6 ม.ค. 2021 เวลา 15:30 • ไอที & แก็ดเจ็ต
6 พฤติกรรม ทำร้ายแบตเตอรี่
แบตเตอรี่เสื่อมเพราะอะไร
แบตเตอรี่จะมีสิ่งที่เรียกว่า “Charge cycle” คือ เลขประมาณรอบการใช้งานของแบตเตอรี่ก่อนที่แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ
ซึ่งบริษัทแอปเปิลได้ อธิบายว่า 1 Charge cycle คือการใช้แบตเตอรี่ครบ 100% แต่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นการใช้งานต่อเนื่องจนแบตเตอรี่หมดนะคะ
ตัวอย่างเช่น ใช้แบตเตอรี่จากเต็ม 100% ลดไปเหลือ 50% นำไปชาร์จเพิ่มจนเต็ม แล้วใช้ อีก 50% แบบนี้ถึงนับเป็น 1 Charge cycle ค่ะ
.
.
1
ที่มา: https://droidsans.com/how-to-prolong-li-ion-battery/
ผลการทดสอบแบตเตอรี่หลายๆก้อนแสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการใช้งานไปเรื่อย ๆ ความจุจะค่อย ๆ น้อยลงไปซึ่งปกติจะลดลงเหลือราว 75% ของความจุจริงเมื่อผ่านไปประมาณ 1 ปี
แน่นอนว่าแบตเตอรี่ไม่ได้เสื่อมเพียงเพราะการใช้งานไปหลาย ๆ Charge cycle อย่างเดียว ยังมีปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่างที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ซึ่งนั่นก็คือ พฤติกรรมของเราที่ไป
“ลด Charge cycle”
ของแบตเตอรี่นั่นเองค่ะ
1
จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปชมกันได้เลย ><
.
.
.
หลายคนมักจะคิดว่าการชาร์จแบตจนเต็ม 100% เป็นการชาร์จที่ถูกต้อง ก็เลยชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน โดยที่ไม่ทราบเลยว่าแบตเตอรี่ที่ถูกชาร์จไว้จนเต็มนั้นจะมีแรงดันไฟฟ้าสูง ทำให้แบตเตอรี่มี "ความเครียด" ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว
ดังนั้น การชาร์จที่ดีที่สุด ควรจะให้แบตเตอรี่อยู่ระหว่าง 30-80% เน้นชาร์จบ่อยๆ แทนการชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน คือวิธีการถนอมแบตมือถือที่ถูกต้อง
เราจะเห็นได้ว่าเวลาซื้อเครื่องใหม่ แบตจะถูกชาร์จมาให้ไม่เต็ม เพื่อการถนอมแบตสูงสุดนั่นเองค่ะ
1
แบตเตอรี่แบบ Lithium Ion นั้น จะเสื่อมได้ง่ายเมื่อถูกใช้งานจนเหลือ 0% ดังจะเห็นได้จากผลการทดลองด้านล่าง
ที่มา: https://droidsans.com/how-to-prolong-li-ion-battery/
Depth of discharge คือ ปริมาณแบตเตอรี่ที่ถูกใช้ไป
เช่น Depth of discharge 100% เท่ากับแบตเตอรี่ถูกใช้งานเหลือ 0%
Discharge cycles before the battery capacity drops to 70% คือ จำนวนรอบการชาร์จแบตเตอรี่ ก่อนที่ความจุของแบตเตอรี่จะลดลงไปเหลือ 70% ของความจุเดิม
ผลการทดลองพบว่าถ้าเราใช้งานแบตเตอรี่จนเหลือ 0% แล้วจึงค่อยชาร์จ ทำเช่นนี้ไปเพียง 300 – 500 รอบก็จะพบว่า แบตเตอรี่มีความจุลดลงไปเป็น 70% จากของเดิมซะแล้ว
ในขณะที่ถ้าเราชาร์จแบตเตอรี่ตอนที่เหลือมากกว่า 0% จะมีจำนวนรอบมากกว่า 4-8 เท่าก่อนที่แบตเตอรี่จะมีความจุลดลงเหลือ 70% เลยทีเดียว
ฉะนั้น ถ้าหากไม่อยากให้แบตเตอรี่จากเราไปเร็ว ไม่ควรใช้งานจนแบตเตอรี่หมดเกลี้ยงบ่อยเกินไป
.
อย่างไรก็ตาม ทางแอปเปิล และผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ ได้แนะนำว่า ควรใช้งานจนแบตเตอรี่เหลือ 0% บ้าง "แต่" ควรทำทุก ๆ 1-2 เดือน ไม่ใช่ปล่อยให้แบตหมดติดต่อกันบ่อยเกินไป
ที่มา: https://www.istockphoto.com/photo/apple-bite-gm157334384-6133675
ซึ่งสาเหตุเป็นดังนี้
เชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยเจอเหตุการณ์ที่ดูเวลาที่ใช้งานได้ของแบตเตอรี่ว่าใช้ได้อีกกี่ชั่วโมง กี่นาที แว้บแรกเห็นชั่วโมงกว่าก็สบายใจ แต่ไม่กี่นาทีบอกมาบอกเหลือไม่ถึงชั่วโมงซะอย่างงั้น การที่ระบบคำนวณเวลาใช้งาน แบตเตอรี่คลาดเคลื่อนเกิดจากการที่เราชาร์จเป็นช่วงสั้น ๆ บ่อยเกินไปนั่นเอง
ที่มา: https://www.reddit.com/r/meme/comments/gqcb9r/low_battery/
เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะทำอยู่ตอนนี้ ชาร์จแบตมือถือไป อ่านบทความนี้ไป บอกเลยว่าคุณกำลังทำร้ายแบตเตอรี่คุณอยู่ค่ะ เพราะจะมีการทำงานที่อาศัยไฟจากแบตเตอรี่ เมื่อที่ชาร์จปล่อยไฟเข้ามาแล้วพบว่ามีการโดนแบ่งไฟไปก็จะเพิ่มปริมาณกระแสขึ้น ทำให้ทั้งมือถือและอุปกรณ์ชาร์จร้อนขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเสื่อมเร็ว
ดังนั้น ถ้าอยากให้เจ้าแบตเตอรี่อยู่กับเราไปนาน ๆ ไม่ควรใช้งานขณะชาร์จ หรือทางที่ดีที่สุดควรปิดเครื่องขณะชาร์จมือถือไปเลย ปลอดภัยแน่นอนค่ะ
ข้อนี้นับว่าสำคัญอย่างมากเลยทีเดียว เพราะความร้อนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ความร้อนจากแสงอาทิตย์ หรืออุณหภูมิร้อนจัด ณ ช่วงเวลานั้น และยังรวมไปถึงการใช้ที่ชาร์จแบบไร้สายบ่อยเกินไปด้วย
.
ที่มา: https://droidsans.com/how-to-prolong-li-ion-battery/
การทดลองนี้ทดสอบว่า “ความร้อน” และ “ประจุที่คงเหลือ” มีผลต่อการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่หรือไม่ โดยการปล่อยแบตเตอรี่ที่ไม่ถูกใช้งานให้อยู่ในอุณหภูมิที่แตกต่างกันเป็นเวลา 1 ปี
แบตเตอรี่ก้อนหนึ่ง ชาร์จไว้ที่ 40% มีแรงดันไฟฟ้า (Volt) ต่ำ กับแบตเตอรี่อีกก้อนหนึ่ง ชาร์จไว้ที่ 100% มีแรงดันไฟฟ้า (Volt) ที่สูง
1
ผลการทดลองพบว่า
ที่ 60 องศาเซลเซียส แบตเตอรี่ 40% ที่ถูกทิ้งไว้ จะมีความจุเมื่อชาร์จเต็มลดลงไปเป็น 75% จากเดิม
ขณะที่แบตเตอรี่ 100% มีความจุเมื่อชาร์จเต็มลดไปเป็น 60% ภายในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น
ดังนั้น เราสรุปได้ว่า ที่อุณหภูมิยิ่งสูง แบตเตอรี่ยิ่งเสื่อมสภาพมาก
และแบตเตอรี่ที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงกว่าก็จะเสื่อมเร็วกว่าด้วยค่ะ ดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1
ซึ่งทางแอปเปิลได้แนะนำว่า ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแบตเตอรี่นั้น จะอยู่ที่ 0-35 องศาเซลเซียส
ฉะนั้น หากอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่ร้อนจัด ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาใช้จะดีที่สุด นอกจากนี้ ควรจะหลีกเลี่ยงการชาร์จแบบไร้สาย แล้วหันมาใช้สายชาร์จ หรือ Power Bank แทน จะช่วยถนอมแบตเตอรี่ให้ใช้ได้ยาวนานขึ้น
1
อ่านวิธีการเลือก power bank เพิ่มเติมได้ที่
ที่ชาร์จและแบตเตอรี่ของอุปกรณ์พกพาสมัยนี้ส่วนใหญ่จะมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็มอยู่แล้วค่ะ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าชาร์จทิ้งไว้นาน ๆ แล้วจะมีปัญหา แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากที่ชาร์จหรือแบตเตอรี่ที่ใช้นั้นไม่ใช่ของแท้หรือไม่ได้มาตรฐานก็เสี่ยงอยู่ เพราะมันอาจจะไม่มีระบบตัดไฟอยู่ภายในก็เป็นได้ ส่งผลให้แบตเตอรี่ร้อนตลอดเวลา ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการระเบิดอีกด้วย
ดังนั้นควรจะหลีกเลี่ยงของที่ลอกเลียนแล้วหันมา ใช้แบตเตอรี่และที่ชาร์จของแท้จะดีที่สุดค่ะ
ถ้าหากเรานำเอา Charger ที่มีความต่างศักย์สูง (V สูงๆ) มาชาร์จไฟเข้าเครื่องเรา จะทำให้ใช้เครื่องใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม นั่นก็เป็นเพราะว่าเจ้าที่ชาร์จไฟเหล่านั้นสามารถอัดไฟได้แรงขึ้นและชาร์จไฟเข้าไปได้มากกว่า 100% ของที่เก็บนั่นเอง
ถ้าเปรียบเทียบก็คงเหมือนเราสามารถยัดของลงถุงได้ถ้าเราออกแรงยัดมันเพิ่มอีกหน่อย แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าถ้าเรายัดบ่อย ๆ ถุงก็อาจจะเสียหายหรือเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
 
เช่นเดียวกับแบตเตอรี่ของเรานั่นเอง
ฉะนั้นทางทีดีเลือกใช้ที่ชาร์จที่มากับเครื่องของเราเองเป็นดีที่สุดค่ะ
.
ที่มา: https://droidsans.com/how-to-prolong-li-ion-battery/
ไฟที่ชาร์จด้วยความต่างศักย์สูงๆจะทำให้ได้ประจุสูงกว่าความจุจริง แต่ลดรอบการใช้งานอย่างรวดเร็วเช่นกัน
สำหรับบทความนี้ก็มีเท่านี้ค่ะ
จำไว้ว่า ศัตรูหลัก ๆ ที่ทำให้แบตเตอรี่อยู่กับเราได้ไม่นานก็คือ ความร้อน และแรงดันไฟฟ้านั่นเอง
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ "ตัวเราเอง" ถ้าหากเราไม่รู้จักที่จะดูแล และใช้มันอย่างถูกวิธี ก็จะเปรียบเสมือนตัวเร่งทำให้ศัตรูตัวอื่น ๆ นั้นทำลายแบตเตอรี่ของเราได้เร็วมากยิ่งขึ้น
ถ้าชอบ อย่าลืม กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม
แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า :)
สำหรับวันนี้ ราตรีสวัสดิ์
เพจ facebook IT Girl:
โฆษณา