27 ม.ค. 2021 เวลา 00:00 • ประวัติศาสตร์
ปีศาจแห่งเทือกเขาแอนดีส
Pedro Alonso López
เปโดร อลองโซ โลเปซ หรือ ฉายา "ปีศาจแห่งเทือกเขาแอนดีซ" เขาได้สารภาพว่าฆ่าเด็กสาว 110 คน และเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องชาวโคลอมเบีย เขาชื่นชอบการข่มขืนหรือสะกดรอยตามและชอบลักพาตัวเด็ก ซึ่งเชื่อว่าแท้จริงแล้ว เขาได้สังหารและข่มขืนเด็กสาวมากกว่า 300 คนในโคลอมเบีย เอกวาดอร์และเปรู เขาได้รับการยกย่องจากหลายคนว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องและนักข่มขืนที่มีผลงานมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
Pedro Alonso López
โลเปซเกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1948 ที่เมืองซานตาอิซาเบล (Santa Isabel) ของประเทศโคลอมเบีย พ่อของเขาชื่อ เมดาร์โด เรเยส (Medardo Reyes ) พ่อของเขาถูกยิงและเสียชีวิตก่อนที่โลเปสจะเกิด 6 เดือน ในตอนที่กลุ่มกบฏโจมตีร้านขายของชำในตอนนั้น พ่อของเขาก็อยู่ในร้านนั้นด้วย การโจมตีนี้เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองในโคลอมเบียที่เรียกว่า ลา วิโอเลนเซีย( La Violencia ) ซึ่งเป็นความขัดแย้งทางอาวุธในยุคที่จะส่งผลต่อเนื่องไปในอีกหลายปีข้างหน้า แม่ของเขาชื่อเบนิลด้า โลเปซ เด กัสตาเญดา ( Benilda López de Castañeda ) เธอตั้งครรภ์โลเปซได้เพียงสามเดือนในช่วงที่พ่อของเขาเสียชีวิต โลเปซเป็นลูกคนที่ 7 ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 13 คน แม่ของเขามีอาชีพเป็นโสเภณีที่พลาดมาท้องกับเรเยส พ่อของเขา โดยที่เรเยสนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว เธอเป็นแม่ที่โหดร้ายและทุบตีโลเปซอยู่เป็นประจำ
ในวัย 8 ปี โลเปซต้องถูกแม่ไล่ออกจากบ้านเพราะแม่จับได้ว่าเขาลวนลามน้องสาวของตัวเอง ทำให้โลเปซต้องหนีไปอยู่เมืองโบโกตา (Bogota) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโคลอมเบีย เขาได้กลายมาเป็นหนึ่งในเด็กจรจัดเร่ร่อนในเมืองโบโกตาและเปลี่ยนมาใช้ชื่อ กามิเนส (gamines) แทน ในวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่บนท้องถนนในเมืองโบโกตา ก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาหาโลเปซและได้เสนอจะให้อาหารและที่นอนแก่เขา แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น โลเปซถูกพาไปที่ตึกร้างและโดนข่มขืนแทน หลังเกิดเหตุ โลเปซก็ได้เข้าร่วมแก๊งค์เด็กเรร่อนอันธพาลประจำเมืองเพื่อขอความคุ้มครองและเขาก็ได้กลายมาเป็นคนติดยา
4 ปีต่อมาก็มีคู่รักสูงอายุชาวอเมริกันคู่หนึ่งมาพบเขาที่ถนน จึงอาสารับเขามาเลี้ยงและให้ที่อยู่อาศัยแก่เขา ทั้งยังพาเขาไปสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้า แต่เขาก็ถูกครูประจำโรงเรียนนั้นข่มขืนอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เขาหนีครอบครัวและโรงเรียนไปอีกครั้ง และโลเปซก็บอกกับตัวเองว่า เขาจะแก้แค้นทุกเรื่องที่เขาต้องพบเจอมา
เมื่อโลเปซอายุ 21 ปี  เขาถูกตำรวจจับในข้อหาขโมยรถยนต์คนอื่นเพื่อนำไปขาย ทำให้เขาต้องไปอยู่ในคุก ไม่นานหลังจากถูกจำคุกเขาได้ถูกชายอย่างน้อยสองคนข่มขืนอีกครั้ง แต่คราวนี้โลเปซไม่ยอมถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว เขาตอบโต้ชายกลุ่มนั้นด้วยการฆ่าทุกคนที่มาข่มขืนเขา โดยใช้เพียงแค่มีดที่เหลาขึ้นเอง และโลเปซได้รับโทษจำคุกเพิ่มอีกเพียง 2 ปี เนื่องจากเป็นเพียงการป้องกันตัว
หลังจากได้รับการปล่อยตัวในปี 1978 โลเปซก็กลับกลายมาเป็นคนเร่ร่อนเหมือนเดิม แต่คราวนี้เขาเริ่มลักพาตัว ข่มขืนและสังหารเด็กสาวโดยเฉลี่ยสามคนต่อสัปดาห์  โลเปซเลือกเด็กสาวอายุประมาณ 8 ถึง 12 ปีส่วนใหญ่แล้วมาจากชุมชน อเมรินเดียน ( Amerindian )ที่ยากจนในชนบท เขาไม่เกี่ยงเชื้อชาติและเขาได้ยอมรับว่าบางครั้งก็เกือบจะลักพาตัวสาวชาวคอเคเซียนและได้รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะแม่กำลังจับตามองเขาอยู่ เขามักจะสะกดรอยตามเด็กหญิงสักระยะหนึ่งแล้วลักพาตัวไป เขาจะพาพวกเด็กสาวไปยังสถานที่เปลี่ยวและจะข่มขืนพวกเธอจากนั้นก็บีบคอพวกเธอจนเสียชีวิต หลังจากนั้นเขาจะฝังร่างของพวกเธอในหลุมตื้น ๆ โลเปซมักจะจัดปาร์ตี้น้ำชากับศพเหล่านั้นก่อนที่เขาจะกลับ โลเปซจะฆ่าคนในเวลากลางวันเท่านั้นเพราะเขาต้องการให้เห็นใบหน้าของชัด ๆ ในขณะที่พวกเขาเสียชีวิต ตอนที่โลเปซอยู่ในห้องขังเขาก็ทำแบบนี้กับคนที่มาข่มขืนเขา
มีอยู่ครั้งหนึ่งในเปรู โลเปซพยายามลักพาตัวเด็กอายุ 9 ขวบจากชนเผ่าอายาชูคอส (Ayachucos) แต่เขาถูกจับได้เสียก่อน ผลคือโลเปซถูกทุบตี, ทรมานและถูกฝังไว้ทั้งตัวเหลือแค่ส่วนคอขึ้นมา โดยชาวพื้นเมืองวางแผนจะราดน้ำเชื่อมลงบนศีรษะของเขาและปล่อยให้มดกัดกินเขาทั้งเป็น  อย่างไรก็ตามเขาได้รับความช่วยเหลือจากมิชชันนารีชาวอเมริกัน (ผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์) เธอได้เข้ามาโน้มน้าวให้สมาชิกในชนเผ่าปล่อยโลเปซไป แล้วเธอจะนำเขาไปส่งตำรวจเอง  ชนเผ่าจึงปล่อยเขาไป แต่มิชชันนารีที่ไม่รู้สึกตัว กลับขับรถพาโลเปซไปที่ชายแดนโคลอมเบียซึ่งเธอปล่อยเขาให้เป็นอิสระแทนที่จะนำเขาไปส่งตำรวจ  หลังจากนั้น โลเปซเริ่มเดินทางไปก่ออาชญากรรมตามประเทศต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในโคลอมเบียและเอกวาดอร์ โดยทำการลักพาตัวและสังหารเด็กผู้หญิงอีกมาก
ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เขาได้เดินทางไปยังเอกวาดอร์ ซึ่งในตอนนั้นมีเด็กผู้หญิงจำนวนมากได้หายตัวไปในช่วงเวลานั้นพอดี คนในครอบครัวของพวกเด็กสาวจึงพยายามตามหาเด็กหญิงด้วยตัวเอง โดยมีแม่ของเด็กสาวคนหนึ่งถึงกับลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับลูกสาวที่หายตัวไปของเธอ ภายหลังจากการเกิดน้ำท่วมฉับพลันในเมืองอัมบาโต (Ambato )ในประเทศเอกวาดอร์ในปี 1979 ก็มีการค้นพบ ศพเด็กสาว 4 คนที่ได้หายตัวไป
ในปี 1980 มีผู้หญิงคนหนึ่งนามว่า คาร์วินา เรมอน( Carvina Ramon ) พร้อมกับกลุ่มเพื่อนของเธอสามารถจับกุมตัวโลเปซได้และแจ้งตำรวจมาจับเขาในทันทีเนื่องจากโลเปซได้พยายามล่อลวงมาเรีย โพเวดา (Maria Poveda)ลูกสาวของเธอตอนอยู่ในตลาด เขาเกือบถูกรุมประชาทัณฑ์ แต่ตำรวจมาช่วยเขาไว้ได้ทัน
คาร์วินาและมาเรีย
ตอนที่ตำรวจได้จับกุมตัวเขาอยู่นั้น ในตอนแรกเขาปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และบอกว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์ ขณะที่ถูกคุมขังโลเปซถูกสอบสวนตามปกติจนกระทั่งเขาบอกกับตำรวจว่าเขาไม่ใช่ชาวเอกวาดอร์ แต่เป็นคนเร่ร่อนชาวโคลอมเบีย  ร้อยตำรวจโทจึงทำร้ายเขาและกล่าวหาว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งลักพาตัวเด็กผู้หญิง  เจ้าหน้าที่ขู่ว่าจะฆ่าเขาถ้าเขาไม่สารภาพ แต่โลเปซยังคงเงียบ
ขณะเดียวกันสารวัตร ปาสเตอร์ กอร์โดวา (Pastor Córdova) ก็สั่งให้นายตำรวจทุกนายออกไปรอข้างนอก กอร์โดวาตัดสินใจใช้วิธีการสอบสวนแบบเป็นมิตรมากขึ้น กอร์โดวานำอาหารและบุหรี่มาให้โลเปซและถามเกี่ยวกับสุขภาพและความรู้สึกของโลเปซ ก่อนที่จะพยายามขอข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งลักพาตัว  โลเปซยักไหล่และบอกว่าเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย แต่เมื่อกอร์โดวาบอกโลเปซเพื่อขอความเห็นใจจากเขาว่าเขาเองก็ถูกกดดันอย่างหนักจากครอบครัวของเด็กหญิงที่หายตัวไปให้รีบตามหาตัวคนร้ายมาให้ได้ โลเปซจึงได้ยอมสารภาพ
โลเปซบอกเขาว่ากอร์โดวาสามารถไปพบเหยื่อคนหนึ่งได้ในในกระท่อมนอกเมือง ตำรวจจึงรีบไปที่กระท่อมนั้นและพบศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่บนฟูกเก่า ๆ ซึ่งภายหลังตรวจสอบว่าเป็น อิวาโนวา จาโคม (Ivanova Jácome) หนึ่งในเด็กสาวที่หายตัวไป กอร์โดวาถามโลเปซว่าเขาฆ่าเด็กสาวไปกี่รายแล้ว โลเปซตอบว่า "กว่าสองร้อยคนในเอกวาดอร์ กว่าสิบคนในเปรูและอีกนับไม่ถ้วนในโคลอมเบีย"
ประธานาธิบดีเอกวาดอร์ได้ทราบข่าวและสั่งให้พาตัวโลเปซไปยังจุดที่เขาทิ้งศพไว้จนกว่าจะเจอศพเหยื่อทั้งหมดในเอกวาดอร์
โลเปซพาตำรวจไปที่หลุมตื้น ๆ กว่า 30 หลุมอย่างไม่ขัดขืน แต่หลังจากรู้ว่าเขาจะถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม เขาก็หยุดให้ความร่วมมือและบอกว่าตัวเองนั้นบริสุทธิ์  อย่างไรก็ตาม มีการพบศพทั้งหมดถึง 53 ศพแค่ในอัมบาโตเพียงแห่งเดียว เหยื่อของโลเปซคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 110 ราย แต่บางคนเชื่อว่าจำนวนทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ประมาณ 300 รายขึ้นไปแต่เพราะเขาไม่ให้ความร่วมมือจึงหาศพไม่เจอ โลเปซถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงในปี 1980 ในข้อหาฆาตกรรมเหยื่อ 3 รายในปี 1979 และถูกตัดสินให้จำคุก 16 ปีในเมืองอัมบาโต ซึ่งเป็นโทษสูงสุดสำหรับการฆาตกรรมภายใต้กฎหมายของเอกวาดอร์  (ซึ่งต่อมาเอกวาดอร์จะเปลี่ยนโทษจำคุกสูงสุดเป็น 25 ปี)
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1994 โลเปซได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเนื่องจากประพฤตัวดีหลังจากรับโทษมา 14 ปี แต่เพียง 1 ชั่วโมงหลังจากถูกปล่อยตัว เขาก็ถูกจับอีกในฐานะเป็นผู้อพยพอย่างผิดกฎหมาย หลังจากนั้นเขาได้ถูกส่งตัวไปยังโคลอมเบียในทันที ซึ่งทางการที่โคลอมเบียพยายามที่จะตัดสินลงโทษเขาในข้อหาฆาตกรรม แต่แพทย์กลับประเมินว่าโลเปซมีอาการทางจิตและต้องได้รับการบำบัด ในปี 1995 โลเปซจึงได้เข้ารับการบำบัดในสถานบำบัดทางจิตเวช
โลเปซขอบคุณพระเจ้าหลังจากได้รับการปล่อยตัวในปี 1994
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1998 หลังจากได้รับการบำบัด ผลประเมินบ่งบอกว่าโลเปซได้หายเป็นปกติแล้วและจะได้รับการปนะกันตัวภายใต้เงินประกันตัวเพียง 50 ดอลลาร์พร้อมเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ ต้องได้รับการบำบัดทางจิตเวชต่อไปและต้องรายงายตัวกับตำรวจทุกเดือน แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ทำตามข้อตกลง และหนีไปอีกครั้ง
โลเปซปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในเมือง เอล เอสปินัล (El Espinal) โคลอมเบีย เขาไปเยี่ยมแม่ที่แก่ชราของเขาเบนิลดา ในตอนแรกเธอคิดว่าโลเปซจะมาฆ่าเธอ เพราะเขาเคยให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กล่าวโทษเบนิลดาว่าเธอคือต้นเหตุของทุกอย่าง อย่างไรก็ตามโลเปซบอกให้เธอใจเย็นและคุกเข่าลง เพราะเขาจะอวยพรให้เธอ สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากจะขอจากแม่ผู้นี้คือ เงินประทังชีวิต ซึ่งเธอก็ได้ให้ธนบัตรไป 2-3 ใบ จากนั้นโลเปซก็หายตัวไปและเธอก็ไม่เคยเห็นเขาอีกเลย
และไม่เพียงแต่เบนิลดาเท่านั้น ทุกวันนี้ก็ไม่มีใครได้เห็นเขาอีกเลย
โฆษณา