14 ธ.ค. 2020 เวลา 04:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
[รายงาน] นักวิทย์พบว่าแอลลิเกเตอร์สามารถงอกหางที่ขาดได้
(เรียบเรียงโดย ศุภกิจ พัฒนพิฑูรย์)
2
ใครๆ ก็รู้ว่าจิ้งจกและสัตว์ตระกูลกิ้งก่าอื่นๆ เมื่ออยู่ในภาวะคับขัน จะสามารถสลัดหางตัวเองให้หลุดออกเพื่อเอาตัวรอด แล้วงอกขึ้นมาใหม่ได้ สัตว์เลื้อยคลานกลุ่มจระเข้ก็มีความสามารถนี้เช่นกัน แต่ยังไม่มีการศึกษาว่าหางที่งอกมาใหม่นั้นเหมือนหรือแตกต่างไปจากของเดิม รวมถึงเมื่อเทียบกับสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มอื่นแล้ว มีลักษณะเป็นอย่างไร
หางเป็นอวัยวะที่มีเนื้อเยื่อหลายส่วนประกอบเข้าด้วยกัน ด้านนอกเป็นเกล็ดและผิวหนัง ถักเข้ามาเป็นกล้ามเนื้อที่จัดเรียงกันและมีเส้นประสาทมาเชื่อมต่อเพื่อการขยับเขยื้อน กระดูกหางมีการเชื่อมต่อมาจากกระดูกสันหลังและเส้นเอ็น
แม้จะแอลลิเกเตอร์จะงอกหางใหม่ได้โดยที่มีน้ำหนัก 6-18% ของความยาวตัว แต่ลักษณะภายนอกกลับดูแตกต่างออกไป แทนที่จะปกคลุมไปด้วยเกล็ดเหมือนเดิม กลายเป็นเหมือนแท่งหางสีคล้ำๆ ยื่นออกมา
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนาและรัฐลุยเซียนา ได้ศึกษาหางที่งอกใหม่จากซากของแอลลิเกเตอร์ในวัยหนุ่มด้วยเทคนิคการย้อมสีเนื้อเยื่อ เอกซ์เรย์ และการฉายภาพด้วยแม่เหล็ก พบว่าแกนโครงร่างของหางใหม่ ไม่แบ่งเป็นท่อนๆ เหมือนกระดูกดั้งเดิม และวางตัวอยู่ในแนวด้านล่างของร่างกายแทนที่จะเป็นด้านบน ส่วนใครที่ต้องการจะนำหางงอกใหม่ไปทำอาหาร ก็อาจจะต้องผิดหวัง เพราะไม่พบกล้ามเนื้อ แต่เป็นเส้นใยคอลลาเจนที่เหนียวจนเคี้ยวไม่ลง
หางอัลลิเกเตอร์ที่งอกใหม่หลังจากขาดไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ การสร้างเส้นใยคอลลาเจนจำนวนมากนี้ คล้ายคลึงกับกรณีของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างมาก เพราะมันคือโครงสร้างของแผลเป็นนั่นเอง
ดร.ซินดี ซู (Cindy Xu) หนึ่งในคณะนักวิจัยให้ความเห็นว่า ลักษณะเช่นนี้น่าประหลาด เพราะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นฟูกระดูกอ่อน หลอดเลือด เส้นประสาท และเกล็ด ในขณะเดียวกัน ภาวะที่เส้นใยคอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมาถมเต็มพื้นที่ของกล้ามเนื้อ คือกระบวนการเยียวยาบาดแผล ซึ่งทั้งสองกระบวนการเกิดขึ้นในโครงสร้างหางเดียวกัน
การศึกษานี้ยังนำไปสู่คำถามใหม่ที่น่าค้นหาคำตอบ นั่นคือ หากมองในเชิงวิวัฒนาการ นก ไดโนเสาร์ และสัตว์กลุ่มจระเข้แยกสายออกจากกันเมื่อ 250 ล้านปีมาแล้ว เหตุใดความสามารถในการฟื้นฟูรยางค์ของร่างกายกลับหายไปในนก แต่ยังคงพบได้ในจระเข้
“ถ้าเราเข้าใจว่าสัตว์ทั้งหลายซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ได้อย่างไร ความรู้ตรงนี้จะนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้แน่” ศาสตราจารย์ รีเบกกา ฟิชเชอร์ (Rebecca Fisher) หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย กล่าวปิดท้าย
โฆษณา