17 ม.ค. 2021 เวลา 03:49 • กีฬา
เกมแดงเดือดสุดระทึกเมื่อ 25 ปีก่อน นี่เป็นเกมที่มีทุกอย่างครบรสชาติ และถือว่าคลาสสิคที่สุดตลอดกาลอีกหนึ่งเกม เมื่อเป็นการดวลกันในสนามระหว่างร็อบบี้ ฟาวเลอร์ และเอริค คันโตน่า
เกมแดงเดือดที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาล ระดับที่ติดท็อปทรีแน่ๆ คือเกมในฤดูกาล 1995-96 ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ในเกมนั้นมีสตอรี่ทุกอย่างที่ควรจะเกิดขึ้น ทั้งสองทีมสู้อย่างระทึกตลอดเกม ชนิดที่คาดเดาตอนจบไม่ได้
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ 25 ปีเต็มๆพอดี หลายคนอาจลืมเลือน หรือเด็กรุ่นใหม่บางคนอาจจะเกิดไม่ทัน แอดมินขออนุญาตถ่ายทอดสตอรี่ของเกมนี้ให้ฟังกันอีกครั้งนะครับ
ย้อนกลับไปเล็กน้อย ในซีซั่น 1994-95 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพลาดการได้แชมป์พรีเมียร์ลีก โดยเสียท่าให้แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเกมสุดท้ายของฤดูกาลนั้น แมนฯยูไนเต็ดชนะเวสต์แฮมได้ ก็จะมีแต้มแซงแบล็คเบิร์นเป็นแชมป์ แต่พวกเขาทำได้แค่เสมอ 1-1 ก็เลยทำแชมป์หลุดมือไปเฉยเลย
จุดสำคัญที่สุด ที่ทำให้แมนฯยูไนเต็ด พลาดแชมป์ในซีซั่นนั้นคือการขาดหายไปของเอริค คันโตน่า หัวใจสำคัญที่สุดเบอร์ 1 ของทีม ที่ไปกระโดดถีบแมทธิว ซิมม่อนส์ แฟนบอลของคริสตัล พาเลซ ในวันที่ 25 มกราคม 1995 จนโดนแบนไป 8 เดือนเต็ม
พอไม่มีคันโตน่า ทีมก็เลยขาดทีเด็ดทีขาดในจังหวะสำคัญ เกมที่ควรชนะกลับเสมอ เกมที่ควรเสมอกลับแพ้ และสุดท้ายก็เลยเสียแชมป์ไปอย่างน่าเจ็บใจ
ในช่วงซัมเมอร์ปี 1995 อเล็กซ์ เฟอร์กูสันปล่อยนักเตะตัวเก๋าออกไปพร้อมกันหลายคน เช่น มาร์ก ฮิวจ์ส, พอล อินซ์ และอันเดร แคนเชลสกี้ และเริ่มทดลองดันดาวรุ่งหลายคน ลงเล่นพร้อมกัน ตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาลใหม่ เช่นเดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, นิคกี้ บัตต์, แกรี่ เนวิลล์ และ จอห์น โอเคน
แต่สุดท้ายแมนฯยูไนเต็ด แพ้วิลล่า 3-1 ประเดิมซีซั่น 1995-96 ซึ่งหลังจบเกม จึงเกิดวาทะคลาสสิคของอลัน แฮนเซ่นขึ้นว่า "คุณไม่มีวันชนะอะไรๆ ได้ด้วยเหล่าเด็กๆหรอก"
จริงๆแล้วคำพูดของแฮนเซ่นก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง คือนักเตะดาวรุ่งอาจมีความทะเยอทะยาน แต่มันก็จำเป็นต้องมีผู้เล่นซีเนียร์คอยประคองด้วยเช่นกัน ไม่งั้นก็ไม่รอด
หลังจากแพ้วิลล่า แมนฯยูไนเต็ด ลงเล่นเกมลีกคัพรอบสอง เจอกับยอร์ก ซิตี้ ทีมจากระดับลีกวันในโอลด์แทรฟฟอร์ด สรุปคือโดนถล่มคาบ้าน 3-0 จากนั้นเล่นยูฟ่าคัพ รอบแรก เจอกับโรเตอร์ โวลโกกราดจากรัสเซีย ก็ร่วงตกรอบเช่นกันด้วยกฎอเวย์โกล์
1
มันเป็นช่วงเวลาที่แฟนแมนฯยูไนเต็ด ไม่ค่อยแฮปปี้นักกับฟอร์มของเหล่าเด็กๆ คือทุกคนเข้าใจว่าเฟอร์กูสันมีแผนอะไรในอนาคต แต่ว่ากันแฟร์ๆ ยังเร็วเกินไปที่เด็กๆเหล่านี้ จะแบกรับความกดดันอันมหาศาลเอาไว้กับตัวในนาทีนี้
2
ดังนั้นแฟนๆปีศาจแดง จึงเคาน์ดาวน์ นั่งเฝ้ารอ วันที่เอริค คันโตน่าจะกลับคืนสนามเสียที พวกเขารู้สึก "อุ่นใจ" มากกว่าถ้ามีคันโตน่าอยู่ในทีมไว้สักคน เพราะนอกจากจะประคองเด็กได้แล้ว ทุกคนรู้ว่าในเกมที่จะดูยากลำบากแค่ไหน คันโตน่าก็จะสามารถสร้างความเป็นไปได้ให้เกิดขึ้นแน่นอน
1
1 ตุลาคม 1995 โทษแบน 8 เดือนสิ้นสุดลง (นับเวลาเป๊ะๆคือ 248 วัน 18 ชั่วโมง และ 57 นาที) วันที่แฟนบอลรอคอยก็มาถึง คันโตน่าสามารถกลับมาลงเล่นได้ และก็เหมือนมีคนเขียนสคริปต์เอาไว้ เมื่อโปรแกรมนัดแรกที่เขาจะได้เล่น คือการเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของคู่ปรับตลอดกาล ลิเวอร์พูล อะไรมันจะพอดีขนาดนั้น
3
เฟอร์กูสันให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่า เขาจะส่งคันโตน่าลงเล่นแน่นอน เพราะช่วงที่โดนแบนคันโตน่าก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เขารักษาความฟิตของตัวเองอยู่ตลอด ดังนั้นจึงพร้อมลงสนามตั้งแต่นาทีแรก ซึ่งเมื่อเฟอร์กี้ยืนยันดังนั้น แฟนบอลก็ตื่นเต้นกันใหญ่ หน้าปกนิตยสารแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม็กกาซีน พาดหัวเฮดไลน์ว่า "การกลับมาของราชา ตำนานหมายเลข 7"
วันแข่งขันมาถึง ที่หน้าสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด แฟนบอลทาหน้าเป็นสีแดงขาว เขียนคำว่า MUFC 7 เอาไว้ ที่หน้าผากและแก้ม พร้อมทั้งมีธงชาติฝรั่งเศสโบกสะบัดไปทั่วบริเวณ ในความรู้สึกของแฟนๆ พวกเขารู้สึกว่าการไม่มีคันโตน่า เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน
1
มาร์ติน ไทเลอร์ ผู้บรรยายเกมถ่ายทอดสดในวันนั้น ยอมรับว่าบรรยากาศในโอลด์แทรฟฟอร์ดคึกคักมากที่สุดที่เขาเคยเห็น แฟนบอลเปล่งเสียงเรียกคันโตน่าในฉายาต่างๆทั้ง The King (พระราชา) และ Le God (พระเจ้า)
1
ถ้ามีนักเตะสักคน ถูกยกให้เป็นพระเจ้าและพระราชาในตัวคนเดียว คงไม่มีคำถามถึงเรื่องความสามารถหรอกนะ
ถ้าตามสคริปต์ที่เหมือนจะถูกเขียนมาแล้วนั้น เกมนี้แมนฯยูไนเต็ดก็ควรจะชนะสวยๆ โดยมี Le God เอริค คันโตน่าเป็นฮีโร่ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะ God อีกหนึ่งองค์ ที่อยู่กับลิเวอร์พูลไม่มีวันยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น
ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ คือเด็กปั้นจากอะคาเดมี่ของลิเวอร์พูล เขาได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพ ในซีซั่น 1993-94 เป็นปีแรก ตอนอายุ 18 ปี และประเดิมซัดไป 12 ลูก ซึ่งสำหรับเด็กใหม่ การยิง 12 เม็ด ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว
1
จากนั้นในซีซั่น 1994-95 ตอนอายุ 19 เขายิ่งเปล่งประกายมากกว่าเดิม ด้วยการซัลโวไป 25 ลูกในปีเดียว เป็นดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดในประเทศอังกฤษ
2
เคล็ดลับที่ทำให้ฟาวเลอร์ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มี 2 ข้อ ข้อแรกคือเขาได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเอียน รัช ตำนานของทีมที่เล่นเป็นกองหน้าคู่กัน รัช จะสอนทริกบางอย่างให้ฟาวเลอร์อยู่เสมอ
"รัชชี่ช่วยเหลือผมในบางจุด เช่นเขาสอนให้ผมกล้ายิงเสาแรก ในมุมที่แคบมาก เพราะนายทวารจะคาดไม่ถึง ถ้าปัดโดนบอลก็ยังเข้าประตูอยู่ดี เขาสอนผมเรื่องการวิ่ง เรื่องการถนอมแรงเอาไว้ และสอนถึงลูกเล่นของกองหลังคู่แข่ง บางครั้งก็สอนถึงความรับผิดชอบในการเป็นนักเตะลิเวอร์พูล" ฟาวเลอร์เล่า
2
ส่วนเคล็ดลับข้อที่ 2 คือเขาเป็นหัวหอกที่มีสัญชาตญาณติดตัวมาแต่กำเนิด บางอย่างคุณสอนไม่ได้ แต่มันเป็นเซนส์ที่ควรรู้ว่า ต้องทำอะไรตอนไหน
ครั้งหนึ่งสตีฟ แม็คมานามาน เคยถามฟาวเลอร์ตอนซ้อมว่า ทำไมยิงคมจัง มีเคล็ดลับอะไรในการวางเท้ายิง ทำไมบอลพุ่งแรง และทิศทางเป๊ะขนาดนั้น ซึ่งฟาวเลอร์ตอบกลับไปว่า "ไม่รู้เหมือนกัน" ไม่ใช่เขาตั้งใจกั๊กวิชา หรือกวนประสาทแม็คมานามาน แต่เขาไม่รู้จริงๆ มันเป็นไปเอง เขายิงคมโดยสัญชาตญาณของตัวเอง
1
ด้วยความเหนือชั้น ในการจบสกอร์ เพื่อนๆในทีมลิเวอร์พูลจึงตั้งฉายาให้เขาว่า God (พระเจ้า) ซึ่งความหมายที่แท้จริงของมันคือ God-Given แปลว่า "พระเจ้าให้มา" สื่อถึงพรสวรรค์ในการจบสกอร์ที่เขาได้มาตั้งแต่เกิด
ในเวลาต่อมาแฟนๆ ก็ตัดคำว่า Given ออก แล้วเรียกฟาวเลอร์เพียงแค่ God เท่านั้น เด็กหนุ่มท้องถิ่นคนนี้ จึงกลายเป็นพระเจ้าของแฟนๆหงส์แดงนับจากนั้น
หลังจบซีซั่น 1994-95 ฟาวเลอร์เริ่มโด่งดัง คราวนี้เขาไปย้อมผมเป็นสีทอง ในช่วงซัมเมอร์ เริ่มทำตัวเป็นเด็กแสบ ซึ่งรอย อีแวนส์ จึงสั่งสอนด้วยการดร็อปฟาวเลอร์ ใน 2 เกมแรกของฤดูกาล 1995-96 ให้เขาเรียกสติกลับมาก่อน และโฟกัสที่สนามตามเดิม
พอฟาวเลอร์ได้สติกลับมา ในเกมที่ 3 ของซีซั่น รอย อีแวนส์ ส่งเขาเป็นตัวจริงในเกมบุกไปเยือนสเปอร์ส ที่ไวท์ฮาร์ทเลน และฟาวเลอร์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขายิงประตูได้ทันที
ฟาวเลอร์ใน 2 ปีแรกว่าเก่งแล้ว แต่ในซีซั่น 1995-96 ปีที่สามของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ คือช่วงเวลาที่พีกที่สุด เขาวางเท้ายิงเป็นเข้า ซัดได้ทุกระยะในเขตโทษ เป็นหัวหอกที่อันตรายมาก
เกมนัดที่ 7 ของซีซั่น ลิเวอร์พูลเล่นในแอนฟิลด์ เจอโบลตัน ก่อนถล่มไป 5-2 นัดนี้ฟาวเลอร์ ยิงไปคนเดียว 4 ลูก ความมั่นใจเกินร้อย และเข้าสู่เกมที่ 8 พวกเขาต้องไปเยือนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ซึ่งคือเกมที่เอริค คันโตน่าคัมแบ็ก
ฝั่งของทีมปีศาจแดง มั่นใจว่าจะกลับมาคว้าชัยชนะได้ทันทีเมื่อคันโตน่ากลับคืนสู่ทีม แต่ประเด็นคือ คุณถามร็อบบี้ ฟาวเลอร์แล้วหรือยัง?
1
1 ตุลาคม 1995 วันแข่งขันมาถึง บรรยากาศถือว่าคึกคักสุดขีด หน้าสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ไนกี้ แบรนด์กีฬาที่เป็นผู้สนับสนุนของคันโตน่า ทำป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ มีรูปคันโตน่าใส่เบอร์ 7 และมี Text เขียนว่า
He's been punished for his mistakes. Now it's someone else's turn
แปลว่า คันโตน่าโดนลงโทษจากความผิดพลาดของเขา และตอนนี้ถึงเวลาที่คนอื่นจะโดนคันโตน่าลงโทษบ้างแล้ว
บรรยากาศในโอลด์แทรฟฟอร์ดวันนั้น มีแต่คันโตน่า และธงชาติฝรั่งเศสเต็มไปหมด ซึ่งนักข่าวจากเดอะ การ์เดี้ยนเขียนบรรยายเกมในวันนั้นว่า "นี่มันวันบัสตีย์เดย์เดย์ เวอร์ชั่นแมนเชสเตอร์ชัดๆ"
Bastille Day (บัสตีย์เดย์) หรือวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันชาติฝรั่งเศสนั่นเอง
และเกมนั้นในสนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ไม่ให้ตั๋วแฟนลิเวอร์พูลเข้ามาชมในสนามด้วย โดยให้เหตุผลว่า สนามกำลังต่อเติมในโซนทีมเยือน และในอดีตก็ไม่มีกฎว่าคุณต้องให้โควต้าตั๋วทีมเยือนอย่างน้อย 10% ทุกนัด ทำให้ฟีลลิ่งทุกอย่างในสนามวันนั้น ดูจะเป็นที่กดดันใส่หงส์แดงหนักข้างเดียว
6
เกมในสนามกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เฟอร์กูสันจัดแผน 4-4-2 มีปีเตอร์ ชไมเคิล เป็นผู้รักษาประตู กองหลังสี่คน มีฟิล เนวิลล์ เล่นแบ็กซ้าย ส่วนพี่ชายแกรี่ เล่นแบ็กขวา คู่เซ็นเตอร์เป็นแกรี่ พัลลิสเตอร์ กับสตีฟ บรูซ
กองกลาง 4 ตัวมี รอย คีน ,นิคกี้ บัตต์, ไรอัน กิ๊กส์ และลี ชาร์ป ขณะที่คู่หน้าเป็นเอริค คันโตน่าลงตัวจริงทันที ยืนคู่กับแอนดี้ โคล
2
ขณะที่ฝั่งลิเวอร์พูลของรอย อีแวนส์ เล่นอย่างระมัดระวัง เขาใช้ระบบ 5-3-2 มีเดวิด เจมส์ เป็นนายทวาร สามเซ็นเตอร์แบ็กใช้ ฟิล บ๊าบ, นีล รัดด็อค และ จอห์น สเกลส์ ส่วนวิงแบ็กซ้ายขวา เป็นสตีฟ ฮาร์คเนส กับเจสัน แม็คคาเทียร์
กองกลางสามตัวมี เรดแน็ปป์, ไมเคิล โธมัส และ สตีฟ แม็คมานาน ส่วนคู่กองหน้า สแตน คัลลีมอร์มีอาการบาดเจ็บ อีแวนส์จึงใช้เอียน รัช จับคู่กับร็อบบี้ ฟาวเลอร์
กล้องทุกตัวจับที่คันโตน่า กับเสื้อคอปกตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ เอาจริงๆ การที่คันโตน่ากลับมาลงเล่นได้แบบนี้ ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์ของฝั่งแมนฯยูไนเต็ดเหมือนกัน เพราะเขาอยากจะย้ายทีมหนี ตั้งแต่รู้ว่าโดนแบน 8 เดือน และบอร์ดบริหารของทีมก็อยากขับไล่ เพราะทำให้ทีมเสียชื่อเสียง จากการไปกระโดดถีบแฟนบอลทีมอื่น
7
แต่เฟอร์กูสันใช้ความพยายามทั้งหมดในชีวิต ในการเกลี้ยกล่อม ทั้งไปล็อบบี้กับภรรยาของคันโตน่า รวมไปถึงคุยกับผู้บริหารทีมให้เก็บนักเตะเอาไว้ ทำทุกทางที่ทำได้เพื่อให้คันโตน่าได้อยู่ต่อ และสุดท้ายคันโตน่าก็ยังอยู่กับทีมปีศาจแดงจริงๆ
เริ่มเกมมาได้แค่ 67 วินาที รอย คีน ตัดบอลได้กลางสนาม บอลไปถึงแอนดี้ โคล แล้วจ่ายออกซ้ายให้คันโตน่าที่ยืนอยู่ริมเส้น เขาดวลตัวต่อตัวกับจอห์น สเกลส์ ก่อนจ่ายเข้ากลางแบบพอดีเป๊ะ ให้นิกกี้ บัตต์ ที่เติมขึ้นมา ซัดประตูเข้าไป แมนฯยูไนเต็ด นำ 1-0
1
คันโตน่าประเดิมด้วยการแอสซิสต์ตั้งแต่ 2 นาทีแรก มันคือการออกสตาร์ตในฝันของแมนฯยูไนเต็ดจริงๆ ซึ่งไรอัน กิ๊กส์ กับ แกรี่ พัลลิสเตอร์ วิ่งเข้าไปกอดคันโตน่าแทนที่จะวิ่งไปดีใจกับคนยิงคือนิกกี้ บัตต์ แสดงให้เห็นว่าเพื่อนๆ คิดถึงคันโตน่าขนาดไหน
4
แม้จะโดนนำไปก่อน แต่มีนักเตะคนหนึ่งของหงส์แดง ที่ไม่พร้อมจะแพ้ในเกมนี้ เขาคือฟาวเลอร์นั่นเอง
นาทีที่ 32 ไมเคิล โธมัส จ่ายบอลให้แม็คมานามาน เบิ้ลต่อให้ฟาวเลอร์ ที่ยืนอยู่ริมเส้นด้านซ้าย ฟาวเลอร์ จับบอลหนึ่งที แล้วไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เขาอัดเปรี้ยงด้วยเท้าซ้ายที่เสาแรก อย่างรุนแรงที่สุด เสียบมุมแบบช็อกกันทั้งสนาม แม้แต่ปีเตอร์ ชไมเคิลก็ขาตาย ไม่สามารถขยับตัวใดๆได้เลย ตีเสมอเป็น 1-1
1
"ผมรู้ว่าผมกำลังจะทำอะไร ย้อนกลับไปเมื่อสัก 3 นาที ก่อนหน้านั้น ผมมีโอกาสยิงมุมนี้ แต่ผมเลือกจ่ายให้เอียน รัช ซึ่งเขายิงพลาด มาคราวนี้ผมได้บอลมุมเดิม และเดาใจชไมเคิล เขาต้องคิดว่าผมต้องจ่ายให้รัชชี่อีกครั้งแน่ๆ เพราะมุมถ้าจะยิงมันมีน้อยมากแล้ว แต่ผมก็เลือกจะยิง บอลมันเข้าข้อพอดีเป๊ะ และพุ่งเข้าประตูไป" ฟาวเลอร์เล่าถึงเหตุการณ์ในจังหวะนั้น
1
"ในบรรดาประตูทั้งหมดที่ผมยิงได้ ลูกนี้ทำให้ผมแฮปปี้มากที่สุด" ซึ่งประตูนี้ จะมีมุมกล้องด้านหลังโกล์ บอลจากฟาวเลอร์พุ่งวาบมาชนจนกล้องปลิว แสดงให้เห็นถึงพลังในการยิงได้อย่างชัดเจนมาก คือไม่ได้ง้างเท้าอะไรเยอะเลย แต่บอลแรงมากจริงๆ
ในครึ่งแรกเกมเสมอกัน 1-1 พระเจ้าของทั้งสองฝั่ง ทำผลงานได้ดีพอๆกัน คันโตน่ามีแอสซิสต์ ส่วนฟาวเลอร์มีประตู ขณะที่ทรงเกม ต้องยอมรับว่าลิเวอร์พูลดูดีกว่า แผน 5-3-2 ของรอย อีแวนส์ ดูแข็งแกร่ง และยากที่แมนฯยูไนเต็ดจะทะลวงเข้าไปได้
เข้าสู่ครึ่งหลัง เฟอร์กูสันปรับเปลี่ยนแผนการเล่นใหม่หมด จาก 4-4-2 เป็น 3-5-2 เขาส่งเดวิด เบ็คแฮม มาเล่นแทนนิกกี้ บัตต์ โดยตรงกลางจะใช้นักเตะสามคน คือคีน กิ๊กส์ และ เบ็คแฮม ส่วนลี ชาร์ปจะถอยไปเล่นวิงแบ็กซ้าย โยกฟิล เนวิลล์มาเล่นวิงแบ็กขวา และขยับแกรี่ เนวิลล์ ไปเล่นสามเซ็นเตอร์ร่วมกับ พัลลิสเตอร์ และบรูซ
1
เฟอร์กูสันมองว่า ลิเวอร์พูลมีตัวอันตรายแค่คนเดียวคือฟาวเลอร์ ดังนั้น ถ้าวางเซ็นเตอร์ 3 ตัวให้แน่นๆ ฟาวเลอร์ก็จะไม่มีพื้นที่ให้ได้ยิง
1
อย่างไรก็ตาม ไอเดียของเฟอร์กูสันไม่ได้ผล นาทีที่ 54 ไมเคิล โธมัส แทงบอลทะลุช่องให้ฟาวเลอร์ เขาดวลตัวต่อตัวกับแกรี่ เนวิลล์ นักเตะทีมชาติชุด u-21 ด้วยกัน ซึ่งขณะที่เนวิลล์มองหาแต่บอล ฟาวเลอร์ใช้ไหล่ซ้ายกระแทกเนวิลล์จนกระเด็น จากนั้นเมื่อได้บอลมา เขามองเห็นชไมเคิลออกมาจากเส้นประตู จึงใช้เท้าขวาชิพข้ามหัวไปอย่างเหนือชั้นสุดๆ
4
ลูกนี้มีความครบเครื่องทุกอย่าง ฟาวเลอร์ใช้ทั้งพลังในการเอาชนะเนวิลล์ และใช้ทักษะการจบสกอร์ด้วยเท้าขวาที่เขาไม่ถนัด ในการเอาชนะชไมเคิล ลิเวอร์พูลนำ 2-1
1
"ผมไม่ใช่นักเตะที่เร็ว คือผมสปรินท์ตัวในระยะ 2-3 เมตรได้ดีก็จริง ในจังหวะปรี่เข้าไปหาลูกบอลอะไรอย่างนั้น แต่ถ้าวิ่งสปีดเป็นระยะทางไกลหน่อย ผมไม่ได้ว่องไวขนาดนั้น ดังนั้นสมองผมจึงคิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผมจำเป็นต้องใช้พลังในการกระแทกแกรี่ เนวิลล์ให้พ้นทางก่อน ในฐานะนักฟุตบอล ผมไม่กลัวที่จะต้องใช้กำลังในการเอาชนะคู่แข่ง" ฟาวเลอร์เล่าถึงจังหวะยิงลูก 2-1
1
สำหรับเนวิลล์นั่นคือความพ่ายแพ้เรื่องพละกำลังเป็นครั้งแรก ปกติเขาโดนตั๊นยังไงก็ไม่ลงง่ายๆ ซึ่งนั่นเป็นบทเรียนให้เนวิลล์ไปพัฒนาเรื่องบอดี้ร่างกายให้แกร่งขึ้น เพื่อไม่ให้โดนชนร่วงลงไปแบบนี้อีก
1
เมื่อหลุดเนวิลล์มาได้ ฟาวเลอร์ต้องดวลกับชไมเคิล โดยเขาเล่าว่า "ในจังหวะที่จะต้องยิง ตามปกติแล้วเวลาคุณเจอผู้รักษาประตูตัวใหญ่อย่างชไมเคิล นักเตะจะไม่ค่อยกล้าชิพกัน เพราะถ้าเขากระโดดกางแขนซ้ายขวาสุดเหยียดแบบปลาดาว มันก็ปิดมุมประตูหมดแล้ว แต่เสี้ยววินาทีนั้น ผมเห็นชไมเคิลเสียหลักไปนิดหนึ่ง ผมเลยเลือกชิพทันที เพราะรู้ว่าเขาไม่สามารถตั้งหลักเพื่อใช้ท่ากางแขนที่เขาถนัดได้แน่ และมันก็เป็นประตู"
1
ฟาวเลอร์ควรได้เป็นฮีโร่คนเดียวในนัดนี้ แต่สุดท้ายผู้คนจดจำความสุดยอดของเขาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะนาทีที่ 71 คันโตน่าได้บอลกลางสนาม เขาลากเลื้อยไปจนถึงเขตโทษ ก่อนจ่ายบอลออกซ้ายแบบไม่ต้องมอง ให้ไรอัน กิ๊กส์ แต่ไปโดนเจมี่ เรดแนปป์ แซะจากด้านหลัง กรรมการเดวิด อัลเลอร์เรย์ ชี้เป็นจุดโทษทันที
ทั้งสนามตะโกน Chant พร้อมกัน "อุ๊อ๊า คันโตน่า" เพื่อบอกให้คันโตน่าเป็นคนยิงจุดโทษนี้ ซึ่งในช่วงที่คันโตน่าโดนแบน คนยิงจุดโทษจะเป็นเดนิส เออร์วิน แต่เมื่อคันโตน่ากลับมาแล้ว หน้าที่ก็จะเป็นของเขาตามเดิม
1
คันโตน่าดวลตัวต่อตัวกับเดวิด เจมส์ โดยวิ่งเข้าหาบอลก่อนรอจนถึงจังหวะสุดท้าย เมื่อเห็นเจมส์ทิ้งน้ำหนักไปด้านซ้าย เขาจึงเลือกยิงไปทางขวาของตัวเอง แมนฯยูไนเต็ดตีเสมอเป็น 2-2 แบบสุดระทึก
หลังจากยิงเข้า คันโตน่าวิ่งไปหลังโกล์ และแสดงท่าดีใจที่เป็น Iconic จริงๆ นั่นคือท่าเต้นรูดเสา โดยมีรอย คีนวิ่งไปประคองไว้ ไม่ให้คันโตน่าร่วงลงมา บรรยากาศที่โอลด์แทรฟฟอร์ด เดือดเป็นไฟอีกครั้ง
ทั้งสองทีมแลกกันอย่างสนุกสุดๆ และในนาทีสุดท้าย ลิเวอร์พูลเกือบเป็นฝ่ายชนะ เมื่อเบ็คแฮมทำฟาวล์แม็คมานามานนอกเขตโทษ กรรมการเป่าฟรีคิก และเจมี่ เรดแน็ปป์ลักไก่ยิงเร็วทันที โดยชไมเคิลยังไม่ทันตั้งตัว แต่บอลพุ่งไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย
1
จบเกมเสมอกันไป 2-2 นัดนี้สองพระเจ้าของแมนฯยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นคุณค่าของพวกเขา คันโตน่ายิง 1 แอสซิสต์ 1 ส่วนฟาวเลอร์ยิง 2 ประตูสุดคลาสสิค
หลังเกมมีดราม่าต่อไม่จบ เพราะภายในเกม ลิเวอร์พูลควรจะได้จุดโทษ 2 ครั้ง จากจังหวะที่สตีฟ บรูซ กระแทกใส่ฟาวเลอร์ กับ รอย คีน สอยแม็คมานามาน แต่เดวิด อัลเลอร์เรย์ ปฏิเสธทั้งสองหน แต่กลับมาให้จุดโทษในจังหวะที่เรดแน็ปป์ฟาวล์ใส่ไรอัน กิ๊กส์
ซึ่งเรื่องนี้ รอย อีแวนส์ ระเบิดอารมณ์โมโหหลังเกมโดยกล่าวว่า "กรรมการมีโอกาสเป่าจุดโทษ 3 ครั้งในเกม แต่พวกเขาปฏิเสธเรา และให้จุดโทษกับแมนฯยูไนเต็ด บางทีกรรมการอาจอินกับบรรยากาศในการคัมแบ็กของคันโตน่าจนเกินไป" โดยหนังสือพิมพ์เดลี่ มิเรอร์ ให้คะแนนกรรมการในเกมนี้ แค่ 4 เต็ม 10 เท่านั้น
1
อย่างไรก็ตาม เรื่องประเด็นจุดโทษสุดท้ายก็ไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากนัก เพราะสื่อฝั่งแมนเชสเตอร์ ก็เล่นข่าวสดุดีคันโตน่า ส่วนสื่อฝั่งลิเวอร์พูลก็กล่าวชื่นชมฟาวเลอร์ ที่ยิง 8 ลูกจากการลงสนามแค่ 6 เกมเท่านั้น นำเป็นดาวซัลโวของลีก
1
สุดท้ายผลการเสมอ 2-2 ถือว่าแฟร์ และฮีโร่ของทั้งสองทีม ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดีจริงๆ
จากแดงเดือดวันนั้น ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ พัฒนาตัวเองขึ้นถึงขีดสุด เขายิงได้ 28 ลูก ในซีซั่น 1995-96 นี่เป็นปีที่เขายิงได้เยอะที่สุดในอาชีพการเล่น และก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่อย่างสวยงาม
และฉายา God ก็อยู่คู่กับเขาไปตลอด นี่คือพระเจ้าของแฟนลิเวอร์พูลเสมอมา และจะเป็นตลอดไป
1
ขณะที่เอริค คันโตน่านั้น การกลับมาคราวนี้ เขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ยังมีความห้าว แต่ก็ใจเย็นลงกว่าเดิมเยอะ เขาเป็นพี่ใหญ่ที่ประคองน้องๆทั้งทีม ให้เดินหน้าคว้าชัยได้อย่างตลอดรอดฝั่ง
สุดท้ายแมนฯยูไนเต็ด ชุดที่เต็มไปด้วยเยาวชนทีมนี้ ก็เอาชนะคำวิจารณ์ของอลัน แฮนเซ่นได้ ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลย ว่าไม่มีคันโตน่า คงไม่มีใครนำพาทีมมาถึงจุดนี้ได้แน่ๆ
ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ในวันที่คันโตน่าคัมแบ็กมีแฟนบอลทำแบนเนอร์ประโยคหนึ่ง ที่ผู้คนจดจำได้ถึงวันนี้ โดยเขียนคำว่า Rage was temporary, Class is permanent ความบ้าคลั่งแค่ชั่วคราว แต่คลาสต่างหากที่จะคงอยู่ตลอดไป
ในบรรดาเกมแดงเดือดตั้งแต่แข่งขันมา มีหลายๆนัดที่สุดยอด
- เกมลิเวอร์พูลชนะ 3-1 ที่แอนฟิลด์ ในปี 2001 ที่ยอน อาร์เน่ รีเซ่ ยิงฟรีคิกปลิดวิญญาณก็สนุก
- เกมลิเวอร์พูลชนะ 4-1 ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ปี 2009 ก็ระทึก สตีเว่น เจอร์ราร์ดจูบกล้อง เป็นช็อตคลาสสิคที่แฟนบอลจำได้ดี
- เกมแมนฯยูไนเต็ดชนะ 3-2 ในปี 2010 ก็มันส์สุดๆ ดิมิทาร์ แบร์บาตอฟ ซัดแฮตทริกได้อย่างน่าประทับใจ
มีหลายๆเกม ที่ยอดเยี่ยมมากๆ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสตอรี่ และความเข้มข้น เกม 2-2 ในปี 1995 การปะทะกันของสองพระเจ้า คันโตน่า vs ฟาวเลอร์ ยังไงก็ต้องติดอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันเป็นเกมที่ครบเครื่องทุกอย่างจริงๆ
และเราก็ได้แต่หวังว่า เกมแดงเดือดคืนนี้ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ขอให้มันเป็นเกมที่จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไปอีกนานนับสิบปี
#Liverpool #ManchesterUnited
โฆษณา