26 ธ.ค. 2020 เวลา 06:09 • ความคิดเห็น
#เอาอะไรไปดวงจันทร์
ผมไม่มีเพื่อนเก่า
สำหรับผม เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว ไม่มีวันที่มันจะเก่าไปได้ แม้ไม่ได้เจอกัน ไม่ได้คุยกัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เช่นนั้น
เพื่อนแต่ละคน แต่ละกลุ่ม เมื่อเป็นเพื่อน จะต่างกันก็แต่เพียงว่า รู้จักคบหากันเป็นเพื่อนได้อย่างไร เมื่อไร
บางคนนั้นเป็นเพื่อนนักเรียน สนุกเฮฮาร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน บางคนก็เคยฟาดปากกันมาบ้าง
บางคนเป็นเพื่อนที่พบกันในที่ทำงาน ได้ทำงานช่วยเหลือเกื้อกูล รู้นิสัยใจคอรักน้ำใจกันและกัน แม้จะแยกย้ายไปทำงานคนละที่แล้วก็ยังคบหากัน
ช่วงเวลาตั้งแต่รู้จักกัน คบหาเป็นเพื่อน ได้ร่วมทำอะไรด้วยกัน นึกถึงทีไรก็มีความสุขทุกที
มีเกมอยู่เกมหนึ่ง กติกาบอกว่า
“โลกกำลังจะแตก มียานอยู่ลำหนึ่งสามารถที่จะพาคนทุกคนบนโลกไปอยู่บนดวงจันทร์ได้ และยังอนุญาตให้แต่ละคนเอาของติดตัวไปด้วยได้หนึ่งอย่าง เธอจะเอาอะไรไป”
ผมตอบ “ผมเอาน้ำเปล่าไป”
“เนนเอาน้ำเปล่าไป อนุญาต”
หลายวันหลังจากเปิดเทอมต้น นิสิตชั้นปีที่หนึ่งบางคนเรียนกลุ่มเดียวกันในวิชาหนึ่ง กับอีกคนอยู่อีกกลุ่มในวิชาหนึ่ง เห็นหน้าจำได้ว่าเป็นนิสิตปีหนึ่งด้วยกัน แต่ก็ยังไม่สนิทกันเพราะต่างคนก็ต่างมาจากต่างโรงเรียนเสียส่วนมาก
บ่ายแก่ๆวันนั้น มีนิสิตกลุ่มใหญ่สิบกว่าคนยืนบ้างนั่งบ้างอยู่ใต้ตึกกำลังเล่นเกมนี้กันอยู่
คนต้นคิดและเป็นคนเริ่มเล่นชื่อซัน
“เราขื่อรัตน์ เราเอาหม้อข้าวไป” รัชต์บ้านทำโรงสีตอบ
“รัตน์เอาหม้อข้าวไป ไม่อนุญาต” เอ๊า ทำไมล่ะ
“เราชื่อติ๊ก เอาตู้กับเข้าวไป” อนุญาต
“เราชื่อนุช เราเอาน้องสาวไปด้วย” อันนี้ก็อนุญาต
“เราขื่อตู่ เราเอาหม้อข้าวไปแทนรัตน์ได้ไหม” ตู่ลูกสาวทหารอากาศกองบิน 5 อาสาเอาของไปแทนเพื่อน
“ตู่เอาหม้อข้าวไปไม่อนุญาต”
บางคนเกาหัวแกรกๆ เอ๊ะมันยังไง ตกลงว่าฉันจะเอาอะไรไปได้บ้าง
1
ปรากฏว่าวันนั้นเล่นเกมนี้กันจนมืดจนค่ำ บางคนเอาอะไรไปก็ได้รับอนุญาตทุกที บางคนได้บ้างไม่ได้บ้าง บางคนอะไรก็ไม่ใช่
แล้วซันมันก็ทิ้งไว้อย่างนั้น ไม่เฉลย กลับบ้าน
วันต่อมากลุ่มเดิมมาจับกลุ่มกันใหม่ หลายคนตาโหล ครุ่นคิดอยู่ทั้งคืนนอนไม่หลับ เอ๊ะ ทำไมเราเอาอะไรไปก็ไม่ได้รับอนุญาต
แต่ยี่ห้อพี่ซันแล้ว
“วันนี้มีเกมใหม่ สนุกกว่าเมื่อวาน กติกามีอยู่ว่า จอนนี่เป็นคนอังกฤษ ถ้าจอนนี่ทำ จอนนี่ถูก ถ้าจอนนี่ไม่ทำ จอนนี่ผิด”
แล้วมันก็ทำท่าเอานิ้วแตะที่นิ้วชี้มืออีกข้าง
“ดูนะ ดูดีๆ”
พวกเราก็ว่าง่าย จับตาดูที่มือมัน มันก็เอามือขยับขึ้นลงแตะสลับไปมาระหว่างนิ้วขี้กับนิ้วกลาง แล้วก็ออกเสียง “ฮุ้ ฮู้ ฮู้ ฮู้” แล้วก็ถามพวกเราว่า “ถูกหรือผิด”
พวกเราพากันตอบ
“อ่า อันนี้ถูก” แล้วก็แตะนิ้วใหม่ “เอาใหม่นะ จับตา” แล้วก็ฮู้ๆอะไรของมัน แล้วก็ให้เราตอบ ถูกหรือผิด
“ผิด” หื้อ?
ตอบกันผิดบ้างถูกบ้าง และก็เริ่มมีบางคน ตอบถูก/ผิด ถูกต้องทุกครั้ง แต่ส่วนมากก็ยังถูกบ้างผิดบ้างแบบงงๆกันอยู่
1
เล่นกันจนมืด ไม่เฉลย และก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
วันต่อมา บางคนหน้าตาโทรมกว่าเดิม ไปดวงจันทร์ก็ยังไม่เก็ท มีจอนนี่เป็นคนอังกฤษมาอีก
แทนที่จะเล่นกันต่อ วันที่สามยังมีเกมใหม่
“นี่ดินสอวิเศษ มันสามารถชี้ใครก็ได้ ตามเงื่อนไงที่ว่า เสียงเร็วกว่าแสง”
แล้วมันก็หมุนดินสอ พอดินสอหยุดหมุน มันก็ถามว่า “ชี้ใคร?”
เกมสามเกมทำให้เรารู้จักกันรอบวง คนที่เล่นเกมต้องบอกชื่อตัวเองหรือถูกขานชื่อ และด้วยความที่ไม่อยากเป็นคนที่ไม่รู้ จึงเล่นกันอยู่นาน กว่าคนทั้งกลุ่มนั้นจะตอบถูกกันได้หมดทุกคน
ตลอดหลายปี ไม่เคยเป็นเพื่อนเก่า ยังอยู่กันครบ ต่างคนต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่บ้าง ครอบครัวเก่าบ้าง และการสื่อสารสมัยใหม่ก็ให้ได้พูดคุยกันอยู่เสมอแม้ไม่ได้พบหน้า
แต่เชื่อผมสิ ยังมีบางคนนะ ที่ยังไม่เก็ทกับเกมทั้งสามเกมนั้นจนถึงทุกวันนี้
โฆษณา