14 ม.ค. 2021 เวลา 19:27 • ปรัชญา
4 เรื่องน่าคิดกับคำว่า"สะดุด"
เปาโลได้เตือนเราว่าอย่าทำให้ใครสะดุด (รม. 14, 1 คร. 8)
คริสเตียนคนไหนก็ตามที่อยู่ในโบสถ์มาได้สักพักคำหนึ่งที่จะต้องเคยได้ยินเป็นอย่างแน่นอนก็คือคำว่าสะดุด และคำว่าสะดุดนี้ไม่ใช่การสะดุดทั้งร่างกายหรือความเจ็บปางตายเมื่อนิ้วเท้าคุณไปชนกับขาโต๊ะหรือการเหยียบเลโก้ แต่น้อยมากเลยที่เราจะได้ยินใครบอกกับเราว่าเขาสะดุด ส่วนใหญ่แล้วถ้าเราไม่ได้ยินคำว่าสะดุดในคำสอนคำเทศนา บทเรียน เราก็จะได้ยินคำนี้ที่พ่วงมากับคำอื่นเป็นกลุ่มคำ นั่นก็คือ “อย่าทำให้คนอื่นสะดุด” “เดี๋ยวคนนั้นจะสะดุดนะ” “เราไม่ควรทำให้พี่น้องสะดุด” จนทุกวันนี้อาจจะระแวงเลยว่าหายใจแรงไปมั้ย แบบนี้คนอื่นจะสะดุดมั้ย 555 จนมันเกิดเรื่องน่าคิดได้หลายเรื่องเกี่ยวกับคำนี้
วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง"สะดุด"
1.คำว่าสะดุดแปลว่าอะไร
2.การสะดุดเกิดจากอะไร
3.คนแบบไหนที่สะดุด
4.เราควรจะทำอย่างไรกับคนที่สะดุด
ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่จะง่ายที่สุดกับการศึกษาเรื่องนี้นอกจาก 1 โครินธ์ 8 ไปดูกันเลย!!!
1 โครินธ์นั้นเป็นจดหมายที่เปาโลเขียนให้กับเมืองโครินธ์เป็นฉบับแรก ซึ่งเมืองนี้คือเมืองเจ้าปัญหาเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก เรื่องเพศ อาหาร หรือการประชุม อะไรก็ว่าไป และใน 1 โครินธ์ 8 เปาโลก็ได้เขียนเพื่อตักเตือนและให้คำแนะนำกับปัญหาเรื่องอาหารที่บูชารูปเคารพ เพราะในเมืองโครินธ์นั้นก็มีการนมัสการพระอื่น และเนื้อที่ถูกขายตามตลาด หรืออาหารที่วนเวียนไปมาในชีวิตประจำวันของคนในเมืองนี้อาจจะผ่านการถวายต่อรูปเคารพหรือพระอื่นๆมาแล้ว และก็เลยเกิดเป็นประเด็นที่มีคนแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายว่า กินได้ หรือ ไม่ได้ อย่ารอช้า มาเปิดพระคัมภีร์กันเลย!
https://www.pexels.com/photo/bible-blur-christ-christianity-372326/
1 โครินธ์ 8
1เรื่องของอาหารที่บูชารูปเคารพนั้น เราทั้งหลายทราบแล้วว่า “ทุกคนต่างก็มีความรู้” ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น 2ถ้าใครถือว่าตัวรู้สิ่งใดแล้ว คนนั้นยังไม่รู้ตามที่ตนควรจะรู้ 3แต่ถ้าใครรักพระเจ้า พระเจ้าก็ทรงรู้จักผู้นั้น
-เปาโลเปิดประเด็นของเรื่องอาหารที่บูชารูปเคารพด้วยธีม "ความรู้" จะสังเกตเห็นคำว่า รู้ ความรู้ ทราบ รู้จักอยู่เยอะมากในไม่กี่ข้อนี้เอง
-มากไปกว่านั้นเปาโลได้เอาความรู้มาเปรี่ยบต่างกับความรัก แสดงให้เห็นว่าสองอย่างนี้ไม่ได้กำลังมุ่งไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป มันเป็นสิ่งที่ชวนให้เราตั้งคำถาม ช่างน้ำหนัก และหาจุดสมดุลระหว่างความรู้และความรัก
4เพราะฉะนั้น การกินอาหารที่บูชารูปเคารพนั้น เรารู้อยู่แล้วว่า “รูปเคารพในโลกนี้เป็นสิ่งไร้สาระ” และ “มีพระเจ้าแท้จริงเพียงองค์เดียว”5และแม้จะมีหลายสิ่งที่เขาเรียกกันว่าเจ้าในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ราวกับว่ามีพระเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้ามากมาย
-"เพราะฉะนั้น" คือคำที่จะสร้างการเชื่อมโยงเพื่อที่จะสรุปใจความของสิ่งที่ถูกพูดมาก่อนกับสิ่งที่กำลังจะพูดต่อจากคำนี้ แสดงว่าเปาโลกำลังจะอธิบายเรื่องของการกินอาหารที่บูชารูปเคารพนี้โดยใช้สององค์ประกอบหลัก นั่นก็คือ ความรู้ และ ความรัก
-"รู้อยู่แล้ว" เปาโลกำลังวางรากฐานของการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ก่อนอื่นเลย ในสามัญสำนึกเบสิคของคนที่เชื่อในพระเจ้าทุกคนจะรู้อยู่แล้วว่า รูปเคารพไม่ได้มีอยู่จริง เป็นแค่วัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นและบูชากันไปต่างๆนาๆ และอำนาจเหนือธรรมชาติที่จริงและแท้นั้นก็มีแค่พระเจ้าเท่านั้น
6แต่ว่าสำหรับเรานั้นมีพระเจ้าองค์เดียวคือพระบิดา ทุกสิ่งเกิดมาจากพระองค์และเราอยู่เพื่อพระองค์ และมีพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียว ทุกสิ่งเกิดมาโดยพระองค์และเราก็เป็นมาโดยพระองค์
-ทุกอย่างบนโลกนี้มันแขวนไว้กับพระเจ้าผู้เป็นผู้สร้างอยู่แล้ว แม้แต่ชีวิตของเราหรือวัตถุดิบที่ถูกเอาไปใช้ทำรูปเคารพ
-เปาโลกำลังชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและห่างไกลระหว่างพระเจ้ากับรูปเคารพหรือที่คนอื่นๆนั้นเรียกว่าพระอื่นๆ
-นี่เป็นความรู้ที่คริสเตียนหรือคนที่เชื่อในพระเจ้านั้นควรจะมีอยู่แล้ว
7แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนมีความรู้อย่างนี้ เพราะมีบางคนที่เคยนับถือรูปเคารพมาก่อน เมื่อกินอาหารนั้นก็ถือว่าเป็นของบูชาแก่รูปเคารพจริงๆ และมโนธรรมของพวกเขายังอ่อนแออยู่ จึงเป็นมลทิน
-เปาโลเริ่มเบนความสนใจของเราจากความรู้ในพระเจ้าไปสู่ความเข้าใจที่มีต่อผู้อื่น
-สำหรับบางคนที่เพิ่งหันมาเชื่อพระเจ้าที่มาจากพื้นเพความเชื่อหรือศาสนาที่บูชารูปเคารพนั้น อาจจะไม่ได้มี"ความรู้"ดังเกล่า รูปเคารพอาจจะยังมีคุณค่า หรือมีความเป็นจริง หรือยังดูมีอำนาจในชีวิตของคนเหล่านี้อยู่ เพราะเขาขาด"ความรู้"ความเข้าใจในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเมื่อเทียบกับรูปเคารพเหล่านั้น และความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ก็เป็นพื้นฐานของความเชื่อที่ไม่สมบูรณ์
-การกินอาหารที่ไปบูชาพระอื่นอาจทำให้เขาเกิดข้อสงสัยในประเด็นธรรมบัญญัติสองข้อแรก (อพยพ 20) และอาจส่งผลต่อความเชื่อของเขาได้
-1)พระอื่นไม่มีอยู่จริง ไม่ได้มีค่าหรือสาระต่อคริสเตียน 2)อาหารที่บูชารูปเคารพ=อาหารที่บูชาความว่างเปล่า 3)อาหารที่บูชาความว่างเปล่า=อาหารที่ไม่ได้บูชาอะไรเลย นี่คือหลักเหตุผลแบบสรุปง่ายๆจากแนวคิดของเปาโล
8อาหารไม่ได้ทำให้เราใกล้ชิดพระเจ้า ถ้าเราไม่กิน เราก็ไม่ด้อยลง ถ้ากิน เราก็ไม่ได้ดีขึ้น 9แต่จงระวังอย่าให้สิทธิของพวกท่าน ทำให้พวกที่มีความเชื่ออ่อนแอสะดุด
-การกินไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรในเชิงจิตวิญญาณขนาดนั้น เพราะฉะนั้นอย่าทำให้มันเป็นเรื่องความเคร่งครัดเพื่อจิตวิญญาณที่ดีกว่า เติบโตกว่า ใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่า อาหารก็คืออาหาร
-"อย่าให้สิทธิ" แปลว่าเรามีสิทธิอะไรสักอย่างในจำนวนหนึ่ง
-"ทำให้พวกที่มีความเชื่ออ่อนแอสะดุด" เปาโลบอกว่าอิสระนั้นอาจทำให้คนที่มีความเชื่ออ่อนแอนสะดุดได้่
-คนที่มีความเชื่ออ่อนแอคือใครล่ะ ในบริบทนี้ก็คือคนที่มีความรู้ที่ไม่สมบูรณ์(ไม่ได้แปลว่าต้องรู้ทุกอย่างนะ)ไง อย่างที่ได้บอกไปว่าความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ก็เป็นพื้นฐานของความเชื่อที่ไม่สมบูรณ์
-และคนที่จะสะดุดได้นั้นคือคนที่มีความเชื่ออ่อนแอนั่นเอง
-คำว่าอ่อนแอคำนี้ในภาษากรีกสามารถแปลว่าป่วยได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นคนที่อ่อนแอควรจะได้รับการฝึกฝนให้มีกำลัง และคนที่ป่วยควรได้รับการรักษานะครับ
10เพราะว่าถ้าใครเห็นท่านที่มีความรู้ นั่งรับประทานอาหารในโบสถ์ของรูปเคารพ มโนธรรมที่อ่อนแอของคนนั้นก็จะเหิมขึ้นและกินของที่บูชาแก่รูปเคารพไม่ใช่หรือ?
-ถ้าหากว่าคนที่เข้าใจกว่ากินไม่ได้เห็นผู้เชื่อคนอื่นกิน เขาอาจเกิดความสับสน ความเข้าใจผิด หรือการตั้งคำถามวนไปมาในหัวได้ และนี่คือคำนิยามสั้นๆของคำว่า สะดุด
11ความรู้ของท่านจะทำให้พี่น้องที่มีความเชื่ออ่อนแอ ซึ่งพระคริสต์ทรงยอมวายพระชนม์เพื่อเขาต้องพินาศไป
-การสะดุดนั้นสามารถส่งผลถึงความเชื่อที่พระเยซูอุตส่าห์มาตายเพื่อซื้อเขาไว้ในราคาสูงลิ่วแล้วให้หลงหายไปได้ ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องของความเป็นความตายเลยนะ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อเขาสะดุดแล้วเขาจะหลุดหายไปหรือเปล่า และเขาจะกลับมาไหม และความรอดของเขาจะเป็นยังไงบ้าง เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
12และเมื่อพวกท่านทำผิดต่อพี่น้องเช่นนี้ และทำร้ายมโนธรรมที่อ่อนแอของพวกเขา ท่านก็ทำผิดต่อพระคริสต์ด้วย
-เปาโลกำลังบอกกับคนที่มี"ความรู้"ว่าควรจะมี"ความรัก"ต่อคนที่ยังไม่มีความรู้เหล่านั้นด้วย และมากกว่านั้นคือความรักที่มีต่อพระเจ้าด้วย เพราะทุกๆคนก็สำคัญกับพระเจ้าหมด
13เพราะฉะนั้นถ้าอาหารเป็นเหตุที่ทำให้พี่น้องของข้าพเจ้าสะดุด ข้าพเจ้าจะไม่กินเนื้อสัตว์อีกต่อไป เพื่อว่าจะไม่ทำให้พี่น้องต้องสะดุด
-เปาโลกำลังแสดงออกถึงความรักที่มีให้ต่อพี่น้องทุกคน และเห็นว่าการสะดุดของพี่น้องนั้นสำคัญกว่าความพึงพอใจในรสอาหารของตนเป็นไหนๆ
-เปาโลบอกว่าการแก้ปัญหาความสะดุดนั้นคือการเลี่ยงการกระทำที่เสียงต่อความเข้าใจผิดนั่นเอง
-คำพูดของเปาโลนั้นบอกกับเราว่าควรจะเลี่ยง แต่การกระทำของเปาโลนั้นบอกอะไรเรามากกว่านั้น มาดูกัน
https://www.pexels.com/photo/steak-food-769289/
จริงอยู่ที่เปาโลบอกว่าให้เลี่ยง แต่การกระทำของเปาโลที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมานั้น ก็เพื่อที่จะเสริมและเน้นย้ำความเข้าใจหรือความรู้ให้กับผู้อ่าน เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งวิธีที่เราสามารถแก้ปัญหาการสะดุดนี้ได้ คือการมอบความรู้นั่นเอง
การสะดุดนั้นไม่ควรจะเป็นอาการระยะยาวนะครับ และการหลีกเลี่ยงนั้นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาวด้วยเช่นกัน ถ้าเป็นผู้เชื่อใหม่ ถ้าเราไปโบสถ์อื่น หรือในบางสถาณการณ์อื่นๆนั้น การหลีกเลี่ยงอาจเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ในเมื่อเราได้รู้แล้วว่าการสะดุดนั้นมาจากความอ่อนแอ เราจะปล่อยให้พี่น้องของเราอ่อนแอต่อไปหรือเปล่า เดินไปไหนก็สะดุด สะดุด สภาวะนี่ถือว่าน่าเป็นห่วง ยิ่งถ้าใครเดินสะดุดเม็ดทรายหรือวัตถุที่ยิ่งเล็กเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้น ด้วยความรัก เราควรจะมอบความรู้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาวจะดีกว่ามัวมาเลี่ยง จนคนที่อ่อนแอก็อ่อนแอต่อไป คนที่อึดอัดก็อึดอัดต่อไป นี่ไม่น่าจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและเฮลตี้สักเท่าไหร่
กลับมาที่คำถามของเรากัน
1.คำว่าสะดุดแปลว่าอะไร
-การสะดุดคือความเข้าใจผิด การตั้งคำถาม ข้อสงสัยต่างๆในเรื่อง เป็นความขัดแย้งระหว่างความรู้ความเข้าใจบางเรื่องที่เกิดจากการกระทำของผู้เชื่อคนอื่น ที่อาจนำไปสู่ผลกระทด้านลบทางจิตวิญญาณ หรือการละทิ้งความเชื่อได้
-การกระทำที่จะทำให้ใครสะดุดนั้นไม่ได้เป็นความบาปเสมอไป เพราะถ้ามันบาปเขาก็คงจะบอกว่าบาปไปแล้ว คงไม่มาใช้คำว่าสะดุด
2.การสะดุดเกิดจากอะไร
-พูดง่ายๆเลยคือความอ่อนแอ
-ความอ่อนแอที่มาจากการขาดความรู้ความเข้าใจ
-ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ก็เป็นพื้นฐานของความเชื่อที่ไม่สมบูรณ์
-คนที่สะดุดคือคนที่มีความเชื่อที่อ่อนแอที่เป็นผลมาจากการขาดความรู้
4.เราควรจะทำอย่างไรกับคนที่สะดุด
-หลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้เข้าใจผิด
-สร้างเสริมความรู้
สุดท้ายนี้อยากฝากว่าการใช้คำว่าสะดุดเมื่อการกระทำอย่างหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกจริตหรือมโนธรรมของตัวเองโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่สามารถอธิบายได้ ก็เลยเอาคำว่าสะดุดมาเป็นคำวิเศษเพื่อจะตำหนิคนที่กำลังจะกระทำกิจนั้นๆ โดยแฝงข้อกล่าวหาคดีเห็นแก่ตัวไปเป็นนัย("ทำ'คนอื่น'สะดุด")ในนามของพระเจ้า และคนที่โดนกล่าวหาที่อาจจะไม่ได้มีความรู้มากพอก็จะไปต่อไม่ถูกเถียงไม่ออก เพราะรู้สึกเหมือนโดนพระเจ้าตำหนิ และใครจะกล้าเถียงพระเจ้า และนำไปสู่ความขุ่นเคืองใจ อึดอัด และอาจนำมาซึ่งผลเสียอื่นๆได้อีก
อยากหนุนใจให้พี่น้องใช้คำนี้กันอย่างมีเหตุผลที่เหมาะที่ควรด้วยความรักจากใจจริงนะครับ
เจอกันใหม่บทความหน้า มีคำถาม อยากแขร์ หรืออยากให้เขียนเรื่องอะไร ก็สามารถคอมเม้นหรือติดต่อไปที่เพจเฟซบุ๊ค(Pastor Paper)โดยตรงได้เลยนะครับ :D
ขอพระเจ้าอวยพรครับ
โฆษณา