12 ม.ค. 2021 เวลา 04:21 • ประวัติศาสตร์
เที่ยวบิน ที่ 629
John "Jack" Gilbert Graham
วันที่ 1 พฤศจิกายน 1955 ได้เกิดเหตุระเบิดบนเที่ยวบินที่ 629 ของสายการบิน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์(United Airline) โดยมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 44 ราย ถือเป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกา ณ สนามบินสเตเปิลตัน(Stapleton Airport) เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ได้มี เที่ยวบิน 629 ของสายการบิน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์(United Airline) ออกเดินทาง ณ เวลา 18:52 น. โดยมีจุดหมายปลายทางไปยัง อลาสก้า 15นาทีแรกของการเดินทางนั้นยังคงดำเนินไปได้ด้วยดี แต่หลังจากนั้นได้11นาที ก็ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น บนเหนือน่านฟ้า เมือง ลองมอนต์ ทำให้เครื่องบินตกและเกิดซากปรักหักพัง กระจายไปหลายไมล์ โดยมีผู้โดยสาร และลูกเรือ เสียชีวิตรวมกันทั้งหมด 44 ราย เหตุครั้งนั้นทำให้เกิดคำถามข้อตกเถียงมากมาย ว่าเป็น
การก่อการร้าย? อุบัติเหตุ? หรือเครื่องจักรทำงานผิดพลาด?
1
จากคำให้การของลูกเรือภาคพื้นดิน และทีมซ่อมบำรุงนั้น ได้บอกไว้ว่า เครื่องบินนั้นมีเสียงแปลกๆตั้งแต่ตอนบินขึ้นไปแล้ว หลังจากนั้นทีมสืบสวน ก็พบเห็นข้อเท็จจริง 2ประการที่น่าวิตก ได้แก่ 1. ได้พบรอยไหม้และรูขนาดใหญ่ บริเวณส่วนลำตัวของเครื่องบิน ซึ่งเป็นหลักฐาน ที่บ่งบอกถึงการระเบิดจากภายในห้องบรรทุกสินค้า 2.ได้พบกลิ่นสารเคมีรุนแรง ที่มาจากกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารใบหนึ่ง
หลังจากนั้น ทาง FBI ได้ทำการตรวจสอบกระเป๋าเดินทางใบดังกล่าว และซากปรักหักพัง จึงได้ขอยืนยันว่า กระเป๋าเดินทางดังกล่าวนั้น ได้มีการบรรจุดินระเบิดไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมกับตรวจพบสารเคมีดังกล่าวที่ซากปรักหักพังอีกด้วย
ในช่วงกลางทศวรรษ 1950 ก่อนที่การก่อการร้ายจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันนั้น สนามบินส่วนใหญ่จึงแทบไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยเลย โดยเฉพาะเที่ยวบินที่บินในประเทศ จึงสามารถที่จะกระทำการระเบิดเครื่องบินได้โดยง่ายเลย นักสืบได้ทำการตรวจสอบกระเป๋าเดินทางที่มีสารดินระเบิดบรรจุอยู่นั้น ทำให้ทราบเจ้าของกระเป๋าได้ นามว่านาง เดซี่ คิง (Daisie king) โดยข้างในกระเป๋าได้มีเอกสารส่วนตัวของเดซี่ รวมไปถึงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ได้ตีพิมพ์เกี่ยวกับ แจ๊ค กิลเบิร์ต เกรเเฮม (Jack Gilbert Graham) เกี่ยวกับการพิจารณาคดีครั้งล่าสุดของแจ๊ค นั่นจึงทำให้นักสืบเกิดความสนใจในตัวของแจ๊คขึ้นมา ทำให้ต้องเพ่งเล็งและตรวจสอบภูมิหลังของเขาอย่างถี่ถ้วนขึ้น
แจ๊ค แกรแฮม เกิดเมื่อ วันที่ 23 มกราคม 1932 ในเมืองเด็นเวอร์ รัฐโคโลราโด ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นลูกของ นางเดซี่ แกรแฮม กับสามีคนที่ 2 ของเธอ โดยเป็นบุตร คนที่ 2 ของนางเดซี่ แจ๊คได้เกิดมาในช่วงวิกฤตการณ์ The great Depression(ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ) ในปี 1937 พ่อของแจ๊คได้เสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบ ทำให้เดซี่ผู้เป็นแม่ ส่งตัวแจ๊คไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื่องจากมีฐานะยากจน จากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ในปี 1941 นางเดซี่ได้แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 3 กับ เออรล์ คิง(Earl King) แล้ว เออรล์ คิง ได้เสียชีวิตหลังจากแต่งงานได้ไม่นาน และทำให้มรดกได้ถูก ตกทอดสู่ เดซี่ ทำให้เดซี่ ผันตัวกลายเป็น นักธุรกิจหญิงที่ร่ำรวย และประสบความสำเร็จ แต่ถึงแม้จะได้รับมรดกแล้ว เดซี่ก็ยังไม่ไปรับ แจ๊ค จากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้แจ็ค ไม่พอใจอย่างมากที่ เธอปล่อยให้เขายังใช้ชัวิตอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าโดยไม่จำเป็น จนกระทั่งปี 1954 เมื่อเเจ๊คมีอายุได้ 22 ปี แจ๊คได้กลับมาอาศัยอยู่ร่วมกับ เดซี่ที่กำลังประสบความสำเร็จกับธุรกิจร้านอาหารอย่างมาก แต่ทว่า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นกลับย่ำแย่และมีการโต้เถียงกันระหว่างแม่-ลูกเสมอ
เกรแฮม ไม่ใช่ลูกชายที่น่าภูมิใจสำหรับ เดซี่มากนัก เนื่องจากเพียงแค่อายุ 22 ปีเท่านั้น แต่กลับมีคดีติดตัวมากมาย ทั้งยังเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีก่ออาชญกรรมอีกหลายครั้งในรัฐโคโลราโดและเท็กซัส แจ๊คมีลักษณะเป็นคนฉ้อฉล มีการปลอมแปลงใบเช็คอยู่หลายครั้ง และใช้ทรัพย์สินผู้อื่นค้ำประกันเงินกู้ มีการขโมยของอยู่บ่อยครั้งในที่ทำงานของเขา และทุกครั้งที่เขาต้องการเงินมาก ก็มักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับตัวเขา เพื่อไปเรียกเงินจากประกัน เช่น การนำรถกระบะไปจอดบนทางรถไฟ เพื่อขวางทางรถไฟที่กำลังวิ่งมา หรือการที่เกิดการระเบิด และไฟไหม้ร้านอาหารของแม่ของเขา เขาอ้างว่ามันเป็นอุบัติเหตุทั้งสองครั้ง ก่อนการระเบิดเครื่องบิน เกรแฮมต้องช่วยแม่ของเขาทำร้านอาหาร รายได้ของเขาอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้เกรแฮมต้องชำระเงินที่ยักยอกมาจากนายจ้างคนเก่ากว่า4,200 ดอลลาร์ คืน เดซี่จึงทำการตกลงกับทางการของรัฐโคโลราโดว่า เธอจะคืนเงินให้ก่อน 3,000 ดอลลาร์ และ จะให้เกรแฮมทำงานเพื่อชดใช้ค่าเสียหายที่เหลือ โดยหักจากค่าจ้างของเขา โดยเกรแฮมต้องมาทำงานให้เธอ ต้องถูกคุมประพฤติ5ปี และต้องทำบันทึกรายจ่าย แต่ถึงกระนั้น เกรแฮมก็ยังไม่ดีขึ้น เขาใช้ร้านอาหารในการค้ำประกันการกู้ยืมเงินโดยไม่บอกแม่ของเขาก่อน จากการก่ออาชญากรรมซ้ำซาก การไม่ซื่อสัตย์ และการไม่มีจรรยาบรรณ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก ขมขื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในทางกลับกัน เกรแฮมก็ไม่พอใจที่แม่ของเขาเข้ามาบงการชีวิตของเขาอย่างต่อเนื่องจนเห็นเป็นว่า แม่ความเกลียดชังต่อเขา สำหรับเกรแฮม การได้เห็นแม่ ทำให้เขาโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องการให้แม่ออกไปจากชีวิตของเขาอย่างถาวรไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม
นักสืบได้ยกให้เขาเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับที่ 1 พวกเขาได้เชิญให้แกรแฮมมาตอบคำถามเกี่ยวกับเศษกระเป๋าเดินทางและตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับแม่ของเขา **อาชญากรที่ฉลาดนั้น มักจะรู้ดีว่า แค่การตอบคำถามง่าย ๆ ก็อาจทำให้ตัวเขาเดือดร้อนได้ และนักสืบนั้นมักจะไม่ถามคำถามใคร นอกจากบุคคลนั้นจะเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ตาม เกรแฮมก็ทราบดีว่า การขัดขืนการทำงานของเจ้าหน้าที่นั้น ยิ่งจะทำให้ตัวเขาน่าสงสัยมากขึ้น เขาจึงไประบุเศษกระเป๋า และตอบคำถามของพวกนักสืบ
1
แจ๊คได้กล่าวว่าแม่ของเขาได้พกตลับปืนลูกซองไว้ในกระเป๋าเดินทาง เพราะว่าเธอตั้งใจไปล่ากวางคาริบูระหว่างทริปของเธอ แต่ทว่า จากการตอบคำถามของเกรแฮมนั้น แจ๊คทำได้ไม่ดีและมีข้อผิดพลาดมากมาย ทำให้เหล่านักสืบนั้น ได้ พุ่งเป้าไปที่เเจ๊ค ทำให้แจ๊คกลายเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับที่ 1 และได้หลักฐานเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยผู้สอบสวนได้เริ่มสอบสวนเพื่อน และคนรู้จักของเขาเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม โดยพี่สาวคนละพ่อของเกรแฮม ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า เกรแฮมนั้นมักมีนิสัยที่น่ากลัว เขาไม่สามารถระงับอารมณ์ของตัวเองได้ แม่ของเขาถูกขู่อยู่หลายครั้ง แต่ตัวเธอเองก็ไม่อยากที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวเท่าไหร่นักเนื่องจาก เธอถูกทำร้ายร่างกายด้วยอยู่หลายครั้ง และแกรแฮมก็ทำร้ายร่างกายภรรยาของเขาเหมือนกัน เกรแฮมได้แต่งงานกับภรรยาของเขา(นามว่า กลอเรีย) เมื่อ 2 ปีก่อน และอาศัยอยู่กับลูกชายวัย 20 เดือน นามว่า อัลเลน รวมทั้งหมด 3 คน โดยอาศัยอยู่ในบ้านที่แม่ของเขาซื้อให้ แต่เขาก็ยังคงเก็บความโกรธที่มีต่อแม่ของเขาไว้
จากไฟล์ประวัติอาชญากรรมมากมายของ เกรแฮม ทำให้ผู้สอบสวนได้พบกับหลักฐานเพิ่มเติมว่า เกรแฮมนั้นมีความสามารถในการทำระเบิด จากนั้นจึงได้ทำการสืบหาแหล่งขาย วัตถุระเบิด ลวด ฟิวส์ และฝาระเบิด ภายในเมืองเดนเวอร์ แม้ว่าจะดูแปลกก็ตามกับการหาแหล่งขายจากตัวเมืองโดยตรง แต่ทว่าในสมัยนั้นรัฐโคโลราโดได้มีวัตถุระเบิดขายอยู่จริงๆ ในร้านเกี่ยวกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ โดยได้มีเจ้าของร้านค้าในเมืองเครมลิงร้านนึงได้ระบุว่า เกรแฮมได้ทำการซื้อดินระเบิด 25 แท่ง, ฝาระเบิด, แบตเตอรี่ และลวด 2 อัน ที่ร้านของเขา และได้มีอีกร้านนึงได้ให้ข้อมูลว่า เกรแฮมได้ซื้อเครื่องตั้งเวลาไฟฟ้า และได้กลับมาเปลี่ยนประเภทของสินค้าที่ร้านในไม่กี่วันต่อมา ประกอบกับว่าเกรแฮมนั้นได้ทำงาน พาร์ทไทม์ในร้านขาย และซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อาจทำให้เขาสามารถเรียนรู้วิธีการต่ออุปกรณ์จับเวลา
ด้วยหลักฐานใหม่ที่ได้มา ทำให้ตำรวจสามารถสืบค้นในบ้านของเกรแฮมได้ และได้พบกรมธรรม์ประกันภัยมูลค่า 37,500 ดอลล่าร์ที่ซ่อนอยู่หลังชั้นวางของของผู้เป็นมารดา โดยได้ระบุไว้ว่า หากเดซี่ คิง เสียชีวิต เกรแฮมจะเป็นผู้ได้รับ 40,000 ดอลล่าร์แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ยังพบเครื่องมือพร้อมด้วยสายไฟสีเหลือง และเบตเตอรี่ที่คล้ายกับที่อยู่ภายในระเบิดอีกด้วย อีกทั้งยังพบตลับกระสุนปืนลูกซองขนาดใหญ่ ดังที่เกรแฮมได้ระบุไว้ตอนที่ถูกนำไปสอบสวน แต่โชคร้ายที่เจ้าหน้าที่กลับมาพบตลับนั่นที่บ้านของเขาแทน อีกทั้งยังได้พบว่าในกระเป๋าเดินทางของ เดซี่ นั้นได้มีของขวัญที่คาดว่าได้รับจากเกรแฮม เกรแฮมได้ปฏิเสธว่า เขาไม่ได้แอบใส่ของขวัญไว้ในกระเป๋าเดซี่ โดยมีภรรยาช่วยออกมาสนับสนุน แต่ทว่าจากคำให้การของพยานคนอื่นนั้นบอกว่า เกรแฮมหมกมุ่นอยู่กับการหาของขวัญชิ้นดังกล่าวอย่างมาก และพยานจากที่สนามบินได้รายงานว่าพบเห็นเกรแฮมแอบใส่ของขวัญชิ้นนั้นไว้ในกระเป๋าเดินทางของเดซี่ โดยกล่องของขวัญชิ้นนั้นคือกล่องเครื่องมือในงานศิลปะ เนื่องจาก เดซี่ชื่นชอบในงานศิลปะและงานฝีมือมาก แต่ทว่าหลังจากตรวจสอบกล่องของขวัญนั้นพบว่ากล่องนั้นสามารถ บรรจุไดนาไมต์ 25แท่งและตัวจับเวลาได้พอดี และของในกล่องนั้นอาจจะไม่ใช่เครื่องมือในงานศิลปะ อีกทั้งเหล็กที่ใช้ทำกล่องนั้น ตรงกับซากชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ในซากปรักหักพังด้วย
1
พยานจากสนามบินคนอื่นๆได้ถูกสอบสวนและให้คำการว่า พวกเขาเห็นเกรแฮมในร้านกาแฟของสนามบินมาระยะหนึ่ง แล้วหลังจากที่เที่ยวบินที่ 629 ออกเดินทางและสังเกตเห็นสภาพที่กระวนกระวาย เนื่องจากคาดว่าเขาตั้งระเบิดเวลา 25นาทีหลังจากเครื่องขึ้น หากออกเครื่องตรงเวลา ระเบิดจะทำงานบริเวณเหนือเทือกเขาร็อกกี ทำให้การกู้ซากปรักหักพักนั้นทำได้ยาก และมีโอกาสทำให้เกรแฮมสามารถหลบนี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม นักสืบนั้นสามารถทำลายแผนการอันชาญ ฉลาดได้ แม้เพียงจะทราบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก็ตาม พนักงานของยูไนเต็ด แอร์ไลน์ จำได้ว่า เกรแฮม ได้โทรหาพวกเขาหลังเกิดเหตุระเบิด และถามว่าแม่ของเขาสบายดีไหม เมื่อเกรแฮมได้ยินว่าแม่ของเขาเสียชีวิตแล้ว เขาจึงตอบกลับไปว่า "นั่นแหละ มันต้องเป็นอย่างนั้น" ทำให้ ณ ตอนนี้ ผู้สอบสวนได้ทราบผู้ร้ายที่แท้จริง พร้อมกับวิธีการ และแรงจูงใจ เกรแฮมนั้นหมดหนทางที่จะหลีกเลี่ยง หลักฐานที่มัดตัวไว้ จนยากที่จะดิ้นหลุด จึงได้ยอมสารภาพและวิงวอนพร้อมกับอ้างว่าตนเองมีอาการทางจิต เพื่อที่ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือในสถาบันทางจิตเวชแทนที่จะถูกดำเนินคดี เกรแฮมถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเดนเวอร์ ซึ่งในช่วงปี1955 นั้นการฆาตกรรมถึง 44 คน ในรัฐโคโลราโด จึงมีสิทธิที่ได้รับโทษถึงขั้นประหารชีวิต
การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นในเดือน มกราคม 1956 จนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม ด้วยจำนวนหลักฐานพยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน ทำให้ใช้เวลา หลายเดือนกว่าจะได้นำเสนอ จากคำสารภาพของเกรแฮมและคำวิงวอนว่าตนเองมีอาการทางจิต แต่ทว่าจิตแพทย์ได้สรุปว่า แกรเฮมนั้นมีสุขภาพจิตที่ปกติดี ไม่ได้มีอาการทางจิตตามที่อ้างแต่อย่างใด ทำให้การพิจารณาคดียังต้องดำเนินต่อไป ความจริง ความวิกลจริตทางกฎหมายกับความวิกลจริตทางการแพทย์นั้นถือว่าแตกต่างกันมาก ความวิกลจริตทางกฎหมายขอแค่จำเลยไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่หรือทำอะไรลงไปก็ถือว่าเป็นความวิกลจริตทางกฎหมาย แต่เกรแฮมรู้ตัวดีว่าเขากำลังทำอะไร เขาวางแผนการระเบิดเพื่อความเป็นไปได้สูงสุดในการที่เขาจะหลบหนีการตรวจจับและเป็นการทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้คืนนั้นทำได้ยาก เขารู้ดีว่าระเบิดของเขาอาจจะคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด
ศาลฎีกาของรัฐโคโลราโดอนุญาตให้สื่อถ่ายทอดสดการโต้เถียงกันในครั้งนี้ได้ คำตัดสินเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ทว่าคำถามไม่ใช่เกรแฮมถูกหรือผิด แต่คือ เกรแฮมวิกลจริตจริง และจะถูกส่งไปสถานบำบัด หรือ เกรแฮมไม่ได้มีอาการวิกลจริตและจะต้องรับโทษ คำสารภาพของเขาสามารถบ่งบอกได้ว่า เขาไม่มีอาการวิกลจริต เขาสามารถเล่ารายละเอียดได้ทั้งหมดแบบเย็นชา และเขามีท่าทีไม่พอใจคณะลูกขุนและสื่อต่างๆ หรือแม้กระทั่งผู้ชม ทำให้เกรแฮมถูกยกย่องว่า เพราะคนแบบนี้นี่แหละ เราถึงต้องมีห้องรมแก๊ส
1
ในเดือนพฤษภาคมปี 1956 คณะลูกขุนได้ส่งคำตัดสินหลังจากพิจารณาเพียงแค่ 72 นาที ตัดสินให้เกรแฮมมีความผิดจริง และต้องโทษประหารชีวิต โดยเกรแฮมจะถูกย้ายออกจากห้องขังในเดนเวอร์ไปยังเรือนจำที่แคนนอนซิตี้รัฐโคโลราโด เกรแฮมจะต้องพักอยู่ในแดนประหาร ภายใต้การสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องจนกว่าเขาจะถูกประหารชีวิต เกรแฮมยังคงมีท่าทีที่เฉยเมยต่อไป ณ ตอนนี้เขาไม่ได้กลัวความตายอีกต่อไปแล้ว เขาไม่ต้องการยื่นอุทธรณ์ เขาพยายามเร่งการประหารชีวิตของเขาด้วยซ้ำ และในเดือนกันยายนปี 1956 เกรแฮมพยายามฆ่าตัวตายด้วยการสร้างบ่วงจากถุงเท้าและเสริมความแข็งแรงด้วยกระดาษแข็ง จนเขาเกือบจะทำสำเร็จแต่ดันถูกพบเข้าเสียก่อน จึงรอดชีวิต ทำให้เกรแฮมต้องถูกมัดไว้กับเตียง และมีคนดูแลตลอด24ชั่วโมง แต่แกรเฮมก็ยังคงหวังให้ศาลตัดสินว่าเขาวิกลจริต แต่เขาก็ต้องผิดหวัง และถูกย้ายตัวกลับไป ณ แดนประหารเช่นเดิม
ทั้งเกรแฮม คนในโคโลราโด และครอบครัวของเหยื่อ ไม่จำเป็นต้องรอนาน คดีใหญ่ๆในยุคนั้นมักสามารถหาข้อสรุปได้เร็วกว่าในปัจจุบันมาก หลายคนถูกประหารชีวิตภายในไม่กี่เดือนหลังจากการพิจารณาคดี บางคนก็ถูกประหารภายในไม่กี่สัปดาห์ เกรแฮมจะต้องเดินทางไปที่ห้องรมแก๊สในไม่ช้านี้ ก่อนที่เกรแฮมจะโดนประหารชีวิต เขาได้รับการเยี่ยมครั้งสุดท้ายจากภรรยาของเขาและรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายในห้องขังของเขา เขาจะเป็นผู้ต้องขังรายที่ 26 ที่ต้องเข้าห้องรมแก๊สในโคโลราโดและเป็นการประหารชีวิตครั้งที่ 96 นับตั้งแต่โคโลราโดบรรลุสถานะในการเป็นรัฐในปี 1900
ในวันที่ 11 มกราคม 1957 ก่อนจะถึงเวลาประหาร เกรแฮมต้องถอดเสื้อผ้าทั้งหมด เหลือไว้แค่กางเกงขาสั้นบางๆเพื่อให้ก๊าซไซยาไนด์จะได้ไม่จับกับเสื้อผ้าของเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับคนที่จะมาเคลื่อนย้ายศพของเขา ณ เวลา8นาฬิกา เกรแฮมถูกพาไปยังห้องประหาร และถูกพาไปมัดติดกับเก้าอี้ และมีการติดหูฟังอยู่ที่หน้าอกเพื่อฟังเสียงหัวใจของเขา หลังจากนั้นได้ทำการนำผ้าสีดำมาปิดตาไว้ ผู้คุมเดินออกจากห้องและปิดประตูเหล็กสุญญกาศ คันโยกถูกดึงลง ก๊าซไซยาไนด์ถูกปล่อยจากใต้เก้าอี้ เมื่อก๊าซเริ่มหมุนเวียนอยู่รอบตัวเขา ทำให้อวัยวะภายในของเขาพัง เขาเริ่มกรีดร้องและดิ้นรนด้วยความทรมานด้วยการสำนึกผิด และแล้วภายในเวลาไม่ถึง10นาทีเขาก็เสียชีวิต
ในวัยเด็กของเกรแฮมนั้น เราจะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากพ่อของเขาเสียชีวิตในขณะที่เขามีอายุได้พียง 3 ขวบเท่านั้น และแม่ของเขาก็ไม่ได้เลี้ยงดู ปล่อยเขาทิ้งไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า การนำลูกไปทิ้งไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเพราะพ่อแม่ยากจนนั้นพอเข้าใจได้ แต่การที่ตัวเองร่ำรวยแต่ยังคงปล่อยให้ลูกตัวเองต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นเวลานานนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูกนั้นย่ำแย่ และเนื่องจากตัวเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความรักและไม่มีคนเอาใจใส่อาจทำให้เขามีนิสัยฉ้อฉลตั้งแต่ตอนนั้น นั่นทำให้เกรแฮมไม่รู้สึกผูกพันธ์กับแม่ของเขาเท่าไหร่นัก และมีนิสัยฉ้อฉล จนทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
Cr. crimemagazine.com
โฆษณา