16 ม.ค. 2021 เวลา 03:30 • ประวัติศาสตร์
นักขวานแห่งนิวออร์ลีนส์
ย้อนกลับไปเมื่อราวๆร้อยกว่าปีก่อน ดนตรีแจ๊สได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 ในเมืองนิวออร์ลีนส์  รัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา พัฒนามาจากเพลงบลูส์(Blues) โดยดนตรีแจ๊สเป็นดนตรีที่ถือกำเนิดจากชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันซึ่งมีจังหวะชัดเจนที่เล่นอย่างอิสระโดยการประสานกันขึ้นเองของนักดนตรีในขณะที่กำลังบรรเลง ตามคำจำกัดความของออกซฟอร์ด(Oxford) ซึ่งเพลงแจ๊สมีอิทธิพลมากในยุคนั้น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนักขวานแห่งนิวออร์ลีนส์งั้นเหรอ? ดิแอกซ์แมนออฟนิวออร์ลีนส์เป็นฉายาของฆาตกรต่อเนื่องผู้ชื่นชอบในดนตรีแจ๊สและเขียนจดหมายขู่จะฆ่าทุกคนที่ไม่เล่นดนตรีแจ๊ส
ในคืนวันที่ 22 พฤษภาคม 1918 เจ้าของร้านขายของชำชาวอิตาลีนามว่าโจเซฟ แมกจิโอ(Joseph Maggio) พร้อมกับภรรยาของเขาแคทเธอรีน(Catherine) ถูกพบว่านอนจมกองเลือดอยู่บนเตียง ผู้ที่พบศพคือผู้เป็นพี่ชายของโจเซฟผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านข้าง ๆ โจเซฟและแคทเธอรีนถูกเฉือนคอด้วยใบมีดโกนในขณะที่พวกเขานอนหลับ หัวของพวกเขาถูกทุบด้วยขวาน  คอของแคทเธอรีนถูกบาดลึกมากจนเกือบขาดจากไหล่
ฆาตกรเข้ามาในบ้านโดยการงัดประตูด้านหลังบ้านเข้ามา หลังจากสังหารเสร็จ ขวานก็ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำและทิ้งมีดโกนไว้ในสวนของบ้านข้าง ๆ  แต่ไม่มีทรัพย์สินมีค่าสูญหาย ทำให้การลักทรัพย์ไม่ใช่เหตุจูงใจของฆาตกร ตำรวจมีการจับกุมกันอยู่หลายครั้งรวมไปถึงจับพี่ชายของแมกจิโอด้วย แต่สุดท้ายทุกคนก็ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากตำรวจไม่มีหลักฐาน เบาะแสเดียวคือข้อความคลุมเครือที่เขียนด้วยชอล์กบนทางเท้าซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุฆาตกรรม  ข้อความที่อ่านว่า ‘Mrs Maggio will sit up tonight just like Mrs Tony.’ ซึ่งแปลว่า คืนนี้ คุณนายแมกจิโอจะต้องสะดุ้งตื่นเหมือนคุณนายโทนี
ตำรวจตั้งทฤษฎีว่าข้อความนี้อ้างถึงนาง โทนี เชียมบรา (Tony Schiambra) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเจ้าของร้านขายของชำเชื้อสายอิตาลีที่ถูกสังหารในช่วงปี 1911-1912  เหยื่อเหล่านี้มักโดนคนถือขวานที่ย่องเข้ามาในบ้านของพวกเขาในเวลากลางคืนโดยการเคาะประตูหลังบ้าน  หากการสังหารก่อนหน้านี้มีการเชื่อมโยงกันจริง ๆ นักขวานคนนี้คงได้ใช้วิธีการทำแบบนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว หนึ่งเดือนหลังจากครอบครัวแมกจิโอถูกสังหารโหด ก็คาดว่านักขวานคนนั้นจะออกล่าเหยื่ออีกครั้ง และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ในวันที่ 27 มิถุนายน 1918 จอห์น ซังคา (John Zunca) คนทำขนมปัง ได้ไปส่งของที่ร้านขายของชำของ หลุยส์ เบซูเมอร์ (Louis Besumer)  แต่สังเกตได้ถึงความผิดปกติบางอย่างคือไม่เห็นหลุยส์ จึงได้รีบไปดูที่หลังร้านที่หลุยส์และแฮเรียต (Harriet) ที่คาดว่าน่าจะเป็นภรรยาของหลุยส์ ชอบไปอยู่แถวนั้น เมื่อไปถึงก็พบว่าตัวของหลุยส์เต็มไปด้วยเลือด แต่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาถูกชายคนหนึ่งถือขวานแอบเข้ามาทางหลังร้านและเข้ามาในห้องนอนของพวกเขา ขวานนี้เป็นขวานของหลุยส์เองซึ่งต่อมาพบว่ามันอยู่ในห้องน้ำและทรัพย์สินมีค่าก็ไม่ได้ถูกขโมยเหมือนเดิม ได้มีการสืบหาผู้ต้องสงสัยอีกครั้งรวมถึงพนักงานของหลุยส์ทุกคนด้วย แต่ในสุดแล้วทุกคนก็ได้รับการปล่อยตัวอีกเช่นเดิม และต่อมาก็พบว่าแฮเรียตไม่ใช่ภรรยาของหลุยส์ แต่เป็นเจ้านายต่างหาก
สองเดือนต่อมาแฮเรียตเสียชีวิตเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนอันเป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่เธอโดนทำร้ายในตอนนั้น  อย่างไรก็ตามก่อนที่เธอจะจากไปเธอบอกว่าหลุยส์เป็นคนทำโดยอ้างว่าเขาเป็นสายลับเยอรมันด้วย ทีมสืบสวนพบว่ามันยากที่จะเชื่อว่าหลุยส์เป็นคนทำ เนื่องจากหลุยส์ต้องทุกข์ทรมานจากกะโหลกศีรษะร้าว เขาคงไม่ลงทุนทำร้ายตัวเองขนาดนั้นถ้าเขาเป็นคนทำร้ายแฮเรียตจริง 9เดือนต่อมาคณะลูกขุนก็ตัดสินว่าหลุยส์ไม่มีความผิด
การโจมตีของนักขวานครั้งต่อมาเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 1918 คราวนี้เหยื่อเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่ชื่อว่านาง ชไนเดอร์ (Mrs Schneider) หลังจากทำงานทั้งวัน สามีของเธอก็กลับมาบ้านพบว่าเธอกำลังนอนจมกองเลือด หนังศีรษะของเธอถูกตัดออกและฟันของเธอบางส่วนก็หลุดออกไป แต่เธอยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นสองสามวันนางชไนเดอร์ก็ฟื้นคืนสติในโรงพยาบาลและเล่าให้ฟังว่ามีร่างคล้ายเงามืดมายืนอยู่หน้าเธอทำให้เธอตื่นและเธอก็จำได้ว่าเห็นขวานที่ชายคนนั้นถือ โชคดีที่ลูกสาวตัวน้อยที่เพิ่งคลอดของเธอไม่เป็นอะไร
การโจมตีนางชไนเดอร์แสดงให้เห็นว่านักขวานคนนี้ไม่ได้เลือกเหยื่อ เธอไม่ใช่คนอิตาลีหรือคนขายของชำ ดังนั้นตอนนี้ดูเหมือนว่าใครก็ตามที่อยู่ในเมืองนี้จะสามารถตกเป็นเป้าหมายได้  หลังจากที่ตำรวจต้องปล่อยผู้ต้องสงสัยไปอีกคน เพราะไม่มีหลักฐาน ชาวนิวออร์ลีนส์ก็เริ่มกลัวว่าเจ้านักขวานคนนั้นจะยังคงลอยนวลอยู่ในเมืองของพวกเขา
ห้าวันหลังจากการโจมตีนางชไนเดอร์ นักขวานเริ่มกลับไปโจมตีเจ้าของร้านขายของชำชาวอิตาลีขณะที่พวกเขากำลังหลับเช่นเดิม พอลลีน บรูโน (Pauline Bruno) และ แมรี บรูโน (Mary Bruno) ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโหวกเหวกโวยวายที่มาจากห้องข้าง ๆ ซึ่งเป็นห้องของลุงโจเซฟ โรมาโน (Joseph Romano) เมื่อพวกเขาเข้าไปดูพวกเขาก็เห็นลุงโจเซฟถูกฟันที่ศีรษะและเลือดไหลไม่หยุด คนร้ายสามารถหลบหนีออกจากห้องไปได้ เธอได้เล่าว่า คนร้ายเป็นคนผิวคล้ำ มีร่างใหญ่ สวมสูทสีเข้มและหมวกงุ้ม และเหมือนกับครั้งก่อน ๆ คือคนร้ายได้แอบงัดประตูทางหลังบ้านเข้ามาและไม่ได้มีการขโมยทรัพย์สินมีค่า สองวันต่อมาลุงโจเซฟก็ได้จากไปเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
นิวออร์ลีนส์ตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกมากขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากความบ้าคลั่งของสื่อที่ปะทุขึ้นหลังจากการสังหารลุงโจเซฟ  หนังสือพิมพ์เขียนข่าวเกี่ยวกับความต้องการให้มีชายติดอาวุธที่มาคอยดูแลครอบครัวของพวกเขาในขณะที่พวกเขานอนหลับ  ชาวเมืองกำลังหวาดกลัวนักขวานคนนั้นและมันก็ยิ่งแย่ลงไปอีกเพราะตำรวจไม่สามารถระบุตัวตนของฆาตกรได้
หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับคดีนี้แทบไม่มีเหตุผลเลย  เหตุใด นักขวานคนนี้ จึงต้องทิ้งสิ่วที่เขาใช้ดึงบานประตูไม้ออกเสมอ?  เหตุใดเขาจึงใช้ขวานที่อยู่ในบ้านของเหยื่อมาโดยตลอดไม่เคยนำของเขามาเอง  แม้ว่าเหยื่อหลายคนที่เขาทำร้ายจะเป็นคนขายของชำชาวอิตาลี แต่เหยื่อบางคนก็ไม่ได้ตรงสเป็คเลย
และเหมือนว่านักขวาน จะหยุดพักไปเป็นเวลาสั้น ๆ จากการสังหารและกลับมาล่าเหยื่ออีกครั้งใน 7 เดือนต่อมา ในวันที่ 10 มีนาคม 1919 เหยื่อของเขายังเหมือนเดิม เหยื่อเป็นครอบครัวของคนขายของชำที่ชื่อว่าครอบครัวคอร์ติมิเลีย (Cortimiglia) และเหมือนเดิม นักขวานได้ทำการงัดประตูหลังบ้าน เขาใช้ขวานที่อยู่ในบ้านของเหยื่อและเขาไม่ได้ขโมยของมีค่าใด ๆ หลังจากการโจมตี
8
การโจมตีครั้งนี้อาจเป็นการโจมตีที่เลวร้ายที่สุดของนักขวาน โรซี คอร์ติมีเลีย (Rosie Cortimiglia) ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นชาร์ลส์ (Charles) สามีของเธอกำลังต่อสู้กับนักขวาน  มันเป็นการต่อสู้ที่ชาร์ลส์กำลังจะแพ้เพราะถูกทุบที่หัวอยู่หลายครั้งและต้องทนทุกข์ทรมานกับกะโหลกที่ร้าว  และต่อจากนั้นนักขวานก็หันไปสนใจโรซี ซึ่งกำลังอุ้มลูกสาววัยสองขวบของเธอไว้ในอ้อมแขน  ขวานได้ฟาดลงมาที่พวกเขาทั้งคู่และทำให้เด็กคนนั้นเสียชีวิตทันทีและนั่นทำให้กะโหลกของโรซีแตก
หลังจากที่ได้ยินเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากบ้านของคอร์ติมีลีย ลอร์แลนโด โจร์นาโด (Iorlando Jordano) ที่เป็นคนขายของชำเช่นกัน ก็รีบวิ่งไปที่บ้านของเพื่อนบ้านและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ทั้งชาร์ลส์และโรซีได้ฟื้นตัวเต็มที่ในเวลาต่อมา โรซีอ้างว่าคนร้ายคือจอร์ดาโนที่วิ่งมาช่วยพวกเขา  ในฐานะที่เป็นเจ้าของร้านขายของชำคู่แข่งกันโรซีได้ตำหนิโจร์นาโดและแฟรงก์ (Frank) ลูกชายของเขา  ทั้งสองคนพ่อ-ลูกถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและมีความผิด  ทำให้แฟรงค์และจอร์ดาโนต้องเข้าไปอยู่ในคุก  ชาร์ลส์ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของภรรยาอย่างฉุนเฉียวและจากรายงานระบุว่าเขาหย่าขาดจากเธอหลังจากนั้นไม่นาน เกือบหนึ่งปีต่อมาโรซีถอนคำให้การของเธอโดยบอกว่าเธอให้การด้วยความอาฆาตแค้นและความอิจฉา ทำให้ชายสองคนพ่อ-ลูกได้รับการปล่อยตัว และการสังหารลูกสาวตัวน้อยของครอบครัวคอร์ติมีเลีย ก็ถือว่านักขวานทำสำเร็จไปอีกครั้ง
ไม่กี่วันหลังจากการโจมตีครอบครัวคอร์ติมีเลีย นักขวานตัดสินใจเขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์ Times-Picayune  ส่วนหัวของจดหมายมีความว่า นรกที่ร้อนแรงที่สุด และส่งจากมนุษย์ที่น่านับถือที่สุดในนิวออร์ลีนส์ และนักขวานผู้นี้ก็ได้บอกว่าตัวเองเป็นปีศาจจากนรกและคุยโวว่าเขาสามารถฆ่าคนได้อีกเป็นพันคนถ้าเขาต้องการ และยังด่าตำรวจว่าโง่และท้าทายว่าเขาไม่มีทางถูกจับได้เพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ จากนั้นเขาก็ขู่คนทั้งเมืองว่า:
ในเวลาเที่ยงคืนสิบห้านาทีของคืนวันอังคารหน้า ฉันจะไปยังนิวออร์ลีนส์ และด้วยความเมตตาที่ไม่มีที่สิ้นสุดของฉัน ฉันจะบอกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับแกคือ: ฉันชอบดนตรีแจ๊สมากและฉันสาบานกับปีศาจทั้งหมดในดินแดนใต้ว่าในบ้านไหนที่มีวงดนตรีแจ๊สอยู่เต็มวงทุกคนในบ้านนั้นจะรอด และถ้ายิ่งถ้าพวกแกทุกคนเล่นดนตรีแจ๊สกันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีสำหรับพวกแกมากเท่านั้น  และแน่นอนว่าบางคนที่แกไม่ได้เล่นดนตรีแจ๊สในคืนวันวันนั้น แกจะต้องโดนขวานสับ
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนสิบห้านาที ของวันที่ 19 มีนาคม เมืองนิวออร์ลีนส์ยังคงมีชีวิตชีวาและครึกครื้นเสียงดังเนื่องจากผู้คนต่างพากัน "เปิดเพลงแจ๊ส"  โจเซฟ ดาวิลลา (Joseph Davilla) นักแต่งเพลงท้องถิ่นถึงกับสร้างเพลงสำหรับคืนนั้นชื่อ ‘The Mysterious Axeman’s Jazz’ ซึ่งจะกลายเป็นเพลงฮิตอย่างมาก
เขาพอใจกับสิ่งที่ได้ยินในค่ำคืนนั้นอย่างชัดเจนเนื่องจากไม่ใช่แค่คืนนั้นที่สงบสุข แต่จริง ๆ แล้วทั้งฤดูใบไม้ผลิที่เหลืออยู่และฤดูร้อนส่วนใหญ่จะผ่านไปอย่างสงบ ก่อนที่ขวานอีกเล่มจะถูกใช้ด้วยความหวาดกลัว
ต้นเดือนสิงหาคม นักขวานได้กลับมาโจมตีกลุ่มเป้าหมายเดิมของเขาอีกครั้ง คนขายของชำ สตีฟ โบคา (Steve Boca) ถูกทำร้ายในขณะที่เขาหลับอยู่ อาวุธก็คือขวานที่อยู่ในบ้านของเขาเอง ไม่มีทรัพย์สินมีค่าสูญหายและมีร่องรอยของการงัดประตูหลังบ้าน โบคาฟื้นตัวและจำรายละเอียดการถูกทำร้ายไม่ได้เช่นเดิม
หนึ่งเดือนต่อมาในวันที่ 3 กันยายนวัยรุ่นคนหนึ่งนามว่า ซาราห์ ลอแมนน์ (Sarah Laumann) ถูกทำร้ายในตอนกลางคืนและได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงและมีฟันบางส่วนหายไป  ขวานเปื้อนเลือดถูกทิ้งไว้ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน และเช่นเดียวกับโบคา ลอแมนน์ฟื้นตัวแต่จำอะไรไม่ได้เลย อย่างไรก็ตามผู้โจมตีเข้ามาทางหน้าต่างไม่ใช่ประตูหลังบ้านของ ลอแมนน์ ทำให้บางคนเชื่อว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของนักขวานคนนั้น แต่อาจเป็นคนที่พยายามจะลอกเลียนแบบ
จากนั้นในเดือนตุลาคม นักขวานก็ออกโจมตีอีกครั้งและเป็นการสังหารครั้งสุดท้ายของเขา ไมค์ เปปิโทน (Mike Pepitone) เจ้าของร้านขายของชำและมีลูกวัย 6 ขวบตกเป็นเป้าหมายที่นักขวานเลือก  ภรรยาของไมค์ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเสียงของการต่อสู้ที่ดังมาจากห้องข้าง ๆ ที่สามีของเธออยู่ เมื่อเข้าไปดูก็พบว่าเลือดสาดกระจายไปทั่วห้องส่วนไมค์ก็นอนจมกองเลือดของเขาเอง ในไม่ช้าเขาก็เสียชีวิตจากอาการการบาดเจ็บที่ศีรษะของเขา นางเปปิโทนอ้างว่าเห็นชายสองคนหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ นอกเหนือจากจำนวนคนที่เพิ่มมานี้แล้วทุกอย่างอื่น ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุก็ยังเหมือนกับการโจมตีครั้งอื่นๆของนักขวานก่อนหน้านี้
และนี่เป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายของนักขวานผู้นี้จริง ๆ เขาไม่เคยถูกพบเห็นหรือได้ยินอีกเลย เหมือนกับเขาเป็นวิญญาณที่เขาอ้างว่าเขาสามารถหายไปในอากาศได้จริง ๆ นั่นทำให้ตัวตนที่แท้จริงของฆาตกรผู้นี้จะยังคงลึกลับและเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งในโลกของอาชญากรรม
โฆษณา