1 ม.ค. เวลา 13:27 • นิยาย เรื่องสั้น
..... The Writer Season 3 .....
Melody In Memory The Series
... ท่วงทำนองของความทรงจำ ..
 
€p.01 ท ำ น อ ง ล่ อ ล ว ง
25 / 12 / 20
'โยนิ' คือชื่อของผม แค่เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งประจำอำเภอเล็กๆ ที่ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรลุ้นระทึกมากกว่าโควิดสายพันธุ์ใหม่ที่ระบาดเร็วยิ่งกว่าม้าเหล็ก ติดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในเวลานี้
แต่ว่า...
กลับมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับผมในคืนวันที่ 24 ธันวาคม ขณะที่ผมกำลังปั่นจักรยานกลับบ้านตอนเวลาประมาณ 19.25 น.
จนทำให้ผมตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
24 / 12 / 20
19.25 น.
ระหว่างทางกลับบ้าน
บ้านผมอยู่ในตรอกด้านหลังโรงละครเก่าแก่ที่มีข่าวแว่วๆ ว่าจะถูกรื้อทิ้งในอีกไม่ช้า และถัดจากนั้นมาอีกนิดหน่อย เป็นสุสานซากสิ่งของเหลือใช้ หรือพังจนใช้การไม่ได้ รวมถึงซากรถเก่าๆ ด้วย
เป็นเวลาสองวันแล้วที่ทำนองไม่คุ้นลอยมากระทบโสตประสาทหูผมจากสุสานซากของเหลือใช้เหล่าแห่งนี้
ผมหยุดปั่นจักรยาน จอดมองหาที่มาของเสียงในที่รกร้าง ไฟน้อยดวงสาดแสงสลัวจนยากจะมองเห็นได้ชัด
ทว่า พระจันทร์กลับสาดแสงนวลกระทบร่างหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนซากปรักหักพังของขยะเหล่านั้น
เสียงเพลงบรรเลงจากไวโอลินเศร้าสร้อยอ่อนหวาน ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง ทำเด็กผู้ชายที่วันๆ ทำตัวไม่ต่างราวกับลิงทะโมนเล่นซนไปวันๆ ยอมทิ้งจักรยานคู่ใจ ลอดรั้วลวดหนาม เข้ามาในสุสานของเหลือใช้ และฟังเธอเล่นเพลงที่ไม่คุ้นเคยอย่างเงียบๆ
"เพราะจัง... อุ๊ป!"
ผมเผลอชมอย่างลืมตัว รีบปิดปากแทบไม่ทัน เธอหันมาปรายตามองแล้วคลี่ยิ้มให้
รอยยิ้มเธอ...
นาทีแรกหวานจับใจ
นาทีต่อมา... ผมรู้สึกแปลกๆ กับยิ้มหวานทะลวงใจ กลายเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงแววมาดร้าย
ปากเธอขยับ เหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง ผมเพ่งมองและพยายามอ่านปากเธอ
จากนั้น...
พลั่ก!
ตุบ!
แล้วผมก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย...
ผม... รู้สึกตัวอีกที...
ก็พบตัวเองถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดโชว์เนื้อหนังมังสา ในคฤหาสน์หลังเบ้อเริ่มเทิ่ม!
25 / 12 / 20
ผม 'โยนิ' ถูกจับแต่งตัวโชว์เนื้อหนัง ยืนรวมตัวอยู่เด็กหนุ่มและเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่โถงใหญ่ในคฤหาสน์หลังมหึมา
ผมไล่สายตามองตั้งแต่บันไดไปจนถึงด้านบน ผู้คนแต่งกายด้วยชุดหรูหราสวมหน้ากากปกปิดหน้าตา
เพี๊ยะ!
หญิงสาวในชุดสีขาวเนื้อผ้าพริ้วไหว หวดแส้กระทบพื้น ต้อนเด็กส่วนหนึ่งรวมทั้งผมเข้าไปในห้องที่มีแสงสลัวๆ แต่ไม่ถึงกับมองอะไรไม่เห็น ซึ่งอยู่ทางปีกขวาของบันไดที่เชื่อมต่อกับชั้นสอง โดยมีเด็กอีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่ที่โถงใหญ่เหมือนเดิม
ผมและเด็กอื่นๆ อีกหายคนถูกขังไว้ในห้องที่ว่านี้
จากนั้น...
เสียงเฮลั่นจากกลุ่มคนแต่งกายด้วยชุดหรูหราที่อยู่ตรงระเบียงชั่นสอง พร้อมกับเสียงเพลงคุ้นหูดังขึ้น
เพลงที่ผมได้ยินก่อนถูกพามายังที่นี่ ที่สำคัญมันถูกบรรเลงขึ้นด้วยเสียงของเครื่องดนตรีแบบเดียวกันที่ได้ยินเมื่อวาน
"เพลงนี้..."
ผมขมวดคิ้วสงสัยในเพลงที่ได้ยิน ใช่แต่เหมือนไม่ใช่?
แม้จะสัมผัสถึงความไพเราะของบทเพลงได้ แต่ความไพเราะนั้นกลับไม่จับใจอย่างที่เคยได้ยินก่อนหน้านั้น
"เฮอะ!"
ใครบางคนแค่นเสียงแทรก ขณะผมกำลังใช้ความคิด!
"พวกเดนมนุษย์ รู้จักฉันน้อยไป หึ!"
เด็กสาวซึ่งแต่งตัวไม่ต่างจากพวกผม เค้นเสียงกล่าวอย่างมาดร้าย รอยยิ้มนั้น ผมรู้สึกคุ้นตาอย่างแปลกประหลาด
ทว่า ผมไม่ทันได้คิดอะไรมากกว่านั้น ไฟสลัวๆ ในห้องที่ผมอยู่ก็บดับพึ่บ เสียงกรีดร้องจากด้านนอกดังขึ้น ตามด้วยเสียงร้องโวยวายของกลุ่มคนที่อยู่ด้านนอก
ปัง!!
ปัง!!!
เสียงปืนลั่น ใครบางคนยันประตูห้องที่กักขังพวกผมเปิดออก
"วิ่ง!"
คนมาใหม่ตะโกนบอก เด็กที่ถูกพาตัวทั้งหมด กรูวิ่งออกจากห้องที่ใช้กักขังอย่างทุลักทุเล
ผมถูกชมล้มกลิ้งไม่ต่างจากลูกขนุนมากองตรงหน้าเด็กสาวเจ้าของรอยยิ้มมาดร้าย
"เธอนี่มัน!"
"ลุก!"
เธอกระชากผมขึ้นมาจากพื้น
"ถ้าไม่อยากเป็นสินค้าถูกเร่ขายก็ลุกขึ้น!"
ผมจ้องคนพูดเขม็ง ใช่! ใช่เธอจริงๆ ผู้หญิงที่ยืนเล่นเพลงเพราะๆ บนซากกองขยะนั่น
"มองอยู่ได้! บอกให้ลุกขึ้น!"
เธอกระชากผมขึ้นมา ผลักจนผมเซถลาไปอยู่ชนกับชายร่างสูงที่พังประตูเข้ามา
"คุณหนูอลิส เจ้าเด็กนี่..."
เธอปรายตามองผม
"พาไปด้วย ให้พ้นจากที่นี่แล้วค่อยว่ากัน"
"ครับ!"
"เหวอออ!"
ผมร้องเสียงหลง ดิ้นกุกกักที่ถูกชาย... ซึ่งดูเหมือนจะเป็นลูกสมุนของเธอ เด็กสาวที่ดูแล้วน่าจะอายุไล่เลี่ยกับผม รวบตัวอุ้มพาดบ่า
"เกาะให้แน่น ตกหล่นระหว่างทางคือทิ้งอย่างเดียว"
...
...
ทั้งสองก้าวออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว ด้านนอกผู้คนกำลังแตกฮือ อลมานวุ่นวายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเพียงพริบตา
"ทำงานได้ดีมาก"
เด็กสาวผู้ใช้ทำนองเพลงล่อลวงผมจนมาติดอยู่ในสถานที่ประหลาดแตะบ่าชมเชยสมุนของเธอ
"ผมไม่ยอมให้พวกมันจับคุณหนูมาเป็นสินค้าเร่ขายให้คนตัณหากลับพวกนั้นหรอกครับ"
เธอเหยียดยิ้ม
"ฉันบอกพวกมันจะทำงานนี้เป็นงานสุดท้าย แต่พวกมันสับปลับ จับฉันมาเป็นสินค้าให้คนพวกนั้นซะเอง"
"ผมรับปากกับคุณท่านก่อนจะเสียชีวิต ว่าจะดูแลคุณหนูด้วยชีวิตครับ"
"ขอบใจนายมาก คงมีแค่นายเท่านั้นที่ทำตามที่รับปากกับคุณพ่อไว้ แต่นังแม่เลี้ยงใจยักษ์นั่น"
"คุณหนูครับ..."
"ช่างเถอะ พวกเรารีบไปกันก่อนดีกว่า"
"ครับ"
ผมถูกชายร่างสูงอุ้มพาดบ่าพาหนีออกมาจากทางด้านหลังของคฤหาสน์หลังใหญ่ ซึ่งมีรถยนตร์สีดำจอดอยู่หลังพุ่มไม้
ยัยตัวแสบปรายตามองผม แล้วสั่งให้คนของตนเองปิดปากมัดมือมัดเท้าผม ก่อนจับผมโยนไว้ที่เบาะหลังรถ
จากนั้สเธอกับสมุนจะเข้านั่งประจำที่และขับรถออกจากสถานที่พิลึกพิลั่นนี้อย่างรวดเร็ว
"คุณหนูจะให้เอาเจ้าเด็กนี่ไปโยนทิ้งไว้ที่ไหนครับ"
"หึ" เธอแค่นยิ้มแล้วหันมามองผม "มาจากไหนก็เอาไปโยนไว้ตรงนั้น"
"ที่กองขยะนั่น"
"อืม ที่นั่นแหละ มาจากกองขยะ ก็ควรกลับไปที่กองขยะ จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน"
"ครับ"
ผมฟังที่เจ้านายกับลูกน้องคุยกันแล้วสะอึก น้ำตาจะไหล 'มาจากกองขยะก็กลับไปที่กองขยะ'
ผมอยากเถียงใจจะขาด ว่าผมเป็นลูกมีพ่อมีแม่ไม่ใช่ขยะ ที่เธอกับพวกจะเอาไปโยนทิ้งที่สุสานขยะนั่น แล้วที่ผมต้องอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะเธอกับเพลงบ้าๆ ที่เธอเล่นนั่นแหละ
...
..
.
รถแล่นมาได้พักใหญ่ เสียงเพลงที่ผมเริ่มคุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง จากผู้หญิงที่นั่งเบาะข้างคนขับ
เธอฮัมทำนองเพลงที่ผมได้ยินเมื่อคืนวาน จนผมเริ่มหลอน ไม่คิดเลยว่าเวลาแค่ชั่วข้ามคืนจะเกิดอะไรขึ้นได้มากมายอย่างนี้
เริ่มจากเด็กมัธยมอย่างผมตกอยู่ในภวังค์ของเพลงที่ไม่รู้จัก จนถูกจับแต่งตัวบ้าน บอๆ เป็นสินค้าให้คนพวกนั้นพร้อมกับเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
จนได้เจอเธอ...
วายร้ายที่ทำให้ผมตกอยู่ในภวังค์ของบทเพลงของเธอ
แล้วตอนนี้...
เธอก็กำลังทำแบบนั้นกับผมอีกครั้งหนึ่ง
"Moonlight Sonata ฉันควรเป็นคนที่เล่นเพลงนี้ในคืนนี้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วลาขาดจากที่อโคจรนั่น"
เธอกัดฟันพูด ถ้าไม่ถูกปิดปากอยู่ ผมอยากหัวเราะให้ลั่น กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง ท่าทางเธอจะโดนพวกเดียวกันหักหลังเข้าอย่างจัง
จะว่าไปแล้ว ดูเหมือนเธอจะอายุมากกว่าผมปีหรือสองปีเท่านั้น แต่เหตุใดเด็กสาวแบบเธอถึงได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวพันกับวงจรค้ามนุษย์ได้ ผมล่ะแปลกใจจริงๆ
"ถึงแล้วครับคุณหนู"
รถยนตร์ของคนที่จับผมยัดเข้ามาด้านใน เบรกดังเอี๊ยด ถึงที่แล้วสินะ ที่ที่จะจับผมโยนเข้าไปในดงขยะ
ชายร่างสูงลงจากรถ เปิดประตูด้านหลัง ลากผมลงจากรถ ผมดิ้นขัดขืนไม่ยอมลงจากรถ
เอาสิ!
ส่งทั้งทีต้องส่งให้ถึงที่ ไม่ใช่ส่งแค่กลางทาง หรือข้างกองขยะแบบนี้
"อื้อๆ"
ผมส่งเสียงร้อง ทำตัวแข็งขืนไม่ให้ถูกลงจากรถไปได้ง่ายๆ
"นาย"
"หือ..."
ผมหันไปตามเสียงเรียกของยัยตัวแสบ ทันใดนั้น... รู้สึกเหมือนถูกของแข็งฟาดที่ท้ายทอย
ถูกฟาดแค่ทีเดียว โลกของผมค่อยๆ มืดลง...
มืดลง...
แล้วหลังจากนั้นผมก็มองไม่เห็นอะไร และไม่รู้สึกตัวอีกเลย ผมรู้สึกตัว ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกที่บ้าน
แม่...
แม่กำลังยิ้มทั้งน้ำตาและโผกอดผม
...
..
.
7 ปีต่อมา ค.ศ. 2027
'โยนิ' คือชื่อของผม แม้ว่าตอนนี้ผมโตพอที่จะปกป้องตัวเองได้แล้ว
แต่ไม่รู้ว่าทำไม...
ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านสุสานขยะของเหลือใช้ มักหูแว่วได้ยินเพลงของเธอคนนั้นทุกที
...
..
.
~ จ บ €P.01 ~
🥳 สวัสดีปีใหม่ค่ะ 🥳
นี่คือโพสต์แรกที่ไม่ใช่เพลงปี 64 ของโต๊ะเลยค่ะ
มาพร้อมกับ M€LODY IN MEMORY THE SERIES ท่วงทำนองของความทรงจำ ( SS3 )
ชื่อซีรีส์ชวนให้นึกถึงเรื่องราวโรมานซ์มากๆ ยิ่งเห็นรายชื่อพี่น้องในซีซั่นนี้ ล้วนเป็นนักเขียนเรื่องโรมานซ์ชั้นปรมาจารย์ทั้งนั้นเลยค่ะ
โต๊ะมีความเชื่อว่า... ไม่ว่าโต๊ะจะพาออกทะเลมากแค่ไหน แต่พี่น้องจะดึงเรื่องกลับเข้ามาในกรอบได้แน่นอน
เปิดเรื่องมามีตัวละครอยู่ 3 ตัว กับเพลงอีก 1 เพลงค่ะ และมีปมเล็กๆ ไว้ให้เล็กน้อยค่าาา
โต๊ะรับหน้าที่ปั่น EP.01 ค่ะ แต่งเรื่อง SS3 ค่อนข้างคิดเยอะค่ะ แต่แต่งไปอ่านไปรู้สึกท้าทายดีค่ะ เพราะปกติไม่ค่อยได้แต่งเรื่องแบบนี้เลยค่ะ แต่พยายามทำหน้าที่เปิดเรื่องให้ดีที่สุดค่ะ
ต่อไป คนรับหน้าที่ปั่น EP.02 คือพี่เฉื่อยเพจ Sloth Holmes ค่ะ
.
และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ 👇
.
ปล. อ่านอย่างมีความสุขค่ะ
In Need เพลงที่เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเรื่อง และต้องฟังตลอดเวลาที่แต่งตอนนี้ เพลงที่เกินกว่าคำว่า "ตกหลุมรัก" ในเพลงๆนั้นค่ะ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    Me & My Sis
    มาอ่านแล้วค่ะพี่โต๊ะ เปิดมาว้าวเลย แอบลึกลับนิดๆ โรแมนติคหน่อยๆ อยากรู้แล้วว่าโยนิกับอลิสจะเป็นยังไงต่อแล้ววว😁