22 ม.ค. 2021 เวลา 14:26 • ประวัติศาสตร์
ชวนคิดพิศนามเมือง (สมุทรสาคร ตอนที่ 1)
ในบทประพันธ์ "นิราศเมืองเพชร" ของท่านสุนทรภู่ ได้บอกเล่าถึงรายละเอียดสถานที่ สภาพบ้านเมือง ตามที่ท่านได้เดินทางผ่านไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเส้นทางที่ใช้ในนิราศเมืองเพชรนี้ เกือบร้อยละ 90 จะเป็นเส้นทางน้ำ (ทางเรือ) ซึ่งพอจะนำมาต่อกันได้ดังนี้
คลองบางกอกใหญ่ - คลองด่าน(บางหลวง) - คลองสนามชัย - คลองมหาชัย - บ้านท่าจีน (บรรจบแม่น้ำท่าจีน) - คลองสามสิบสองคด - คลองสุนัขหอน (หมาหอน) - แม่กลอง (บรรจบแม่น้ำแม่กลอง) - ออกปากอ่าว - คลองโคน - คลองยี่สาร(คลองขุด) - ปากน้ำบางตะบูน - แม่น้ำเพชรบุรี - ขึ้นท่าพลับพลาไชย (อ.เมือง จ.เพชรบุรี)
ในตอนนี้จะขอเล่าต่อจากนิราศ ซึ่งเป็นบ้านเมืองและสถานที่ของ จ.สมุทรสาคร (ตามเขตปกครองในปัจจุบัน) มาให้ท่านผู้อ่านได้เพลิดเพลินเจริญใจ และเมื่อวิกฤต covid - 19 ผ่านไปแล้ว หากท่านใดหรือองค์กรใดจะนำบทความนี้ไปเป็นส่วนประกอบคู่มือการท่องเที่ยว ก็คงจะดีไม่น้อย และผมก็คงจะยินดีมาก หากบทความนี้จะเป็นส่วนช่วยในการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของ จ.สมุทรสาคร ครับ
ขอบคุณภาพจาก : matichon.co.th
"ถึงโคกขามคร้ามใจได้ไต่ถาม
โคกมะขามดอกมิใช่อะไรอื่น
ไม่เห็นแจ้งแคลงทางเปนกลางคืน
ยิ่งหนาวชื้นช้ำใจมาในเรือ"
ท่อนนี้ท่านสุนทรภู่เพียงจะเล่ามา "โคกขาม" มาจากการตั้งชื่อตามสถานที่ ซึ่งยุคก่อนน่าจะมีต้นมะขามใหญ่หรือมีต้นมะขามจำนวนมากจนสังเกตเห็นง่าย เท่าที่ทราบบริเวณนั้นก็จะมีศาลพันท้ายนรสิงห์ ให้ทุกท่านได้ไปตามรอยตามตำนานกันครับ
"ถึงย่านซื่อสมชื่อด้วยซื่อสุด
ใจมนุษย์เหมือนกระนี้แล้วดีเหลือ
เปนป่าปรงพงพุ่มดูครุมเครือ
เหมือนซุ้มเสือซ่อนร้ายไว้ภายใน
ถึงบ้านขอมลอมฟืนดูดื่นดาษ
มีอาวาสวัดวาที่อาไศรย
ออกชวากปากชลามหาไชย
อโณไทยแย้มเยี่ยมเหลี่ยมพระเมรุฯ"
กลอน 2 บทข้างต้นกล่าวถึง "ย่านซื่อ" และ อันนี้ผมไม่ทราบจริงๆครับว่าปัจจุบันนี้คือที่ใด แต่น่าจะอยู่ระหว่างปากคลองโคกขามกับวัดบ้านขอม เรือน่าจะล่องมาตลอดคืนจนมาสว่างฟ้าแจ้งที่ปากคลองมหาชัย
"ข้างฝั่งซ้ายชายทเลเปนลมคลื่น
นภางค์พื้นเผือดแดงดังแสงเสน
แม่น้ำกว้างว้างเวิ้งเปนเชิงเลน
ลำภูเอนอ่อนทอดยอดระย้า
 
หยุดประทับยับยั้งอยู่ฝั่งซ้าย
แสนสบายบังลมร่มรุกขา
บรรดาเรือเหนือใต้ทั้งไปมา
คอยคงคาเกบื่อนกลาดไม่ขาดคราว
บ้างหุงต้มงมงายทั้งชายหญิง
บ้างแกงปิ้งปากเรียกกันเพรียกฉาว
เสียงแต่คำน้ำพริกอยู่กริวกราว
เหมือนเสียงส้าวเกราะโกร่งที่โรงงาน
เห็นฝูงลิงวิ่งตามกันสอสอ
มาคอยขอโภชนากระยาหาร
คนทั้งหลายชายหญิงทิ้งให้ทาน
ต่างลนลานล้วงได้เอาไพล่พลิ้ว
เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อย
กะจ้อยร่อยจิริดจิดจีดจิ๋ว
บ้างเกาะแม่แลโลดกระโดดปลิว
ดูหอบหิ้วมิให้ถูกตัวลูกเลย
โอ้พ่อแม่แต่ชั้นลิงไม่ทิ้งบุตร
เพราะแสนสุดเสน่หานิจาเอ๋ย
ที่ลูกอ่อนป้อนนมนั่งชมเชย
กระไรเลยแลเห็นน่าเอ็นดู
แต่ลิงใหญ่อ้ายทโมนมันโลนเหลือ
จนชาวเรือเมินหมดด้วยอดสู
ทั้งลิงเผือกเทือกเถามันเจ้าชู้
ใครแลดูมันนักมันยักคิ้ว
 
บ้างกระโดดโลดหาแต่อาหาร
ได้สมานยอดแสมพอแก้หิว
เขาโห่เกรียวประเดี๋ยวใจก็ไพล่พลิ้ว
กลับชี้นิ้วให้ดูอดสูตา
ได้ชมเล่นเห็นแต่นกวิหคกลุ้ม
เที่ยวดุ่มดุ่มเดินดินกินมัจฉา
กลางสมุทรผุดโผล่ล้วนโลมา
ดูหน้าตาแต่ละตัวน่ากลัวเกรง
ล้วนหัวบาดวาดหางไปกลางคลื่น
ศรีษะลื่นเลี่ยนโล่งดูโจ่งเหม่ง
ดูมากมายหลายอย่างยิ่งวางเวง
จนน้ำขึ้นครื้นเครงเปนคราวเรือ
ทั้ง 10 บท ที่นำมาเล่าต่อนั้น เป็นการบรรยายสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านท่าจีน ซึ่งในสมัยนั้นคงจะหลากหลายไปด้วยสัตว์นานาชนิด ทั้งลิง นก ปลาต่างๆ และโลมา ในช่วงน้ำลดก็น่าจะเป็นเวลาพักของคนเรือเพื่อหุงหาข้าวปลาอาหาร ส่วนเรื่อง "ลิง" หากท่านใดสนใจว่าท่านสุนทรภู่ ว่ากล่าวลิงอย่างโน้นอย่างนี้ แนะนำให้ตามต่อในหนังสือ "ลิงโลน โลน" ของ อ.ล้อม เพ็งแก้ว ท่านจะได้พบกับคำว่า "แฉ็งไข" ลองหาตามอ่านดูนะครับ
สำหรับในตอนนี้ ก็ขอจบลง ณ บ้านท่าจีนก่อน
ตอนต่อไปจะได้กล่าวต่อนะครับว่า พอน้ำขึ้นแล้วเรือที่ท่านสุนทรภู่โดยสารจะไปเส้นทางใดต่อ
โฆษณา