10 ม.ค. เวลา 01:05 • ธุรกิจ
หุ้น ทองคำ บิทคอยน์ หรืออสังหาฯ เงินจะไปทางไหนในปี 2021?
ปี 2020 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่มีมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการ
ระบาดของโควิด19 ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลกทุกวงการ ซึ่งถ้าโฟกัสกันเฉพาะเรื่องของเศรษฐกิจและการลงทุนนั้นก็ถือเป็นปีที่มีหลายเรื่องแปลก ๆ ที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์หรือบางเรื่องก็น่าจะใช้คำว่าช็อค! เพราะมันขัดกับความเชื่อหรือทฤษฎีที่เคยเรียนรู้มาก่อน ซึ่งผมกับพี่ทีก็ต้องยอมรับว่าคาดการณ์ผิดจริง ๆ
2
และสำหรับปี 2021 นั้นจะมีทิศทางจะเป็นอย่างไร? เงินจะไหลไปหาสินทรัพย์ไหน?
ทองคำยังน่าลงทุนอยู่ไหม? บิทคอยน์จะมาแทนที่หรือไม่? บทความนี้จะมาสรุป
มุมมองของผมกับพี่ทีให้อ่านกัน เพื่อน ๆ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรลอง
คอมเมนท์มาบอกกันหน่อยนะครับ
1
1. สิ่งที่ผิดพลาดและได้เรียนรู้จากปี 2020
พี่ทีบอกว่าปี 2020 นั้นมีเหตุการณ์ที่ถือว่าพลิกตำราคือโดยทั่วไปแล้วราคาหุ้นควร
จะมีทิศทางที่สัมพันธ์กับการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งปีที่แล้วมีโรคระบาดเกิด
ขึ้นทำให้มีการคาดการณ์ว่าตัวเลข GDP ลดต่ำลง พี่ทีจึงมองว่ายังไงราคาหุ้นก็ต้องลดลง แต่ผลกลับเป็นตรงข้ามคือราคาหุ้นทั่วโลกปรับสูงขึ้น เนื่องจากการมีเงินอุด
หนุนจากรัฐบาลที่ทำให้ผู้คนมีความมั่นใจว่ายังไงบริษัทใหญ่ ๆ ก็คงไม่เจ๊ง
3
อีกสิ่งที่พี่ทีได้เรียนรู้คือการลงทุนตามกระแสนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากในเวลาที่รวดเร็วกว่าการใช้พื้นฐานในการวิเคราะห์ อย่างหุ้น Delta ที่ตอนแรกราคา
หุ้นยังไม่ขึ้นรุนแรง แต่พอผู้คนเริ่มพูดถึงและเริ่มเป็นกระแสนั้นก็ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นมาก
2
ทว่าพอสรุปภาพรวมทั้งปีนั้น พี่ทีแทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย โดยพี่ทียอมรับว่าเขา
กลัวความเสี่ยงมากเกินไปจนพลาดโอกาสมากมายที่มองเห็น แต่ติดตรงที่ว่ามันขัดกับตัวตนและความเชื่อที่สั่งสมมา ซึ่งคำพูดนึงที่ผมชอบมากคือพี่ทีได้บอกว่า “ผมรับความเสี่ยงน้อยกว่าความรู้ที่ผมมี” ซึ่งมันฟังดูเท่มากนะครับ แต่ก็ถือเป็นตลกร้ายว่ามีบางคนที่เสียดายเพราะรู้เยอะเกินไป ในขณะที่คนส่วนใหญ่เสียดายเพราะไม่รู้
1
ส่วนสิ่งที่ผมได้เรียนรู้หลัก ๆ ก็คือเรื่องเงินเฟ้อ/เงินฝืด ตอนแรกผมมองว่าการที่
ธนาคารกลางสหรัฐพิมพ์เงินมากมายขนาดนี้ ยังไงเงินเฟ้อต้องพุ่งสูงขึ้นแน่นอนและ
จะส่งผลดีต่อราคาทองคำอย่างมาก (จริงอยู่ที่ราคาทองคำจะขึ้นมาถึง 35% แต่ถ้า
เทียบกับปริมาณเงินที่พิมพ์ออกมานั้นผมคิดว่าราคามันน่าจะไปได้มากกว่านี้)
1
ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเงินไม่เฟ้อ แต่กลับเกิด “เงินฝืด” เนื่องจากพอเศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนก็อยากจะเก็บเงินเอาไว้ มากกว่าที่จะนำมาลงทุน
และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือสิ่งที่สัมพันธ์กับราคาทองคำจริง ๆ ไม่ใช่ปริมาณเงินในระบบแต่เป็น “ความกลัว” เพราะตอนที่ราคาทองคำขึ้นเยอะ ๆ คือตอนต้นปีที่ผู้
คนตกใจกับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อผู้คนตั้งสติได้เงินก็ไหลออกจากทองคำไปสู่สินทรัพย์อื่น ทั้ง ๆ ที่ปริมาณเงินในระบบกำลังเพิ่มขึ้นเร็วที่
สุดเป็นประวัติการณ์
2. ทิศทางการลงทุนในปี 2021
ในปีนี้พี่ทีจะยังคงใช้แนวคิดการลงทุนด้วยวิธีการคำนวณมูลค่าพื้นฐานเหมือนเดิม
(VI) เนื่องจากพี่ทีคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลที่ราคาหุ้นต้องสูงขึ้นจนไม่มีวันลง
แม้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้นมากมายขนาดไหน แต่ในมุมของคนที่ซื้อธุรกิจนั้นจะ
ให้ความสำคัญกับเรื่องผลตอบแทน (กำไร) ของบริษัทที่สมน้ำสมเนื้ออยู่ดี
1
แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงในปีนี้คือพี่ทีจะแบ่งพอร์ตส่วนหนึ่งมาลงทุนด้วยกลยุทธ์ที่
เสี่ยงมากขึ้น โดยสินทรัพย์ที่จะโฟกัสคือหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะเป็นธีมการลงทุนในกระแสโลกตอนนี้ ซึ่งพี่ทีจะมองหาบริษัทขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการเติบโตแต่
ราคาหุ้นยังไม่ขยับไปไกลมาก เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
อย่างเช่นในหมวด EVs ที่เพื่อน ๆ ก็คงจะทราบดีว่าบริษัทผู้นำอย่าง Tesla มีราคา
หุ้นที่พุ่งสูงขึ้นมากจนดันให้ Elon Musk กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกได้
แต่คุณรู้ไหมครับว่ายังมีหุ้นของบริษัท EVs ในจีนอีกหลายตัวที่ราคายังไม่ขยับไป
ไกลมาก ซึ่งพี่ทีมองว่าเป็นโอกาสที่จะเข้าไปศึกษาและหาโอกาสซื้อหุ้นได้ก่อนที่จะ
เป็นกระแส
1
ส่วนในมุมมองของผมนั้น สำหรับภาพใหญ่ผมก็เห็นด้วยกับพี่ทีว่าราคาสินทรัพย์มันควรจะต้องมีการปรับฐานครั้งใหญ่หรือที่บางคนจะใช้คำว่าฟองสบู่แตก เพียงแต่จะ
เกิดปีนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เนื่องจากราคาที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากความมั่นใจของผู้คน คือพอยิ่งมั่นใจราคาก็ยิ่งขึ้น แล้วพอคนเห็นราคาขึ้นก็ยิ่งมันใจเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้
ราคาสูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ
2
แต่พอราคาขึ้นสูงมาก ๆ ก็จะเกิดความอ่อนไหวเพราะคนจะ “กลัว” ว่าราคามันจะ
ร่วง ซึ่งผมมองว่าตอนนี้ตลาดกำลังรอเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่าง (ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่โควิดรอบ2 เพราะมันคงไม่ทำให้ผู้คนตกใจได้เท่ารอบแรก)
ที่จะทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนย้ายเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง มายังสิน
ทรัพย์ที่พวกเขาเชื่อมั่นที่อาจจะเป็นทองคำ, ดอลลาร์, ที่ดิน หรือบิทคอยน์ อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน (แต่ส่วนตัวผมเชื่อมั่นในทองคำมากที่สุด)
และในช่วงเวลานั้นก็จะเป็นโอกาสให้ผมได้ช้อนซื้อหุ้นดีที่มีศักยภาพที่แข็งแกร่งได้
ในราคาต่ำ ๆ กลยุทธ์ของผมตอนนี้คือเน้นสะสมสินทรัพย์ที่ผมเชื่อว่าราคาจะสูงเมื่อ
เกิดความกลัว แต่ในระหว่างทางก็จะทำการบ้านในการเฟ้นหาบริษัทที่คิดว่าจะเป็น
ได้เติบโตได้ดีในโลกอนาคต เพื่อที่ว่าในยามโกลาหลผมจะได้รู้ว่าผมต้องซื้อหุ้น
อะไรบ้าง
1
ซึ่งพี่ทีก็ได้เสริมนิดนึงเพื่อเตือนว่ากลยุทธ์ของผมนั้นมีจุดอ่อนอยู่คือ ตอนที่เกิดความโกลาหลจริง ๆ อาจทำให้สินทรัพย์ทุกอย่างราคาร่วงหมดยกเว้นดอลลาร์ สาเหตุ
เพราะกลไกตลาดอนุพันธ์ที่หลายคนมองข้ามนั้นทำให้ระบบเกิดการขาดสภาพคล่องฉับพลัน ทำให้สินทรัพย์ต่าง ๆ ถูกบังคับขาย ทำให้มีเงินมหาศาล (ที่ทั้งเต็มใจและ
ไม่เต็มใจ) ไหลเข้าสู่ดอลลาร์
แม้ว่ามันจะเกิดขึ้นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่คุณต้องเตรียมสภาพคล่องรองรับไว้
มากพอ มิฉะนั้นคุณก็อาจเป็นอีกคนหนึ่งที่จะถูกบังคับให้ต้องขายสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ที่ดิน (หรือบางคนอาจจะนับบิทคอยน์ด้วย) ในตอนที่ราคากำลังร่วง
3. เหตุการณ์แปลกประหลาดที่ตลาดอสังหาฯ ในสหรัฐ
เรียกว่าไม่รู้จะเอาทฤษฎีไหนมาอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงนี้ที่เกิดขึ้นในสหรัฐ
จริง ๆ ครับ ตำราที่ผมเคยอ่านมานี่เรียกว่าเก็บเข้ากรุได้เลย
หนึ่งในประเด็นที่น่าแปลกใจคือเรื่องราคาอสังหาฯ ที่ราคาบ้านสูงขึ้น 7% ท่ามกลางวิกฤตโควิด19 แต่ราคากองทุนอสังหาฯ และ REITs กลับมีราคาลดลง? ที่ผมได้ทำ
คลิปไปแล้วมาถามนักการเงินอย่างพี่ทีว่ามีความคิดเห็นอย่างไร? มันเกิดอะไรขึ้น?
1
โดยพี่ทีมองว่าราคาบ้านที่สูงขึ้นนั้นน่าจะเป็นกำลังซื้อของกลุ่มคนรวยที่เข้าถึงเงินได้ง่ายมาซื้อลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงมายังสินทรัพย์อื่น ๆ หุ้นบ้าง เนื่องจากหุ้น
และทองคำนั้นราคาขึ้นไปค่อนข้างเยอะแล้ว แต่อสังหาฯ ยังไม่ขยับมากเท่าไหร่
2
ส่วนกรณีของกองทุนอสังหาฯ และกอง REITs ที่ราคาร่วงนั้น น่าจะเกิดจากจุด
ประสงค์ของนักลงทุนที่ต่างกันมีความต้องการต่างจากจากกลุ่มคนที่ซื้อบ้าน เนื่อง
นักลงทุนกลุ่มที่ซื้อ REITs ต้องการผลตอบแทนในรูปเงินปันผล (กระแสเงินสด)
เป็นหลัก ทำให้การที่ออฟฟิศไม่มีผู้เช่าจากเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก บวกกับดอกเบี้ยที่มีทิศทางเป็นขาลงนั้นเป็นตัวกดดันให้เงินปันผลของกองเหล่านี้ลดลง ราคาจึงปรับตัวลดลงตาม
4. มุมมองต่อบิทคอยน์
ช่วงนี้ถ้าไม่พูดเรื่องบิทคอยน์เลยถือว่าผิดนะครับ ฮ่าๆๆ ผมมองว่าบิทคอยน์เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าในอนาคตมันจะสามารถผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่จะเข้ามาท้าทายได้หรือไม่ เพราะถ้ามันผ่านไปได้มันก็จะทำให้ความเชื่อมันใน
บิทคอยน์สูงขึ้นมากจนอาจเทียบเคียงกับทองคำได้
1
เนื่องจากจริง ๆ แล้วทองคำก็เป็นสินทรัพย์ที่ถูกท้าทายแบบบิทคอยน์มาทุกยุคทุก
สมัย แต่มันก็ผ่านมาได้กว่า 5,000 ปี ทำให้มีความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาเยอะมาก
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าทองคำจะคงอยู่ตลอดไป เพราะถ้าเกิดบังเอิญเจอแหล่ง
ทองคำบนดาวอังคารและขนกลับมายังโลกได้จริง ๆ ก็อาจถึงวันที่ทองคำเสื่อมค่า
ในทำนองเดียวกับบิทคอยน์ที่จะต้องเจอบททดสอบที่จะเข้ามาเรื่อย ๆ อย่างไม่สิ้น
สุด และถ้าสุดท้ายมันยังไม่หายไปไหนก็บอกได้เลยว่ามูลค่าของมันก็จะมากขึ้น
เรื่อย ๆ
4
ส่งพี่ทีนั้นมองว่าบิทคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ตัวหนึ่งที่สามารถเลือกลงทุนได้ แต่ต้องลงทุนโดยใช้มุมมองของนักเก็งกำไร เพราะพี่ทีไม่รู้จะใช้ทฤษฎีไหนมาคำนวณมูลค่า
พื้นฐานของบิทคอยน์
1
หลายคนมีความเห็นว่าควรใช้ต้นทุนในการขุดในการอ้างอิงมูลค่าพื้นฐาน
แต่สำหรับพี่ทีนั้นต้นทุนมันไม่ได้มีนัยสำคัญมากขนาดนั้น เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ประโยชน์ใช้สอย” ของมันมากกว่า
1
โดยพี่ทีได้ยกตัวอย่างแบบเจ็บ ๆ ให้เห็นภาพว่าเหมือนคุณเรียนแทบตายจ่ายค่า
เทอมเกือบ 20 ปี เพื่อจบมาได้เงินเดือน 15,000 บาท คุณยังไม่เห็นคำนวณเลยว่า
มันคุ้มกับต้นทุนที่คุณจ่ายไปไหม?
อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมกับพี่ทีเท่านั้น อาจจะมี
ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ก็เอามาถกเถียงกันเพื่อให้คุณได้ตกผลึกทางความคิดและตัดสิน
ใจด้วยวิจารณญาณของคุณเอง
2
บางทีคุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับผมเลย ผมก็ยินดีที่อย่างน้อยผมก็ช่วยให้คุณได้เปิด
มุมมองให้คุณได้ครุ่นคิดและได้ข้อสรุปว่าเหตุผลของผมยังดูมีจุดอ่อนหรือไม่หนัก
แน่นพอเท่ากับเหตุผลของคุณ มันก็ช่วยให้คุณมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น จริงไหมครับ
แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับคิดว่าอะไรน่าลงทุนในปี 2021 นี้? และจะใช้กลยุทธ์อะไร?
คอมเมนท์มาแลกเปลี่ยนกันครับ
.
แอดปุง
    Happyjung Junjira
    I like it, thanks for sharing naka