14 ธ.ค. 2020 เวลา 11:10 • ประวัติศาสตร์
• กบฎบวรเดช
เหตุการณ์กบฏครั้งสำคัญ หลังการปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕
กบฎบวรเดช นับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ "กบฎ" ครั้งแรก หลังจากการปฏิวัติสยาม
โดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
กบฎบวรเดชเกิดขึ้นในช่วงวันที่ ๑๑ จนถึง ๒๔ ตุลาคม ๒๔๗๖ โดยเป็นการต่อสู้กัน ระหว่างฝ่ายรัฐบาลของคณะราษฎร กับฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมือง ซึ่งมีผู้นำคือ นายพลเอกพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม
พระองค์เจ้าบวรเดช ผู้นำฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมือง
ชนวนเหตุสำคัญของกบฎบวรเดช มีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่ที่สำคัญก็คือ ความขัดแย้งระหว่างระบอบการปกครองแบบเก่า (สมบูรณาญาสิทธิราชย์) กับระบอบการปกครองแบบใหม่ (ประชาธิปไตย)
รวมไปถึงเรื่องพระเกียรติยศและพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลคณะราษฎร
1
ส่งผลให้ฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งมีผู้นำคือพระองค์เจ้าบวรเดช ตัดสินใจใช้กำลังทหารเพื่อโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลคณะราษฎร และฟื้นฟูพระราชอำนาจของรัชกาลที่ ๗ รวมไปถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้กลับคืนสู่สยามอีกครั้ง
12
พระองค์เจ้าบวรเดชได้จัดตั้งกองทัพที่เรียกว่า "คณะกู้บ้านกู้เมือง" โดยที่พระองค์เจ้าบวรเดชดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่ และมีนายพันเอก พระยาศรีสิทธิสงคราม เป็นเสนาธิการกองทัพ
พระยาศรีสิทธิสงคราม เสนาธิการของคณะกู้บ้านกู้เมือง
กองกำลังของคณะกู้บ้านกู้เมือง มีที่ตั้งอยู่ในหลายจังหวัด โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือกองทัพฝ่ายเหนือ ซึ่งที่ตั้งอยู่ในนครราชสีมา, อุบลราชธานี, ลพบุรี, สระบุรี, และพระนครศรีอยุธยา และกองทัพฝ่ายใต้ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่เพชรบุรี
โดยแผนการของคณะกู้บ้านกู้เมือง คือการนำกองทัพฝ่ายเหนือบุกยึดทุ่งดอนเมืองในพระนคร เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่น และนำกองทัพฝ่ายใต้บุกล้อมพระนครจากทางทิศใต้
3
ในระหว่างนี้ ฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองก็ได้ทำการยื่นข้อเรียกร้อง เพื่อต่อรองกับฝ่ายรัฐบาล โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือให้รัฐบาลของคณะราษฎร ที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง
พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีของไทย ในช่วงเหตุการณ์กบฏบวรเดช
แต่สุดท้ายทางรัฐบาลของคณะราษฎร ก็ปฏิเสธและไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของคณะกู้บ้านกู้เมือง
ดังนั้นกองกำลังของคณะกู้บ้านกู้เมือง จึงเคลื่อนกำลังพลบุกเข้าพระนครทั้งสองด้าน ส่วนฝ่ายรัฐบาลคณะราษฎร ก็ได้จัดตั้งกองกำลังเพื่อต่อสู้กับคณะกู้บ้านกู้เมือง โดยพระยาพหลพลพยุหเสนาได้แต่งตั้งให้ นายพันโท หลวงพิบูลสงคราม (ต่อมาก็คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม) เป็นผู้บัญชาการของกองทัพฝ่ายรัฐบาล
หลวงพิบูลสงคราม ผู้นำกองทัพฝ่ายรัฐบาล
ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะกันอย่างดุเดือด ทั้งในนคราชสีมา, สระบุรี รวมไปถึงที่ดอนเมือง หลักสี่ และบางเขน ในเขตพระนคร
ผลสุดท้าย กองทัพฝ่ายรัฐบาลก็สามารถปราบปรามกองทัพฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองได้สำเร็จ พระองค์เจ้าบวรเดชและพระชายา ต้องลี้ภัยออกจากสยามไปอยู่ที่กัมพูชา ส่วนพระยาศรีสิทธิสงคราม เสียชีวิตจากการรบที่บริเวณสถานีรถไฟหินลับ สระบุรี
1
กองกำลังของฝ่ายรัฐบาล (ยืนถือปืนอยู่ด้านหลัง) ขณะควบคุมตัวทหารฝ่ายกบฎที่อยุธยา
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็ได้มีพิธีฌาปนกิจศพ ให้กับผู้เสียชีวิตของฝ่ายรัฐบาลคณะราษฎร จำนวนทั้งสิ้น ๑๗ คน ที่เมรุชั่วคราว ท้องสนามหลวง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการจัดพิธีศพสามัญชนบนท้องสนามหลวง ซึ่งก่อนหน้านั้นจะใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำหรับเชื้อพระวงศ์เท่านั้น
1
พิธีฌาปนกิจศพของผู้เสียชีวิตทั้ง ๑๗ คน ของฝ่ายรัฐบาล จากเหตุการณ์กบฎบวรเดช ที่ท้องสนามหลวง
ต่อมาในปี ๒๔๗๙ รัฐบาลก็ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรืออนุสาวรีย์ปราบกบฎ ที่บริเวณวงเวียนหลักสี่ เพื่อเป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์กบฎบวรเดช และเป็นที่เก็บอัฐิของผู้เสียชีวิตทั้ง ๑๗ คน
อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่วงเวียนหลักสี่ (ปัจจุบันได้หายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ)
นอกจากนี้ในปี ๒๔๘๓ ก็ได้มีการสร้างวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือในขณะนั้นใช้ชื่อว่า วัดประชาธิปไตย ที่บริเวณใกล้เคียงกับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญอีกด้วย
วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน หรือวัดประชาธิปไตย
ส่วนทางฝ่ายของผู้ที่ได้เข้าร่วมกับคณะกู้บ้านกู้เมือง ก็ได้ถูกศาลพิเศษที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล พิจารณาคดีและลงโทษ โดยเดิมทีทั้งหมดมีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ในเวลาต่อมาก็ได้มีการลดโทษ เหลือเพียงถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะตะรุเตา ก่อนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัวทั้งหมด ในสมัยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์
ผลพวงของเหตุการณ์กบฎบวรเดช นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ อีกด้วย
1
*** Reference
#HistofunDeluxe
โฆษณา