13 ธ.ค. 2020 เวลา 04:30 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
สารซ่อนเร้น (Subliminal message) ชี้นำการรับรู้ได้จริงหรือไม่?
(เรียบเรียงโดย สัมโมทิก สวิชญาน)
สารซ่อนเร้น (Subliminal message) หมายถึง การสื่อสารด้วยสิ่งเร้าที่ผู้รับไม่สามารถรับรู้ (perceive) ได้โดยรู้ตัว สิ่งเร้าที่ว่า หลักๆ คือภาพและเสียง ตัวอย่างเช่น การแทรกเฟรมภาพไว้ในภาพยนตร์เพียงเศษเสี้ยววินาที ซึ่งสั้นเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทันเห็น หรือรู้ตัวว่าได้เห็นภาพนั้น เป็นต้น
1
หลายคนเชื่อว่า จิตใต้สำนึกสามารถสัมผัสและรับรู้สารซ่อนเร้นได้ แล้วสารซ่อนเร้นนั้นก็จะส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรม ทัศนคติ และการตัดสินใจต่างๆ ของบุคคลผู้นั้นได้โดยไม่รู้ตัว งานวิจัยจำนวนไม่น้อยสนับสนุนความเชื่อนี้ แต่ก็มีงานวิจัยอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ปฏิเสธความเชื่อนี้ หรือชวนให้ฉุกคิดว่า อิทธิพลดังกล่าวเป็นเพียงผลหลอกๆหรือเปล่า (placebo effect) กล่าวคือ ผู้รับสารรู้สึกไปเองว่าสารซ่อนเร้นมีผลกับตนเอง เพียงเพราะถูกบอกมาว่ามีสารซ่อนเร้นแฝงอยู่ (ไม่ต่างจากเวลาที่ผู้ป่วยรู้สึกว่ากินยาแล้วได้ผล เพียงเพราะถูกบอกมาว่ายานั้นช่วยได้จริง แม้ยานั้นจะเป็นเป็นเม็ดแป้งเฉยๆ)
1
ในปี ค.ศ. 1957 เจมส์ วิเคอรี (James Vicary) นักวิจัยการตลาด ออกมาประกาศผ่านสื่อว่า ได้ทำการทดลองแทรกภาพซ่อนเร้นยาวเพียงเศษเสี้ยววินาทีไว้ในภาพยนตร์ โดยเป็นภาพโฆษณาที่สื่อความว่า "กินป็อปคอร์น!" และ "ดื่มน้ำอัดลม!" ซ้ำๆ หลายๆ รอบตลอดเรื่อง จนสามารถเพิ่มยอดขายเครื่องดื่มและป็อปคอร์นได้จริง ในปี ค.ศ. 1962 เจมส์ วิเคอรียอมรับว่าโกหกเรื่องการทดลองนี้ แต่กระนั้น ก็มีนักวิจัยคนอื่นๆ ที่ออกมากล่าวว่าทำการทดลองได้ผลในทำนองเดียวกัน เช่น สามารถเหนี่ยวนำให้ผู้ดูภาพยนตร์รู้สึกหิวได้โดยแทรกภาพซ่อนเร้นที่สื่อถึง "เนื้อวัว" เป็นต้น นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 1973 วิลสัน คีย์ (Wilson Key) ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง การล่อลวงด้วยสารซ่อนเร้น (Subliminal Seduction) ซึ่งทำให้ความเชื่อเรื่องการโฆษณาด้วยสารซ่อนเร้น แพร่หลายไปเป็นวงกว้าง และทุกวันนี้ก็ยังมีคนเชื่อกันอยู่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่สาธิตให้เห็นว่าภาพซ่อนเร้นมีผลต่อการตัดสินใจได้เหมือนกัน เช่น งานวิจัยหนึ่งให้ผู้ทดสอบตอบให้เร็วที่สุดว่า ตัวเลขระหว่าง 1 ถึง 9 ที่ขึ้นบนจอ มากกว่าหรือน้อยกว่า 5 โดยแสดงภาพซ่อนเร้นเป็นตัวเลขอื่นแว้บๆ ก่อนเลขจริงด้วย ผลพบว่า ถ้าภาพซ่อนเร้นมีคำตอบไปในทำนองเดียวกันกับเลขจริง ผู้ทดสอบจะตอบได้เร็วขึ้น ประหนึ่งว่าภาพซ่อนเร้นมีผลช่วยเตรียมใจให้ผู้ดูคิดไปในทางใดทางหนึ่งได้
1
อย่างไรก็ดี งานวิจัยเท่าที่มีอยู่เกี่ยวกับภาพซ่อนเร้น ศึกษาแค่สถานการณ์จำลองสั้นๆ กับคำถามง่ายๆ เท่านั้น ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ทดลองใช้ภาพซ่อนเร้นเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อส่งผลต่อพฤติกรรมจริงๆ ในสถานการณ์การดำเนินชีวิตจริงๆ นอกห้องทดลอง เช่น พฤติกรรมการซื้อสินค้า เป็นต้น
ส่วนเรื่องเสียงซ่อนเร้น เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน งานวิจัยหลายชิ้นออกมาสนับสนุนว่า เสียงปกติ (ที่ไม่ซ่อนเร้น) เช่นเสียงดนตรี มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคจริง และสภาวะแวดล้อม เช่น บรรยากาศสถานที่ ก็มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วย ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะเกิดสมมุติฐานว่า เสียงซ่อนเร้นก็อาจจะส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวได้เช่นกัน
รูปแบบหนึ่งของเสียงซ่อนเร้นคือ นำสารที่ต้องการไปแฝงไว้ในดนตรี ซึ่งสามารถทำได้หลายแบบ เช่น แฝงไว้ที่ความถี่ที่ต่ำหรือสูงเกินกว่าที่หูจะได้ยิน, แฝงไว้เบาๆ แบบให้ดนตรีกลบ หรือแฝงไว้ดังๆ ตามปกติแต่เล่นถอยหลัง เป็นต้น ทั้งนี้ การทดลองที่ทำอย่างเป็นวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เสียงซ่อนเร้นเหล่านี้ไม่สามารถมีผลอะไรต่อพฤติกรรมของผู้ฟังได้เลย
ในช่วงทศวรรษ 1980 การแฝงข้อความแบบเล่นถอยหลัง (backmasking) ผสมไว้ในเพลงบางแนว เช่น ร็อก หรือเฮฟวีเมทัล (heavy metal) เป็นเรื่องร้อนแรงในประเทศสหรัฐอเมริกามาก เพราะหลายๆ วงออกมาทำกัน จนทำให้เกิดกระแสต่อต้านในระดับที่รัฐบางรัฐเช่น อาร์คันซอ (Arkansas) ออกมาเสนอกฎหมายว่า เพลงใดที่มีเนื้อความแฝงแบบเล่นถอยหลังผสมอยู่ จะต้องแปะคำเตือนไว้บนปกให้ผู้ฟังทราบ เพลงหนึ่งที่เป็นที่ฮือฮาโดยเจ้าของเพลงอาจจะไม่ได้ตั้งใจ คือ Stairway to Heaven (บันไดสู่สวรรค์) ของเลด เซปเปลิน (Led Zeppelin) ซึ่งเนื้อร้องท่อนหนึ่งเมื่อเล่นถอยหลังแล้วเป็นข้อความเกี่ยวกับซาตาน
1
ผู้ที่ต่อต้านในเรื่องนี้กล่าวว่า ถ้าข้อความดังกล่าวเป็นสิ่งที่ขัดกับศีลธรรมอันดีงาม เสียงซ่อนเร้นจะทำให้จิตใต้สำนึกของคนเสื่อมถอยจนส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น คนติดยามากขึ้น คนฆ่าตัวตายมากขึ้น ในประเด็นนี้ หนึ่งในบุคคลทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาหักล้างว่าไม่จริงคือ นักจิตวิทยานาม จอห์น โวคีย์ (John Vokey) และ ดอน รีด (Don Read) ผ่านงานวิจัยที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ข้อความที่เล่นถอยหลัง เป็นสิ่งที่ฟังไม่รู้เรื่อง คนฟังเดาไม่ได้ด้วยซ้ำว่าข้อความหนึ่งๆ จะเกี่ยวกับเรื่องอะไร ถูกศีลธรรมหรือผิดศีลธรรม ฉะนั้น ข้อความที่เล่นถอยหลังไม่สามารถมีผลใดๆ ต่อความคิดความอ่านและพฤติกรรมของคนฟังได้
แล้วถ้าเป็นข้อความที่เล่นเดินหน้าตามปกติ แต่แฝงไว้แบบดนตรีกลบอยู่ สามารถส่งผลอะไรต่อคนฟังได้หรือไม่?
คณะนักวิจัยนำโดย เฮาเกอ เอเกอร์มันน์ (Hauke Egermann) และคณะ หาคำตอบของคำถามนี้โดยทดลองสามอย่าง ได้แก่ (1) ถ้าให้ฟังดนตรีโดยมีเสียงซ่อนเร้นที่เป็นคำคำหนึ่ง แฝงอยู่ซ้ำๆ จะทำให้เลือกคำนั้นจากรายการคำ มากกว่าปกติหรือไม่ (2) ถ้าให้ฟังดนตรีโดยมีเสียงซ่อนเร้นที่เป็นชื่อเครื่องดื่มหนึ่ง แฝงอยู่ซ้ำๆ จะทำให้เลือกเครื่องดื่มนั้นบ่อยกว่าปกติหรือไม่ (3) ถ้าทำการทดสอบสองอย่างที่ว่ากับเด็ก จะได้ผลต่างจากทดสอบกับผู้ใหญ่หรือไม่
ผลคือ ไม่ ในทุกการทดลอง
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเยื่อกั้นหูชั้นใน (basilar membrane) ของหูชั้นในรูปหอยโข่ง (cochlea) มีคุณสมบัติสั่นสะเทือนตามคลื่นเสียงที่ดังกว่าเท่านั้นถ้าความถี่อยู่ในช่วงเดียวกัน (ตามการแบ่งช่วงที่เรียกว่า Bark scale) ฉะนั้น ถ้าเสียงซ่อนเร้นแฝงไว้แบบเบาๆ ให้ดนตรีกลบ เยื่อจะสั่นตามดนตรีเท่านั้น สัญญาณทางประสาทจากเสียงซ่อนเร้นจะไม่เกิดขึ้นเลย ประหนึ่งถูกกรองทิ้งไป ไร้ซึ่งข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อส่งต่อไปให้จิตใต้สำนึก
สรุปว่า ด้วยองค์ความรู้ที่เรามีอยู่ในขณะนี้ ภาพซ่อนเร้น ดูเหมือนจะมีผลต่อพฤติกรรมได้บ้าง อย่างน้อยก็ในสถานการณ์จำกัดบางแบบในห้องทดลอง แต่ไม่ถึงกับมีผลต่อชีวิตประจำวันจริงๆ ส่วนเสียงซ่อนเร้น มีสองกรณีคือ สัมผัสได้แต่ไม่รู้เรื่อง (เช่นเวลาเล่นถอยหลัง) หรือไม่ก็ไม่สัมผัสเลย หูชั้นในไม่ได้ยินก็คือไม่ได้ยิน
1
ถ้าใครจะซื้อดนตรีบำบัดนิสัย (self-help audio) มาฟัง หรือนั่งฟังใน YouTube ชนิดที่อ้างว่ามีเสียงซ่อนเร้นมหัศจรรย์ ก็ขอให้คิดเสียว่าฟังเพื่อความเพลิดเพลินและสบายใจก็พอ ส่วนนิสัยก็ต้องบำบัดด้วยวิธีอื่นๆ ต่อไป
สนับสนุนรายการโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
โฆษณา