบความเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจ
รู้หรือไม่
ถ้าเราปิดตาแล้วเอานิ้วบีบจมูกไว้ เราแทบจะไม่รู้เลยว่าอาหารนั้นอร่อยหรือไม่และเรากำลังกินอะไรอยู่ เนื่องจากการรับรู้ความอร่อยของอาหารนั้น เกิดจากการกินเพียง20% ที่เหลือเป็นการรับรู้โดยผ่านทางสายตาที่ทำให้"รู้สึกหรือคิดว่าอร่อย" และส่วนที่สำคัญก็คือกลิ่นที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลิ่นอาหารที่โชยมาและกลิ่นที่ฟุ้งที่พุ่งเข้าสู่โพรงจมูกในปากจากการบดเคี้ยวของเรานั่นเอง
1
    Adminเพจ English is all around 🍀
    สตรอเบอร์รี่+วาซาบิ😅😀 เดี๋ยวจะไปลองค่ะกำลังหิวพอดี.... ขอบคุณสำหรับสาระดีๆนะคะ ไว้จะมาเยี่ยมอีก😊